xs
xsm
sm
md
lg

กูเป็นใคร? เปิดใจ “พี่ฮง” หนุ่มเกาหลีหัวใจไทย ไม่มีศาสนา ไม่มีเป้าหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พี่ฮง โอปป้าฮง หรือ อิลฮงมิน หนุ่มเกาหลีอารมณ์ดี ที่อยู่เมืองไทยกว่าครึ่งค่อนชีวิต เขาคือดาวติ๊กต๊อก ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ที่มักทำคอนเทนต์เกี่ยวกับประเทศไทย ครั้งหนึ่งพี่ฮงเคยลุกมาเป็นกระบอกเสียงให้คนไทย หลังถูกกัมพูชารุกราน พี่ฮงส่งเสียงไปทั่วโลก เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มสงคราม สิ่งที่พี่ฮงทำไม่ได้หวังกระแส แต่รู้สึกว่า “ที่นี่คือบ้าน” และ “ตัวเองเป็นคนไทย” วันนี้พี่ฮงได้เผยมุมมองการใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทย แม้เริ่มต้นจากความล้มเหลวด้านการเงินในครอบครัว รวมทั้งโอกาสดีๆ ที่ได้รับครั้งแรก กับการขึ้นแท่นเป็นพระเอกภาพยนตร์ ซึ่งพี่ฮงลั่นมาถึงจุดนี้ได้ไง?

เกาหลี - ไทย ความกดดันที่แตกต่างกัน
“ผมใช้ชีวิตที่ไทยมากกว่าเกาหลี ตั้งแต่ 12-13 ปี จนตอนนี้อายุ 33 - 34 ปี ผมอยู่ไทยนานกว่าเกาหลี ครอบครัวผมทุกคนใช้ชีวิตที่ไทย ที่เกาหลีไม่มีบ้าน แพงด้วย ไม่ค่อยกลับไป ถ้ามีงานก็ไป ไม่มีงานก็อยู่เมืองไทย เป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ก็ 70 เปอร์เซ็นต์ คนไทยคนหนึ่ง

การแข่งขันของเมืองไทย อยากใช้คำว่าอ่อนกว่าเกาหลีเยอะ เกาหลีนี่คนฆ่าตัวเองตายอันดับ 1 ในโออีซีดี เพราะชีวิตเขา โซเชียลเขาบังคับให้ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์ ต้องตั้งใจทำงาน ส่วนใหญ่แต่ละคนไม่มีความฝัน เข้ามหา’ลัยกรุงโซล ได้อาชีพที่ดี ทำงานๆๆๆ ซื้อบ้าน ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้ เป็นสิ่งที่ทำให้คนอึดอัด กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ดี ผลงานต้องออกมาดีที่สุด อย่างที่เราเห็นในซีรีส์หรือหนังเกาหลี เพลงป๊อปมันดูดีมาก แต่ผมว่าเป็นดาร์กไซต์เกาหลี เขาต้องทำให้ดีที่สุดคนอื่นจะได้ไม่มองไม่ดี

พอได้อยู่เมืองไทย ผมว่าผมโชคดี ที่ย้ายมาที่ไทย และขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากๆ แต่ก่อนไม่ค่อยชอบพ่อ เพราะธุรกิจเขาล้มหมด ที่บ้านมีหนี้เยอะมาก แต่พอย้ายมาอยู่เมืองไทย ผมถือว่าโชคดีมาก ผมขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มาก ผมว่าคนไทยในมุมมองคนเกาหลี เขาไม่ค่อยลำบากใจกับตัวเอง ไม่ค่อยเครียด มีคนเครียดบ้าง แต่อาจน้อยกว่าคนเกาหลี เขาชิลกว่าคนเกาหลีเยอะ ถ้ามีคนทำผิด คนไทยยังให้โอกาสและให้อภัย แต่เกาหลีถ้าพลาดก็จบ ไม่ดังก็จบ ถ้าล่มคือจบ แต่ที่ไทยยังมีโอกาส ทุกคนมีน้ำใจกับคนเกาหลี และคนประเทศอื่นด้วย”

