xs
xsm
sm
md
lg

“แพรวพราว-ซัน” เปิดใจรายได้หาย! ต้องปรับสเกลวงหมอลำให้เล็กลงสู้วิกฤตน้ำมันแพง แจงดรามาใส่เสื้อก็อป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“แพรวพราว-ซัน” เปิดใจไม่ยุบวงสู้วิกฤตน้ำมันแพง แค่ปรับสเกลให้เล็กลง เพื่อให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลายมากขึ้น เผยอนุญาตให้แดนเซอร์ ช่างไฟ ช่างเวทีไปรับงานอื่นได้ แจงดรามาใส่เสื้อก็อป ไม่รู้จักทุกแบรนด์ “ซัน” รับนอยด์กับคอมเมนต์ แต่เริ่มปลงแล้ว

เป็นคู่สามีภรรยานักร้องหมอลำ-ลูกทุ่งที่เดินสายรับงานตามจังหวัดต่างๆ มาตลอด สำหรับ “แพรวพราว แสงทอง”หรือ “พัทธนันท์ ทศรักษา”หมอลำชื่อดัง และสามีหนุ่ม “ซัน วงศธร สมศรี”หรือ “ซัน ไมค์ทองคำ” แต่พอช่วงนี้เกิดวิกฤตน้ำมันแพง ทั้งคู่ก็ยอมรับว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนสเกลของวงให้เล็กลง แต่ไม่ได้ยุบวงอย่างที่ข่าวลือ แค่ปรับให้เหมาะกับการจ้างงานมากขึ้นเท่านั้น

แพรวพราว : “จริงๆ แพรวแพลนไว้แล้วว่าจะทำวงให้เล็กตัวลง ตั้งแต่ยังไม่มีกระแสเรื่องน้ำมัน เพราะเรารู้สึกว่าเราอยากรับงานให้เจ้าภาพมีทางเลือกเยอะๆ สมมติว่าแพรวทำวงใหญ่ แต่เจ้าภาพอยากได้รับเชิญ แพรวก็ไม่สามารถที่จะไปได้ เพราะเรามีลูกน้องเราต้องหอบกันไปเป็นวง แต่พอเราแพลนว่าเราจะทำวงมีขนาดเล็กลง แล้วก็ทำให้มีหลากหลายสไตล์ให้เจ้าภาพได้เลือก ไม่ว่าจะเป็นภาคกลางก็จะลูกทุ่งวาไรตี้ แล้วหมอลำก็แน่นอนอยู่แล้วเราก็ยังคงเป็นหมอลำแพรวพราวเหมือนเดิมค่ะ

2 ปีนี้แพรวมาอยู่รังสิต มาอยู่ภาคกลาง เราอยากอยู่ใกล้ลูก อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัวกับลูกมากขึ้น แต่ตราบใดที่เรายังทำวงใหญ่อยู่ เราจะต้องเดินสายทั้งปีโดยที่ไม่ได้หยุดได้หย่อน แพรวก็เลยอยากมีโอกาสที่จะอยู่กับลูกให้มากขึ้น เราเลือกรับงาน แต่ถ้าเราทำวงใหญ่เราไม่สามารถเลือกได้ว่าจะไปหรือไม่ไป อะไรมาเรารับไว้ก่อน เพราะว่าเราเลี้ยงลูกน้องหลายคน แต่พอเรามาทำแบบนี้ รับเชิญ ทำวงขนาดเล็กลง เราสามารถเลือกรับงานได้แต่อีสานก็อาจจะนานๆ รับ เราจะได้อยู่ใกล้ลูก แต่ยังไม่ยุบวงค่ะ สเกลเราก็เปิดทางเลือกให้เจ้าภาพได้เลือก รับเชิญแพรวก็สามารถที่จะไปได้กับแดนเซอร์ 4 คน หรือ 6 คน แต่เราก็ยังจะมีทีมแดนเซอร์แล้วก็ทีมเครื่องดนตรีที่ประจำไปด้วย

ซึ่งพอปรับมาเป็นรับเชิญงานเยอะกว่าด้วยค่ะ เพราะเท่าที่แพรวทำวงใหญ่มา มันจะมีงานอีเวนต์มาบ่อยมาก แต่เราไม่สามารถรับได้ แต่พอยิ่งกระแสน้ำมันแพงขึ้น มันประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ด้วย ก็ทำให้เราเซฟได้หลายอย่าง และอีกอย่างหนึ่งเศรษฐกิจด้วย แต่งานวงใหญ่ที่รับไว้ก็เหมือนเดิมค่ะวงใหญ่เจ้าภาพก็ยังจองไว้เหมือนเดิม ทำสัญญาว่าจ้างเหมือนเดิม บางคนบอกว่าเอาวงใหญ่ได้ไหม เราก็สามารถจัดไปให้ได้ บางคนก็อยากได้วงขนาดกลางได้ไหม เราสามารถไปได้ทุกงานเลย”

