“ดีเจมะตูม” เปิดใจประเทศเกาหลีไร้วิกฤตน้ำมันสวนทางกับประเทศไทย สถานการณ์ประเทศเขาปกติมาก บอกเป็นมนุษย์ประเทศนี้ต้องทำใจ ต้องอดทน ชี้ราคาน้ำมันสวิงตามอารมณ์คนไทย พร้อมเตือนให้ทุกคนเก็บเงินสดให้มากที่สุดเพราะอนาคตไม่แน่นอน ส่วนคอนเสิร์ต BTS สู้ไหวแค่สองเพลงเพราะเข่าไม่ดี
เพิ่งกลับจากไปดูคอนเสิร์ตวง BTS ที่ประเทศเกาหลี “ดีเจมะตูม เตชินท์ พลอยเพชร” เผยว่าที่เกาหลียังไม่เห็นวิกฤตน้ำมันอย่างในประเทศไทย คนเกาหลียังใช้ชีวิตปกติ แต่บอกครั้งนี้เกิดจากสงครามระดับโลก เชื่อว่าหลายประเทศน่าจะโดนผลกระทบหมด
“วิกฤตน้ำมันที่เกาหลีเหรอ ไม่เห็นเขาต้องมีต่อคิวเข้าปั๊มอะไรเลย ทุกอย่างปกติที่ตูมเห็นนะครับ แต่ตูมอาจจะไม่ได้ไปโซนที่เขาเติมกัน เพราะว่าตูมอยู่ในเมือง ก็ไม่เห็นนะ ทุกอย่างสถานการณ์เหมือนจะปกติ แต่เพียงแค่สัปดาห์ที่ตูมไปมันเป็นมหกรรมใหญ่ของเขา ก็คือ BTS กลางกรุงโซลครับ มันก็เลยกลายเป็นว่าคนเยอะ แต่ถ้าเรื่องของวิกฤตน้ำมันตูมยังไม่เห็นที่เกาหลีนะครับ ตูมมองว่ามันเป็นสงครามโลก มันเกิดวิกฤตและผลกระทบทุกประเทศอยู่แล้ว อยู่ที่การบริหารและจัดการแต่ละประเทศมากกว่า เท่าที่เห็นด้วยตาเนื้อที่เกาหลี คนที่โน่นน่าจะยังปกติอยู่ อย่างน้อยก็ปกติมากกว่าหลายๆ ประเทศในโซนเอเชียครับ
คือจริงๆ ตูมใช้รถไฟฟ้า ตูมก็เลยไม่ได้มีปัญหาที่จะต้องไปต่อคิวอะไรขนาดนั้น แต่เผอิญเพิ่งซื้อรถให้คุณแม่วันเกิด แล้วก็ต้องใช้น้ำมันเหมือนกัน ก็เห็นอยู่ว่าสถานการณ์น้ำมันบ้านเรา คือตอนแรกต้องกักตุน ตอนนี้ไม่ต้องกักตุนแล้ว แต่แค่ราคามันขึ้น ก็สวิงไปมา จริงๆ ตูมมองว่าตอนนี้ราคาน้ำมันก็สวิงตามอารมณ์คนไทยนะ ก็ตกใจครับ ต้องยอมรับว่ามันเป็นสัญญาณสำหรับคนทำธุรกิจอย่างเรา มันไม่ใช่ว่าน้ำมันขึ้น แล้วสิ่งที่ตามมาหลังจากนี้จะไม่ขึ้นไง เพราะฉะนั้นตูมอยากบอกทุกคนด้วยความปรารถนาดีเลย ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร ทำงานอะไร ไม่ต้องตื่นตระหนกนะครับ แต่เก็บเงินไว้ให้ได้มากที่สุด ตอนนี้สิ่งที่มีมูลค่าที่สุดคือเงิน เก็บไว้ให้ได้ก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตต้องเอาเงินในอนาคตมาใช้ตอนนี้หรือเปล่า”
บอกไม่อยากให้ตื่นตระหนก แต่ต้องไม่ประมาท
“เอาจริงๆ ตูมก็กลัวครับ กล้ายอมรับเลยว่าเรากลัวนะ จริงๆ พอเราทำตลาดด้วย มันยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าต้องรัดเข็มขัด คือตอนนี้ยอมรับว่าคนไทยไม่กล้าใช้เงินแล้วพอมีเรื่องนี้เข้ามา แล้วพ่อค้าแม่ค้าก็ขายของแทบไม่ได้ เพราะตอนนี้คนขายเยอะกว่าคนซื้อ Demand กับ Supply มันไม่ Support กันเหมือนเมื่อก่อน เพราะฉะนั้นตอนนี้คือมีสติ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่อย่าประมาทดีกว่าครับ
ส่วนต้องหันมาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ยังชีพกันไหม ตูมรู้สึกว่ามันเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จริงๆ ระบบการจัดการของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน แล้วแต่ดุลยพินิจและวิจารณญาณของทุกคนเลย บางคนก็โอเคทำตาม แต่บางคนถ้าไม่สะดวกทำตาม มันก็ควรจะมีทางออกให้กับคนไทยทั้งประเทศมากกว่านี้”
เผยดีใจที่เกิดเป็นคนไทย แต่เป็นมนุษย์ประเทศนี้ก็ต้องทำใจ