ทางรอดชีวิต คือ “ต้องวิ่ง”
“ผมรู้สึกว่าวงการนี้เป็นจังเกิล ถ้าไม่มีความพยายามก็หายไป เราต้องวิ่งอยู่ทุกวัน คนที่มาเร็วก็หายไปเร็ว ซึ่งไวรัลมาเร็วมากๆ ผมกลัวสิ่งนี้ กลัวการหายไป โอกาสได้มายาก ผมเลยไม่พัก วิ่งทุกวัน ผมรู้สึกมันกังวล ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างเงียบไป ผมแอบห่วง ก็คิดว่าทำงานดีกว่า เหนื่อยก็เหนื่อย แต่ดีกว่าไม่มีงาน อายุ 30 กว่าแล้ว ผมไม่ได้จบมหาวิทยาลัย ไม่มีสกิลในการทำงาน นี่คือโอกาสเดียว เพื่อให้รอดชีวิต ถ้ามีโอกาสที่ดีเข้ามาเราก็ลุยเลย”

ไม่มีศาสนา ไม่มีเป้าหมาย “พรุ่งนี้ผมตายก็ได้”
“เมื่อก่อนผมเป็นคนที่มีเป้าหมายชีวิตตลอด ทุกปี ทุกเดือน บางทีมีทุกอาทิตย์ แต่ผมว่ามันไม่ค่อยมีประโยชน์ จริงๆ ผมไม่มีเป้าหมายแล้วครับ แค่นี้ก็ได้ พรุ่งนี้ผมตายก็ได้ ไม่เป็นไร พอมีเป้าหมายแล้ว ถ้ามันไปไม่ถึง มันผิดหวังด้วย ผมตัดสินใจกับตัวเองว่าถ้าวันนี้มีงานก็เต็มที่วันนี้แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ พอไม่มีเป้าหมายแล้วรู้สึกชิลขึ้น สบายตัวขึ้น เลิกคิดเรื่องเป้าหมาย ตั้งแต่ต้นปีนี้ ปีที่แล้วหนักมาก ทั้งธุรกิจ ในวงการรู้หมดครับ ปีที่แล้วแย่มาก แค่ตั้งใจทำงานวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า

พอชีวิตไม่มีเป้าหมาย มันไม่กดดันเรา ไม่มีดีใจ ไม่มีเสียใจ แค่ตั้งใจทำงาน ไม่ค่อยมีความรู้สึกแล้วครับ ดีใจก็อ๋อ เสียใจก็อ๋อ คาดหวังก็อ๋อ ผิดหวังก็อ๋อ ไม่มีเป้าหมายดีที่สุดครับ ชีวิตเราลำบากอยู่แล้ว แค่ตั้งใจทำวันนี้ดีกว่า จะได้ไม่เครียด เป็นคนไม่มีศาสนา”

แบบไหนคือ “พี่ฮง” กูเป็นใคร?
“เมื่อก่อนผมมีความยาก ตัวเองก็แยกไม่ออก อันไหนคือฮงวะ ตัวเองเป็นคนชอบสงบ หรือโดดเดี่ยว หรือตลก กูเป็นใครวะ เวลาออกรายการเฮฮา แต่เวลาอยู่คนเดียวแอบโดดเดี่ยวแต่ก็ชอบ ชอบสงบ อยู่บ้าน ไม่ได้อินโทรเวิร์ต คุยได้ กูเป็นใครวะ แต่มันเป็นงานที่ผมชอบ และคนไทยชอบ มันเป็นอีกคนนึงของพี่ฮง ตัวจริงไม่สนุกครับ แต่ไม่ใช่ปลอมนะ (หัวเราะ)

ผมรู้สึกว่าแฟนคลับแอบรู้ว่าตัวจริงพี่ฮงเป็นยังไง ผมเคยไปตัดผมร้านตัดผมแถวบ้าน พนักงานทุกคนแอบตกใจ เขาบอกว่าเหมือนพี่ฮงโกรธ โมโหอะไรสักอย่าง พี่ฮงดูน่ากลัว เวลาผมอยู่ข้างนอก ผมไม่ยิ้มครับ ผมอยู่เฉยๆ ตลอด เขาคิดว่าเขาทำอะไรผิด ผมก็อธิบายให้ฟัง แฟนคลับรู้ และเขาเชียร์ผมมาโดยตลอด บางทีหน้านิ่ง คนก็ไม่ทักเลย คิดว่าเราโกรธอะไรหรือเปล่า ผมก็ไม่ได้พยายามยิ้ม เฟรนด์ลี่ เป็นตัวของตัวเอง

พอมีแฟนคลับ ใช้ชีวิตง่ายขึ้น ขอบคุณมากคำเดียวเลย เสื้อ กางเกงในผม มือถือ รถยนต์ เช่าบ้าน ถ้าไม่มีแฟนคลับเป็นไปไม่ได้ ผมแน่ใจว่าผมน่าจะกลับเกาหลีและทำงานที่โน่นแน่นอน ถ้าไม่มีแฟนคลับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมใช้เป็นของแฟนคลับ ไม่ใช่ของผม