บอกปล่อยให้ช่างไฟ ช่างเวทีและแดนเซอร์สามารถไปรับงานกับวงอื่นได้
แพรวพราว : “ถามว่าต้องมีการหยุดจ้างงานลูกน้องบ้างไหม คือจริงๆ เวทีเครื่องเสียงเราไม่ได้ซื้อเองอยู่แล้ว เราจะเช่าแต่ละงาน แต่เราจะเอามาประจำ แต่ปีนี้เราก็จะบอกทีมงานว่าเราไม่ได้ประจำแล้ว เขาสามารถรับงานทั่วไปได้โดยที่ไม่ต้องรอวงเราอย่างเดียว ทุกคนก็สามารถไปรับงาน เวทีก็สามารถไปรับทั่วไปได้ อีเวนต์ทั่วไปได้ เครื่องเสียงก็รับอีเวนต์ทั่วไปได้

แล้วก็แดนเซอร์ที่เรามีเยอะๆ เราก็จะทำทีมแดนเซอร์เพื่อที่จะรับงาน ศิลปินคนไหนอาจจะจ้างทีมแดนเซอร์แพรวพราวไปก็ได้ เราจะทำไว้ 2 ทีม เพราะว่าถ้าหลังจากปิดฤดูกาล เราไม่รู้ว่าแดนเซอร์ที่จะยังอยู่กับเราเหลือกี่คน มันมีการย้ายวงกันอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ถ้าหลังจากปิดวงแล้ว หมอลำวงต่างๆ ก็จะประกาศรับสมัครแดนเซอร์นักร้องเข้าวงในช่วงนั้นเราก็จะเปิดโอกาสให้ทีมงานของเราไปตามฝัน หรือว่าเขายังจะอยู่รับงานกับเรา และในส่วนของค่าจ้างวง ถ้าใครจะจ้างวงใหญ่ก็รับประมาณเท่าเดิม แต่ว่าในเรื่องของการรับเชิญเราก็มีการปรับราคา อาจจะเป็น 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง แล้วก็ระยะทางด้วย”

ซัน : “จริงๆ ก็นั่งคุยกันสักพักแล้วครับ เราก็บอกว่าความเป็นหมอลำเธอมันจะลงได้เหรอ เพราะเธอใหญ่มาแล้ว อันนี้ในมุมมองเรานะครับ แล้วจะไปยังไง กระแสมันก็ต้องมีทั้งลบและบวกแหละ แต่ถ้าเรามองในแง่ของการทำงาน ในความเป็นเรา หรือว่าการที่เราเก่งมากขึ้น บริหารแล้วมีเวลามาให้ตัวเองมากขึ้นก็โอเค แต่เราต้องมองด้วยว่าลูกน้องเราจะโอเคไหม เราก็เลยคุยกับลูกน้อง คุยกับผู้จัดการเขา มันก็ลงตัว เพราะตอนนี้เราก็มีวงเล็กขึ้นมาเป็นเอ็นบีแบนด์ ก็อาจจะแบ่งโซนกันรับ เพราะมันคนละสไตล์อยู่แล้ว แต่ความเป็นหมอลำก็ยังจ้างแพรวพราวได้เหมือนเดิม”

ยอมรับวิกฤตน้ำมันมีผลกระทบทุกส่วน
แพรวพราว : “ลูกน้องก็มีใจหายบ้างค่ะ น้องอาจจะไม่เข้าใจ เห็นข่าวว่าเราจะไม่ทำวงใหญ่แล้ว บางคนก็อาจจะตกใจ แต่ที่จริงมันไม่ได้มีอะไร แค่เราปรับในการรับงาน ถ้าแดนเซอร์ทำทีม เขาก็สามารถที่จะทำมาหากินได้เหมือนเดิม แต่ด้วยสถานการณ์น้ำมันแพงขึ้นผลกระทบมันมีอยู่แล้วค่ะเพราะว่าอาชีพศิลปินนักร้องหมอลำทุกวงตอนนี้ได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะว่าเราเดินทางกันทุกวัน เราใช้ชีวิตอยู่บนรถ เอาตรงๆ ทำบ้านไว้คือไม่ได้นอน นอนอยู่แต่ในรถ แต่ว่าเรื่องน้ำมันนี่คือหมอลำคณะใหญ่ก็ยิ่งหนักกว่าเราอีก

รายได้ก็หาย แต่ว่าเรารับงานเจ้าภาพไว้แล้วในราคานี้ เราก็ต้องไป เราจะไปบอกขอเพิ่มน้ำมันได้ไหม ก็ไม่ อันไหนที่เรารับไว้แล้วเราก็ต้องไปราคาเดิมค่ะ แต่อนาคตก็ต้องดูว่ามันจะเป็นยังไง แต่ก็เชื่อว่าคนจ้างเขาก็เข้าใจ เขาก็ต้องเจอวิกฤตเหมือนกัน เพราะบางคนเขาก็ทำงานเขาก็ใช้รถทุกบ้าน”