“ตูมมองว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราต้องอดทนอยู่แล้ว ยิ่งเป็นมนุษย์ในประเทศนี้ด้วย ยิ่งต้องอดทนระดับหนึ่งเลย สังเกตไหมไม่ว่าสถานการณ์อะไรที่เกี่ยวกับโลกก็ตาม บ้านเราจะได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงหลายๆ ด้าน อย่างยุคตูมที่โดนก็เรื่องโควิด มันจะมีอะไรก็ตามที่เป็นแผลใหญ่ของประเทศหรือของโลก ประเทศไทยจะได้เป็นด่านหน้าในเรื่องของการแบกรับอยู่แล้ว เพราะว่าชุดข้อมูลของเราและความเข้าใจของคนในประเทศเรามันอาจจะยังไม่ได้ Sync กับสิ่งที่มันเป็น International News มากกว่า
อย่างถ้าเกิดตูมเปรียบเทียบกับประเทศที่ตูมไปมา ตูมไม่ได้บอกว่าประเทศใครดีกว่าใคร ตูมภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยนะครับ ประเทศตูมก็มีดีเหมือนกัน คือตูมไปที่ไหน ตูมก็กล้าพูดได้เต็มปากว่าตูมเป็นคนไทย ตูมไม่ได้รู้สึกเขินอายอะไรกับการที่บอกว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าระบบการจัดการบางอย่างในบ้านเขา หรือว่าเพื่อนบ้านที่ตูมไปมาอย่างเช่นเกาหลี เด็กหายไป 24 ชั่วโมง ตูมยังได้รับการแจ้งเตือนเลย คือทุกอย่างมันไวไปหมดเลย แต่ว่าอันนี้เราจะได้รับข่าวจากอะไรล่ะ ประเทศไทยข่าวออกมาจากอินฟูลฯ ครับ ออกมาจาก TikTok มันไม่ได้เป็นข้อมูลจากทางภาครัฐ
จริงๆ ตูมไม่ได้ต้องการที่จะไปโจมตีการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ ตูมเชื่อว่าพี่ๆ ท่านข้างบนก็คงจะเหนื่อยมากๆ เพราะคงไม่มีใครอยากให้สงครามมันเกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ก็คือถ้าเกิดเรามัวแต่ไปหาคนผิด เราก็จะไม่มีวันถูกเลย เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ตัวเองก่อนว่าตอนนี้เราทำอะไรอยู่ ตอนนี้ตูมรู้เลยว่าเศรษฐกิจของบ้านเราตอนแรกที่เหมือนจะมาดี มันเริ่มจะทรงแล้วนะ ไม่รู้ว่ามันจะขึ้นหรือมันจะลง ถ้าสงครามจบไวก็อาจจะโอเค ลืมตาอ้าปากกันได้ แต่ถ้าเกิดมันหนักขึ้นไปเรื่อยๆ บอกเลยประเทศไทยจะวิกฤตครับ ก็กล้าพูดเหมือนกันครับ”
เล่าประสบการณ์เดินเป็นกิโลจนเท้าแตก ไปดูคอนเสิร์ตวง BTS
“คือต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งในประสบการณ์ในชีวิตที่เดินจนเท้าแตกเลย ไม่เคยจะต้องเล็บเปิดขนาดนี้เลย เพราะเดินเป็นกิโล คือตูมไปในฐานะคนดูนะครับ ตูมไม่ได้ถูกรับเชิญไป ตูมไม่ได้มีบัตรอะไร คือตูมอยากไปเก็บโมเมนต์ เพราะว่าบางท่านกลับมาในรอบตั้ง 4 ปีแล้วเราก็ชอบอยู่แล้วด้วย ผู้ชายเนอะ หล่อๆ แต่ว่าสิ่งที่อยากจะชื่นชมเขาคือเรื่องของระบบการจัดการ ความปลอดภัย คือเขาตรวจอาวุธทุกจุดเลย ไม่มีเกิดเหตุโกลาหลอะไรเลย พอคอนเสิร์ตจบทุกคนแยกย้ายกลับ ทุกอย่างเป็นระเบียบครับ ก็ต้องชื่นชมเขาตรงนี้นิดนึง
คือตอนนั้นมันไม่รู้อะไรหรอก รู้แต่ว่าจะเก็บได้ทันไหม มันเบียดไปหมด คือตูมสู้ได้แค่ 2 เพลงเอง แล้วตูมก็ไปนั่งดู Live ใน Netflix เอา เพราะเข่าหนูไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าเกิดย้อนไป 10 ปีที่แล้วตูมไหวนะ แต่ต้องยอมรับว่าเข่ามันกรอบแล้ว มันไม่ไหวจริงๆ ตูมต้องไปหลบอยู่ข้างหลังซุ้มแล้วก็นั่งดู Live เอา ก็นึกในใจว่าจริงๆ กูดูที่โรงแรมก็ได้นะ จริงๆ มันสนุกนะครับ คอนเสิร์ตของ K-Pop มันสนุกอยู่แล้ว เพราะตูมเป็นคนชอบ K-Pop ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่อันนี้มันเหมือนไม่ใช่แค่คอนเสิร์ต มันเหมือนมาจัดคอนเสิร์ตให้คนทั้งประเทศ เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น ก็เลยสนุกดีครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่มีทั้งกระแสบวก กระแสลบ แต่พอเราอ่านๆ แล้วเราก็รู้สึกว่าดีใจที่ได้ไปดูครับ”