ผมไม่มีภูมิต้านทานการเป็นคนดัง แต่ผมรู้สึกว่ายิ่งดังขึ้น คนที่ชอบพูดแบบไร้สาระก็เป็นแฟนคลับเหมือนกัน เขาก็ใช้เวลาเขา ดูคลิปผม เขาใช้เวลาของเขาติดตาม ผมก็ขอบคุณมาก (หัวเราะ) ผมเคยเห็นคอมเมนต์นึงที่ยังอยู่เป็นภาพจำในสมองผม มีคนบอกว่าพี่ฮงเลิกปลอมได้แล้ว เมื่อไหร่จะหยุดปลอม เป็นคำด่า โชคดีที่เป็นคนไม่ค่อยรู้สึกกับสิ่งนั้น แต่ผมรู้สึกว่า มีคนมาด่าด้วย เฮ้ย แล้วผมโชว์เพื่อน พ่อแม่ เห็นไหม มีคนด่ากูด้วย กูดังแล้ว (หัวเราะ) ดีใจ (หัวเราะ) เพราะคนที่ไม่มีกระแส ไม่มีใครด่าเขาอยู่แล้ว อันนี้คิดเอง ขอบคุณมากนะครับ ด่าได้เลย

ผมเคยมีช่วงไม่มีงาน 1 เดือน สำหรับคนไม่มีค่าย หรือทำงานอิสระ มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด มันไม่มีรายได้ แต่ผมก็ปล่อยความคิดของผม ลองพักไหม ผมใช้เวลา 1 เดือนตอนนั้นดีมาก ออกกำลังกาย พบกับเพื่อน อยู่กับครอบครัว ถ้ามีใครมีช่วงลำบากแบบนี้ ใช้เวลานั้นกับเพื่อนๆ และครอบครัวดีกว่า มันอบอุ่นมาก แป๊บเดียวมันก็กลับมา เราต้องสร้างแรงบันดาลใจตัวเอง กูต้องพักว่ะ เขาให้พัก (หัวเราะ)”

มาถึงจุดนี้ได้ไง? จากใต้ดินผงาดขึ้นแท่นพระเอกครั้งแรก ตีแผ่ชีวิตผีน้อยใน “อีแหล่ แอรี่ เกาหลีโอปป้า” เข้าโรงฉาย 26 มี.ค. เป็นวันแรก
“รู้สึกตื่นเต้นและกังวลด้วยครับ กังวลที่หนังออกแล้วฟีดแบ็กจะโอเคไหม แต่มั่นใจว่าโปรดักชั่นไม่มีปัญหา มันดีหมด แค่แอบรู้สึก อาจเป็นเพราะไม่เคยมีประสบการณ์ถ่ายทำหนัง ผมรับบทเป็นตม.เกาหลีชื่อฮง นิสัยค่อนข้างคล้ายผมมากๆ พี่ฮงในวงการเป็นคนตลก สนุกสนาน แต่หลังกล้องเป็นคนเงียบ ไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยคบใคร มีเพื่อนสนิทแค่ 4-5 คนเท่านั้น บทเรื่องนี้เหมือนพี่ฮงมากๆ เขาไม่ค่อยคบใคร แต่พอรักใครคนหนึ่งก็รักเขามากๆ

พี่อี๊ด โปงลางฯ บอกว่าเขาเขียนบทมาแล้วหาพระเอกที่เหมาะสมมากที่สุด พี่อี๊ดเคยเห็นผมเคยไปสัมภาษณ์ เขาประทับใจที่ได้เห็นอีกมุมนึง มุมนั้นเป็นตม.เกาหลีในบท ซึ่งเข้ากันมากๆ เลยเลือกผมเป็นพระเอกครับ

ตอนแรกผมจะไม่เล่น (หัวเราะ) ผมเคยมีประสบการณ์หลายปีแล้ว ที่ถ่ายซีรีส์ หนัง ในฐานะแขกรับเชิญ ไม่เคยมีประสบการณ์เป็นพระเอก เล่นแบบเรื่องยาวๆ ตอนแรกผมไม่รู้จักพี่อี๊ดด้วย อาจจะไม่ทัน (หัวเราะ) มิจฉาชีพเปล่าวะ (หัวเราะ) ตอนแรกไม่เชื่อ ใครจะจ้างคนไม่มีประสบการณ์ เขาเข้าใจผิดหรือเปล่า ปฏิเสธหลายครั้งครับ

