ปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนในสังคม ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และเปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน งานวิจัยจำนวนมากยังชี้ให้เห็นว่า “ความน่าเชื่อถือของอินฟลูเอนเซอร์” และความสัมพันธ์เชิงกึ่งสังคม (Parasocial Relationship) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อทัศนคติและการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มเชื่อถืออินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อดั้งเดิม
จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา (สำนัก 11) สสส. ร่วมกับ We Oneness มูลนิธิสหธรรมิกชน จึงได้จัดโครงการ “บ่มเพาะนักสื่อสารสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health Influencer)” ขึ้น เพื่อพัฒนานักสื่อสารที่มีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่กับทักษะการสื่อสารในยุคดิจิทัล สามารถผลิตเนื้อหาที่สร้างสรรค์ ส่งต่อพลังบวก และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม
โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โครงการได้พัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นกลไกการเรียนรู้ที่ผสานทั้งการเติบโตภายในและการเติบโตในเส้นทางอาชีพด้านการสื่อสาร พร้อมต่อยอดเป็นชุมชนออนไลน์ Oneness Academy : Co-Awareness Community บนแพลตฟอร์ม LINE OpenChat ซึ่งมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันกว่า 101 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมรวมทั้งสิ้น 8,949 คน รวมถึงเวที Spiritual Health Talks ที่เปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน
สำหรับปี 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของการดำเนินงาน โครงการได้จัด “Spiritual Health Influencer รุ่นที่ 3” ภายใต้แนวคิด “TREE OF LIFE” โดยมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกว่า 200 คน และผ่านการคัดเลือกเหลือ 25 คน เพื่อเข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะอย่างเข้มข้น ล่าสุดได้มีการจัดเวิร์กช็อป ณ ห้องอาศรม สำนักงาน สสส. ซอยงามดูพลี โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งด้านสุขภาวะทางปัญญาและการสื่อสาร
โดย นายอิทธิศักดิ์ เลอยศพรชัย ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าโครงการ We Oneness ประธานกรรมการมูลนิธิสหธรรมิกชน กล่าวถึงการทำงานของโครงการฯ ว่า “โครงการนี้เป็นการต่อยอดการสื่อสารของเครือข่ายนักสื่อสาร เพื่อขยายผลสู่สังคม โดยมี 2 ส่วนหลัก คือ การบ่มเพาะนักสื่อสารให้เติบโตจากภายใน สามารถสื่อสารได้อย่างมีสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งเชื่อมโยงกับแนวคิด IDG (Inner Development Goal) อันหมายถึงการตั้งเป้าหมายเพื่อการพัฒนาภายใน ซึ่งมีมิติแรกคือ Being หรือความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าและความหมาย
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราค่อย ๆ พัฒนาและเชื่อมสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน โดยปี 2567 ยังอยู่ในช่วงตั้งต้น ทั้งการสร้างองค์ความรู้และทดลองรูปแบบการบ่มเพาะ ก่อนจะเริ่มเชื่อมเครือข่ายนักสื่อสารกับเครือข่ายผู้นำ IDG อย่างเป็นรูปธรรมในปี 2568 ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญสำหรับการขยายผลในปี 2569 ปีนี้จึงเป็นการเดินหน้าขยายผลอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งในเชิงคอนเทนต์ เครือข่าย และการทำงานเชิงรุกกับภาคส่วนต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน เรายังพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ให้ครบวงจร ไม่ใช่แค่การอบรม แต่มีพื้นที่ให้ลงมือทำจริง ผ่านคอมมูนิตี้ออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้นักสื่อสารได้ทดลอง สื่อสาร แลกเปลี่ยน และเชื่อมโยงกับผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเราพบว่าเมื่อมีทั้งการเรียนรู้และพื้นที่ให้ลงมือทำจริง จะเกิดระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งตัวนักสื่อสารที่เติบโต ภาคีที่มีคนช่วยสื่อสาร และสังคมที่เข้าถึงเนื้อหาคุณภาพ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงจากภายในของนักสื่อสาร เพราะเมื่อเกิดขึ้นจริง การสื่อสารจะเป็นไปอย่างธรรมชาติ และสร้างการเชื่อมโยงกับผู้คนได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุด”