เปิดใจดรามาใส่เสื้อแบรนด์เนมก็อป บอกไม่ได้รู้จักทุกแบรนด์ และซื้อมาใส่ในบ้านเฉยๆ
แพรวพราว : “คือแพรวเป็นคนง่ายๆ ไม่ได้ติดแบรนด์ แวะไปตลาดเราก็ซื้อของตามตลาดก็มี แบรนด์เราก็มี แต่เราไม่ได้ติดถึงขนาดว่าอะไรต้องแบรนด์ เอาตรงๆ เวลาเราไปซื้อของที่ตลาดเราไม่ได้มองว่าอันนี้แบรนด์ไม่แบรนด์ เราไม่รู้ บางทีเราเดินทางบ่อย เสื้อผ้าไม่พอใส่แวะตลาดซื้อมาใส่ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอันที่เขาดรามากันคืออะไรแต่มันก็มีทั้งคนรักและไม่รัก คนที่ชอบและไม่ชอบ เขาก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ใดๆ นั้นบางทีเราก็ขำ คือมันขนาดนั้นเลยเหรอ

คือเราไม่ได้รู้ตั้งแต่แรก เอาตรงๆ ไม่ใช่คนที่จะไปรู้ว่าแบรนด์นี้ๆ ไม่ได้ติดแบรนด์ คือไปตลาด เดินเลียบด่วน เดินแถวบ้านแล้วก็ซื้อมาเลย ก็ใส่สบายๆ อยู่บ้าน ถามว่านอยด์ไหมคนมาจับผิดเรา ก็ขอบคุณแล้วกันที่ให้ความสำคัญ เราก็ไม่รู้จะพูดยังไง ถ้าเราไปใส่ใจเราก็นอยด์แหละ แต่เราไม่ได้เอามาใส่ใจ”

ซัน : “คือผมก็พอรู้บ้าง แต่บางอย่างก็ไม่รู้ขนาดนั้น เพราะว่าเราสองคนก็ไม่ได้ติดแบรนด์ขนาดนั้น จริงๆ แล้วเขามีเยอะเลยล่ะ แต่เขาเป็นคนที่พอใส่แล้วอย่างเช่นนาฬิกาก็วางไปทั่วเลย แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องเบสิก แต่คนเขาก็จะมองได้ว่าเราเป็นคนของสื่อ จะมองว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่รู้ เพราะเราไม่ได้แบบละเอียดขนาดนั้น คือของพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดนัด เราก็รู้สึกว่ามันก็เป็นเสื้อผ้าที่ใส่ได้เหมือนกัน จะให้เราซื้อทุกแบรนด์ใส่ตลอดมันไม่ใช่ ก็สลับเปลี่ยนกันบ้าง แต่บางอย่างที่ซื้อมายืนยันว่าเราก็ไม่รู้จริง”

แพรวพราว : “ซื้อมาเราไม่ได้ดูหรอกว่าของก็อปหรือไม่ก็อป เราไม่รู้ มันเป็นเสื้อกล้ามธรรมดา มันก็มีหลายตัว ทีหลังซื้อจะเอาเป็นสีล้วนดีกว่า จะไม่เอาที่มีตัวหนังสือ (หัวเราะ)คือมันไม่ใช่ประเด็นในชีวิตที่เราจะต้องมานั่งเลือกต้องแบรนด์เท่านั้นนะ ถามว่าเครียดไหม มันชินแล้วค่ะ ชินกับอะไรก็เป็นข่าว คือคนที่ไม่ชอบ ขนาดนั่งกินหมูกระทะที่บ้าน เอามือเสยผมก็หาว่าผิด”

เผยเหตุลงสตอรี่ว่าโดนนินทาลับหลัง
ซัน : “คือจริงๆ แล้วผมว่ามีกลุ่มเพื่อนนี่แหละ ก็เป็นบอกกับพวกน้องๆ ด้วย คือเราไม่รู้หรอกว่าใครรักเราจริง แต่สุดท้ายแล้วผมคิดว่าการมีเรื่องส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องไปเล่าให้ใครฟังหรอก เพราะว่ามีทั้งคนรักและไม่รักเรา เราก็เคยเจอมาเหมือนกัน ก็เลยโพสต์ไป บางทีเจอแคปชั่นที่โดนๆ ผมก็จะมาลง แต่ด้วย ณ ตอนนี้หลายๆ อย่างเขาก็จะจับว่าเป็นอะไรหรือเปล่า แต่ไม่ได้มีเรื่องกับใครหรอกครับ ก็ขอบคุณครับที่ใส่ใจกัน แต่จริงๆ แล้วผมแค่อยากจะขอบคุณทุกๆ คน บางคอมเมนต์ที่ลบและบวกที่เข้ามา จริงๆ ผมก็มองว่าเราปฏิบัติในแบบของเรานี่แหละ ชีวิตคนเรามันไม่รู้ว่าวันนี้พรุ่งนี้มันจะเกิดอะไรกับเรา อยากทำอะไรทำ แค่ไม่เดือดร้อนใคร แต่ถ้าสมมติว่ามันแรงเกินไปก็ค่อยว่ากัน ก็ปลงครับ ปลงตลอด”