แต่พอพี่อี๊ดบอกว่ามากินข้าวกันไหม ผมก็ไปหาพี่อี๊ด ผมคุยกับพี่อี๊ดและทีมงานเขา เขาบอกว่าเขาเขียนบทนี้เพื่อให้พี่ฮงเล่น ซึ่งก็ไม่เชื่อ (หัวเราะ) แต่สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องจริง เขาอยากให้ผมเล่นมากๆ เขาเสนอรายละเอียดมากกว่าเดิม พอผมอ่านบทแล้วชอบมากๆ ครับ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ไม่มีใครกล้าทำเรื่องผีน้อย ผมมองว่าหนังนี้ไม่ใช่แค่ดรามา มีหลายอารมณ์ครบรส พี่อี๊ดก็เป็นครั้งแรกของเขา แต่เขาโปรเฟสชั่นแนลมากๆ ผมแอบถามว่ามีเลิฟซีนไหม แต่ไม่มี โอ้ย เสียดาย (หัวเราะ)

ผีน้อยสำหรับผม มันไม่ถูกกฎหมาย มันเป็นความผิดอยู่แล้ว แต่มุมมองคนเกาหลีที่อาศัยอยู่ที่ไทย ผมเจอคนเกาหลีทำงานที่ไทยโดยไม่มีวีซ่า และคนทำงานที่เกาหลี ไม่ใช่มีแต่คนไทย ทุกคนมีชีวิตมีจิตใจ เขาลำบากมากครับ ไม่ใช่บ้านเมืองของเขาด้วยซ้ำ ผมรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างอาจมีเหตุผล เราไม่มีสิทธิ์ด่าเขาอย่างเดียว ผิดก็ผิด แต่ว่าอีกมุมนึงเขาอาจมีเหตุผล ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ เป็นเรื่องจริงด้วย อยากให้คนไทยหรือเมืองนอกดูหนังเรื่องนี้มากๆ อาจเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมองแต่ละคน
ตอนแรกพยายามอินกับบทนี้มากๆ แต่มันอินไม่ได้ เหมือนตั้งใจแสดงมากกว่าอารมณ์ มากกว่าบท เพราะว่าผมอยากทำเต็มที่ แต่รู้สึกมันไม่เวิร์ก พอรู้สึกว่าตัวฮงในบทนี้เหมือนพี่ฮงมากเลย ก็รู้สึกสบายใจมาก แล้วรักในการแสดงด้วย

สิ่งที่แตกต่างคือในภาพยนตร์ชอบดื่มเหล้าเพื่อคลายเครียด แต่ตัวจริง ผมเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ดื่มบ้างเพื่อสังคม ผมชอบอ่านหนังสือ เล่นเกม อะไรที่ทำได้อยู่บ้าน ไม่ออกโซเชียล ออกกำลังกาย

การร่วมกับกับพี่อี๊ด พี่อี๊ดเป็นคนที่จริงใจมากๆ ครับ เขาเป็นคนอีสานด้วย ซึ่งผมชอบคนอีสาน มีน้ำใจกับทุกคน อบอุ่น ไม่ค่อยดุ เขาพยายามให้นักแสดงสบายใจ ไม่ทำให้เสียบรรยากาศในกองถ่าย เขาเป็นโปรดิวเซอร์ที่ทำให้นักแสดงสบายใจ เป็นคนที่ฉลาดมากครับ อีกมุมนึงเป็นคนตลกที่ผมชอบมากๆ ครับ ผมชอบมุกเขามากๆ

เขารู้ข้อมูลเกี่ยวกับเกาหลีเยอะครับ บางอย่างรู้มากกว่าผมอีก แต่ไม่ได้อวดว่าตัวเองรู้เยอะ ซึ่งผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ใจดีมาก แต่อีกมุมกลัวด้วยครับ คนแอบรู้เยอะ ไม่พูดเยอะ พยายามไม่ทำให้เขาผิดหวังครับ