ส่วน นางสาวชมภัคมนธฑ์ แสนประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งโครงการ Spiritual Health Influencer เล่าถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานของโครงการว่า “ตอนแรกเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไปค่ะ แต่ทำไปสักพักเริ่มรู้สึกเหนื่อยและฝืนตัวเอง เหมือนต้องเป็นในแบบที่สังคมหรือผู้ติดตามคาดหวัง จนหลงทางและไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร สุดท้ายส่งผลต่อสุขภาพจิต จึงตัดสินใจหยุดโซเชียลไปประมาณ 2 ปี เพื่อกลับมาทบทวนชีวิต หลังจากนั้นก็ได้รู้จัก We Oneness ทำให้รู้สึกว่าอยากให้อินฟลูเอนเซอร์หรือใครก็ตามที่กำลังค้นหาตัวเอง ได้เรียนรู้ที่จะฟังเสียงภายใน และเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องหลงทางแบบที่เคยผ่านมา จึงตัดสินใจเข้าร่วมและอาสามาทำงานกับโครงการอย่างเต็มตัว
สำหรับปีนี้ใช้แนวคิด ‘Tree of Life’ ที่ต่อยอดจาก ‘Seed of Life’ ในปีที่ผ่านมา เปรียบเหมือนการเติบโตจากเมล็ดพันธุ์สู่การแตกกิ่งก้าน โดยมีผู้สมัครประมาณ 200 คน และคัดเลือกเหลือ 25 คน ซึ่งเน้นผู้ที่เป็นผู้นำชุมชนหรือมีคอมมูนิตี้ของตัวเอง เพื่อให้สามารถนำแนวคิดเรื่อง awareness ไปขยายผลต่อได้ ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Oneness Academy ซึ่งเป็น Open Chat ที่มีสมาชิกเกือบ 2,000 คน เป็นพื้นที่ให้ผู้สนใจเรื่องสุขภาวะทางจิตใจได้เข้ามาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และฟังประสบการณ์จากอินฟลูเอนเซอร์และผู้เชี่ยวชาญ เราเห็นชัดว่าเมื่อคนเข้าใจตัวเองมากขึ้น เขาจะเชื่อมโยงกับตัวเอง ผู้อื่น และโลกได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม”
ด้าน นางสาวอัยยา ตันติเสรีรัตน์ Head of Partnerships & Co-Managing Director บริษัท Tellscore หนึ่งในวิทยากร ของการเวิร์กช็อปครั้งนี้ กล่าวว่า “ในฐานะที่ Tellscore ทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์มาอย่างต่อเนื่อง มองว่าครีเอเตอร์ในยุคนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างคอนเทนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นสื่อสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดข้อมูล ความคิด และมีบทบาทในการร่วมดูแลพื้นที่โซเชียลมีเดียให้มีคอนเทนต์ที่ดี มีคุณภาพ และส่งผลเชิงบวกต่อผู้คนในสังคม การได้มาร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากรในครั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ สสส. และ We Oneness ที่เปิดพื้นที่ให้ Tellscore ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมทั้งได้เรียนรู้มุมมองของ Spiritual Influencer ไปพร้อมกัน ส่วนตัวเชื่อว่าหากครีเอเตอร์มีทั้งความเข้าใจด้านการสื่อสาร ควบคู่กับการตระหนักถึงสุขภาวะทางปัญญาและจิตใจ ก็จะสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ไม่เพียงเข้าถึงผู้คน แต่ยังส่งต่อพลังบวก และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมได้อย่างยั่งยืน”
ทางด้านผู้เข้าร่วมโครงการ นายเสรีโรจน์ ไชยพร เจ้าของช่อง Roji Sensei กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ผมเริ่มทำคอนเทนต์แนวนี้ด้วยตัวเอง โดยไม่รู้ว่ามีองค์กรที่ทำเรื่องเดียวกัน พอได้รู้ก็สนใจและตัดสินใจเข้าร่วมทันที ซึ่งเดิมทีผมทำคอนเทนต์แนว Edutainment และ Sitcom แต่ช่วงโควิด-19 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ต้องออกจาก comfort zone และหันมาศึกษาปรัชญาและจิตวิทยา เพื่อทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่ค้นพบคือความสงบเกิดจากการยอมรับคุณค่าของตัวเอง โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรกับใคร ทำให้หลุดจากแรงกดดันและความกลัว จากนั้นจึงปรับการทำคอนเทนต์ให้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น เพราะมองว่าการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ต้องมีความจริงใจ ไม่ใช่การตามกระแส และการได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปครั้งนี้ ทำให้ได้แลกเปลี่ยนกับเพื่อน ๆ และเห็นมุมมองใหม่ทั้งในเรื่องการทำงานเป็นทีมและการทำงานเชิงองค์กร รวมถึงได้แนวทางในการสื่อสารเรื่องสุขภาวะทางปัญญาให้เข้าถึงผู้คนได้หลากหลายมากขึ้น”


