xs
xsm
sm
md
lg

‘อัญชัน’ บินข้ามโลกกว่า 20 ชั่วโมง เปิดตัวหนังสือใหม่  จุดประกายวรรณกรรมไทยสู่ “Modern Classic”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผ่านพ้นไปอย่างอบอุ่นสำหรับงานเสวนาทางวรรณกรรม “ความยั่งยืนของงานเขียน สู่วรรณกรรมอมตะร่วมสมัย (Modern Classic)” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมซีนิท สุขุมวิท กรุงเทพฯ โดยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน นักวิชาการ ตลอดจนผู้อ่านและแฟนหนังสือเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนพลังและความมีชีวิตชีวาของแวดวงวรรณกรรมไทยในปัจจุบัน  หนึ่งในช่วงเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน คือการปรากฏตัวของนักเขียนรางวัลซีไรต์ อัญชัน หรือ อัญชลี วิวัธนชัย ซึ่งเดินทางไกลมาจากประเทศสหรัฐอเมริกากว่า 20 ชั่วโมง ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในหลายพื้นที่ของโลกในช่วงเวลานี้ แต่ยังคงมาพร้อมรอยยิ้มและความตั้งใจเต็มเปี่ยม เพื่อร่วมเปิดตัวผลงานใหม่และพบปะผู้อ่านชาวไทยอย่างใกล้ชิด สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเองตลอดทั้งงาน
ภายในงานมีการเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด ได้แก่ The Stalker — ปริศนานักล่า (ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) นวนิยายแนวลึกลับที่ชวนติดตามความสัมพันธ์ระหว่าง “ผู้ล่า” และ “ผู้ถูกล่า” ที่ค่อย ๆ คลี่คลายไปสู่คำตอบเชิงปรัชญา และThe Jewels of Life – อัญมณีแห่งชีวิต (ฉบับภาษาอังกฤษ) การนำผลงานระดับรางวัลซีไรต์กลับสู่ผู้อ่านนานาชาติอีกครั้ง ตอกย้ำศักยภาพของผู้เขียนในฐานะ “นักเขียนสองภาษา” ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นไทยสู่สากลได้อย่างลึกซึ้งและร่วมสมัยนอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว Facebook Fanpage อย่างเป็นทางการ “อัญชัน Anchalee Viva” เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้อ่านทั้งในและต่างประเทศในยุคดิจิทัล หรือกดได้ที่ลิงค์https://www.facebook.com/profile.php?id=61584152855378
 
ในส่วนของเวทีเสวนาพิเศษ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองต่อผลงานของอัญชันอย่างลุ่มลึกและหลากหลายมิติ
ชมัยภร แสงกระจ่าง ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ กล่าวถึงผลงาน The Stalker — ปริศนานักล่า ว่า เป็นงานเขียนที่สะท้อนตัวตนและ “ลายเซ็น” ทางวรรณศิลป์ของ อัญชัน ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะความสามารถในการเชื่อมโยงสังคมไทยไปสู่บริบทสากลได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้โครงเรื่องจะตั้งอยู่บนฉากหลังประวัติศาสตร์ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความเป็นไทยอย่างเข้มข้น แต่กลับสามารถพาผู้อ่านไปสู่ “คำถามสากล” ของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง พร้อมแก่นสำคัญของเรื่องที่ตั้งคำถามว่า “เหตุใดมนุษย์จึงต้องเผชิญกับความทุกข์” และการชี้ให้เห็นถึง “กิเลส” ในฐานะต้นตอของความทุกข์นั้น ถือเป็นประเด็นที่มีพลังและเข้าถึงผู้อ่านได้ในทุกวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการนำโลกสมัยใหม่มาซ้อนทับอยู่ในบริบททางประวัติศาสตร์ได้อย่างแนบเนียน ทำให้ผลงานเรื่องนี้ไม่เพียงเป็นนวนิยายเชิงเรื่องเล่า แต่ยังเป็นการสำรวจ “ความเป็นมนุษย์” ในมิติที่ลึกและร่วมสมัย โดยผลงานเล่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการที่สำคัญของผู้เขียน ที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางวัฒนธรรม และเชื่อมโยงวรรณกรรมไทยสู่ระดับสากลได้อย่างมั่นใจ โดยมองว่าเป็น “ก้าวที่น่าสนใจ” และมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่งานเขียนที่ยืนยาวในระดับนานาชาติ ชมัยภรให้มุมมองว่า งานเขียนที่เข้าถึงแก่นของมนุษย์ และสามารถให้คำตอบ หรืออย่างน้อยตั้งคำถามต่อสิ่งที่มนุษย์ยังไม่อาจหาคำอธิบายได้อย่างชัดเจน จะเป็นงานที่คงอยู่เหนือกาลเวลา และได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืน

  ด้าน รศ.ดร. ตรีศิลป์ บุญขจร นักวิชาการวรรณกรรมกล่าวถึงหนังสือ “มนุษย์ครึ่งทาง” ว่าเป็นงานเขียนร่วมในกระแส Posthuman ที่ยังคงยืนอยู่บนการตั้งคำถามต่อ “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างมีน้ำหนัก แม้ในยุคที่เรื่องเล่าจำนวนมากลดบทบาทของมนุษย์ลง และเปิดพื้นที่ให้สิ่งอื่นเป็นศูนย์กลางมากขึ้น โดยมนุษย์ถูกกำกับด้วยปัจจัยที่มองไม่เห็น ทั้งสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นว่า “เสรีภาพในการมีลมหายใจ” ซึ่งเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่เปราะบางและอาจถูกควบคุมได้ นำไปสู่คำถามสำคัญว่า มนุษย์ยังมีเสรีภาพในการกำหนดชีวิตของตนเองได้จริงหรือไม่?

นอกจากนี้ ยังสะท้อนภาพโลกในลักษณะ dystopia ที่มนุษย์อาจไม่สามารถดำรง “ความเป็นมนุษย์” ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งทำให้งานเขียนเรื่องนี้ไม่เพียงตั้งคำถามเชิงปรัชญา แต่ยังเชื่อมโยงกับวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามมองว่า งานเขียนที่สามารถตั้งคำถามต่อโครงสร้างชีวิต และสะท้อนประเด็นร่วมสมัยในระดับสากลได้เช่นนี้ คือคุณสมบัติสำคัญของวรรณกรรมที่มีศักยภาพก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ในอนาคต

ปิดท้ายงานเสวนาที่ พัชญ์ภารัณ กรณ์วณิชพัชร์ นักจิตวิทยาการปรึกษา ฝ่ายส่งเสริมสุขภาวะนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงหนังสือ Once Upon a Dream กาลครั้งหนึ่งในความฝันของอัญชัน ว่าเป็นงานเขียนที่สะท้อนมิติทางจิตวิทยาได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะผลกระทบของความรุนแรงในครอบครัวที่มีต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก ซึ่งอาจนำไปสู่การแยกตัวจากความจริงเพื่อปกป้องจิตใจ

ผลงานชี้ให้เห็นถึงกลไกการรับมือกับบาดแผลทางอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งการหลีกหนี การกดทับความรู้สึก และการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ทางจิตใจ ซึ่งเป็นประสบการณ์สากลที่ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงได้ พร้อมเปิดมุมมองให้เข้าใจความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ได้ลึกยิ่งขึ้น ทั้งยังมองว่างานเขียนที่สามารถสะท้อนความจริงของชีวิต สร้างความตระหนักรู้ และมอบคุณค่าทางความคิดแก่ผู้อ่านในระยะยาว ไม่เพียงให้ความบันเทิง แต่ยังทำหน้าที่เป็น “เข็มทิศทางใจ” ได้เช่นนี้ คือคุณสมบัติสำคัญของวรรณกรรมที่มีศักยภาพก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ในอนาคต

สำหรับบรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคักและเป็นกันเอง ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมรับฟังเสวนาอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามประเด็นทางวรรณกรรมกับวิทยากรอย่างเข้มข้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมถ่ายภาพร่วมกับนักเขียน การแจกลายเซ็นหนังสือ และกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมอื่น ๆ ที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์และสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก

เวทีเสวนาครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของวรรณกรรมไทยในฐานะพลังความคิดที่ยังคงเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบัน พร้อมเปิดมุมมองใหม่ต่อการสร้างสรรค์งานเขียนที่สามารถก้าวสู่ความเป็น “Modern Classic” ได้อย่างมีความหมาย — และอาจไม่ใช่คำถามว่าวรรณกรรมไทย “จะไปถึง” จุดนั้นได้หรือไม่ แต่คือ “กำลังไปถึงแล้ว” ในวันนี้