ส่วนพี่หม่ำ จ๊กมก เข้าฉากแค่ฉากเดียว เสียดายมาก แต่ก่อนเคยเจอพี่หม่ำบ่อย ถ่ายรายการ พี่หม่ำก็คำเดียวจบ โปรเฟสชั่นแนล เขาชอบพูดคำว่าทีเดียวจบดีกว่า เต็มที่ได้เลย ตอนแรกคิดว่าพี่หม่ำรีบกลับบ้าน (หัวเราะ) แต่เขาโปรเฟสชั่นแนลจริงๆ ชอบมากๆ ผมว่าผมชอบคนตลก คนตลกฉลาด ทำได้ทุกอย่าง หลังกล้องเขาแอบโดดเดี่ยว สำหรับผมคำว่าโดดเดี่ยวมีหลายความหมาย เขาคิดเยอะด้วย บางทีตามมุกไม่ทัน แค่หัวเราะอย่างเดียว (หัวเราะ) ถ้าพี่หม่ำด่า ผมก็ด่ากลับ เล่นด้วยครับ (หัวเราะ) ต้องสู้กลับ สนุกดี
จริงๆ เรื่องนี้มีซีนคอมเมดี้เยอะมาก แต่ผมไม่ค่อยมี เพราะตัวละครฮงในบทค่อนข้างจริงจังในการทำงาน จริงจังกับนางเอก แอบรู้สึกเสียดายนิดนึง เป็นสิ่งที่ผมมั่นใจที่สุด คนอื่นตลก เราไม่ได้ตลก เสียดายมาก

พอได้เป็นนักแสดงเต็มตัวแตกต่างกันมาก ถ้าผมไปงานก็เหมือนไปเอ็นจอย สนับสนุนกับงาน แต่เป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานจริงจัง เป็นนักแสดงนำ รู้สึกค่อนข้างหนักครับ ผมรู้สึกว่าผมคือหนึ่งในทีมงานด้วย ค่อนข้างมีเรื่องห่วงเยอะ มีหลายอารมณ์ที่อธิบายยาก แต่ก็รู้สึกดีมากๆ เลยครับ ภูมิใจในตัวเองมากๆ

เป็นก้าวแรกที่สำคัญในวงการ เป็นไปได้ไง (หัวเราะ) ผมดีใจนะ เหมือนผ่านมาหลายอย่างแล้ว ผ่านอะไรที่หนักกว่านี้เยอะมาก ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครับ”

บทเป็นภาษาไทยอ่านได้หมดครับ แต่เขียนไม่ได้เลย จริงๆ แล้วหลายคนเข้าใจผิดว่าผมมาอยู่ไทย 20 ปีกว่า แต่เพิ่งเรียนภาษาไทยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ผมพูดภาษาไทยได้แต่ไม่คล่องขนาดนี้ พูดได้คำศัพท์ที่นักท่องเที่ยวใช้ เช่น อร่อยมาก เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาแต่พอได้แฟนคลับกลุ่มไทย คิดว่าถ้าจะรอดต้องเรียนภาษาไทยให้จริงจังขึ้น ผมก็เรียนจากโซเชียล จากยูทิวบ์ ติ๊กต๊อก อ่านจากคอมเมนต์ สะกดเอาเอง ก่อนหน้านี้ผมรู้ว่าอ่านภาษาไทยยังไง พยัญชนะนี้อย่างนี้ รู้ระบบการอ่านภาษาไทย ก็มาฝึกอย่างจริงจัง ล่าสุดได้ซีรีส์ แต่ยังสปอยไม่ได้ บทเยอะมาก โคตรเยอะ อาจจะพระเจ้าให้โอกาสเรียนภาษาไทยอีกรอบนึง ก็เรียนเต็มที่ดีกว่า

ผมขอบคุณแฟนคลับมากๆ ผมมาขั้นนี้ได้ไง วันนี้พี่ฮงได้ถ่ายหนังแล้ว ผมยังจำได้ว่าผมมาจากไหน ผมมาจากใต้ดินโน่น ถ้าไม่มีทุกคน ไม่มีพี่ฮงวันนี้แน่นอน ผมจะเป็นคนดี น่ารักกับทุกคนเสมอ ผมจะไม่ลืมครับ”

เลือกงาน ไม่เลือกแฟน
“แฟนคลับเขาก็อยากให้ผมมีแฟนนะ แอดมินบอกว่าพี่ฮงมีได้แล้ว ถ้ามีช่วงที่อยากมีแฟน แต่เป็นช่วงที่ยุ่งที่สุด อาจจะยังนะ เลือกงานอยู่ถ้ามีงาน ไม่เลือกแฟน เพราะผมชอบทำงาน อาจยังไม่ใช่เวลา เขาอาจจะกินข้าวอยู่ที่ไหนไม่รู้ (หัวเราะ) อาจจะขอให้หุ่นดี ดูแลสุขภาพดี ขอให้รวยแล้วกัน (หัวเราะ) พี่ฮงจะได้ไม่ห่วง ขอให้เธอรวย (หัวเราะ) ไม่ถึงตระกูลเก่าแก่ก็ได้ แต่ขอให้รวย ผมจะดูแลให้เต็มที่”