“คิตตี้” เปิดใจครั้งแรก หลังหย่า “เอส กันตพงศ์” ยืนยันลูกสาวเป็นลูกของฝ่ายชายร้อยเปอร์เซ็นต์ สาเหตุเตียงหักเพราะความสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องของคน 2 คน แต่มีครอบครัวฝ่ายชายมาแทรก ทำให้เรื่องมันยากขึ้น ตอนนี้กำลังฟ้องร้องกันอยู่ ขอทำทุกอย่างเพื่อลูก
ตกเป็นข่าวช็อกวงการบันเทิง หลังเมื่อกลางปีที่แล้ว “คิตตี้ คริสติน่า” ออกมาประกาศผ่านไอจีสตอรีของตนเองว่าได้หย่าขาดกับสามีนักแสดงอย่าง “เอส กันตพงศ์ บำรุงรักษ์” สิ้นสุดชีวิตคู่กันอย่างถาวร แต่ยังอยู่ที่เมืองไทย และอุบตอบถึงสาเหตุที่ทำให้เตียงหัก ด้านหนุ่มเอส ได้ยอมรับผ่านสื่อว่าเป็นเรื่องจริง เคารพการตัดสินใจของอดีตภรรยา และพยายามประคับประคองครอบครัวให้ดีที่สุด แม้จะเลิกกันแต่ยังคงทำหน้าที่พ่อและแม่ที่ดีของลูกสาววัยย่าง 5 ขวบ พร้อมบอกมีหลายเรื่องที่ไม่ต้องพูดดีกว่า เพราะคำนึงถึงความรู้สึกของลูกเป็นหลัก ต่างฝ่ายต่างไม่พาดพิงกัน
เหมือนเรื่องราวจะจบด้วยดี ทว่าเมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา กลับมีเพจดังปล่อยข่าวอักษรย่อ. ทำนองว่า พระเอกเพิ่งรู้ไม่ใช่ลูกตัวเอง กลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนวงการบันเทิง ชาวเน็ตโยงสนั่นว่าหมายถึงใครกันแน่ หนึ่งในคนที่โดนพุ่งเป้าคือ เอส กันตพงศ์ ร้อนถึงเจ้าตัวต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่ตนแน่นอน พร้อมยืนยันลูกสาวเป็นลูกของตนร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นอันสยบข่าวลือที่เกิดขึ้นแบบจบปึ้ง!
ล่าสุด เรื่องกลับระอุขึ้นมาอีกระลอก เมื่อทั้งคู่ขึ้นศาลฟ้องร้องกัน โดยเวลา 09.00 น. วันนี้ (18 มี.ค.2569) ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสมุทรปราการ นัดไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นคดีอะไร เพราะอยู่ในกระบวนการของศาล โดย “คิตตี้” ได้เปิดใจกับสื่อเป็นครั้งแรก หลังทั้งคู่จดทะเบียนหย่ากันไปเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ยืนยันข่าวลือที่ว่าพระเอกดังจับได้ว่าภรรยาท้องลูกที่ไม่ใช่ลูกของตัวเองว่า ไม่เป็นความจริง เพราะลูกสาววัยเกือบ 5 ขวบ คือลูกของ “เอส กันตพงศ์” ร้อยเปอร์เซ็นต์ พร้อมปฏิเสธข่าวลือที่ว่าอดีตแม่สามี พาหลานไปตรวจดีเอ็นเอนั้นก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้ตรงกับที่ทางฝ่ายชายเคยออกมายืนยันว่าเป็นลูกตนแน่นอน
ส่วนสาเหตุการหย่ากับอดีตสามี เป็นเพราะความสัมพันธ์ของคู่ตนไม่เคยเป็นเรื่องของคน 2 คน แต่มีครอบครัวของฝ่ายชายมาแทรก ทำให้อะไรๆ มันยากขึ้น ทั้งคู่ได้ลองพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องนี้ได้ หลังหย่าตนอยู่เมืองไทยมาตลอด
ก่อนเผยอีกว่า การอยู่ในฐานะชาวต่างชาติ ปัญหาที่เจอคือกำแพงภาษา และกระบวนการทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายที่เยอรมัน ประเทศบ้านเกิดของคิตตี้ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์ที่จะหย่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ก็สามารถดำเนินการได้เลย โดยยอมรับว่าบรรยากาศการเจอกันในห้องไกล่เกลี่ยวันนี้ค่อนข้างตึงเครียด
ในวันนี้ที่ออกมาพูดเพราะอยากหาทางออกร่วมกันที่สมานฉันท์ ไม่มีเจตนาที่จะเอาลูกไป ยังปกครองลูกร่วมกันอยู่ และความต้องการสูงสุดของเธอก็คือ อยากให้ลูกโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ภายใต้อำนาจปกครองของพ่อและแม่อย่างสันติ
พร้อมแจงก่อนหน้านี้ที่ไม่ออกมาพูดอะไร เพราะเป็นข้อตกลงในสัญญาในการหย่า แต่ตอนนี้คิดว่าการเก็บเงียบไม่เป็นประโยชน์กับตัวเองและลูก พร้อมยืนยันการสู้คดีตนมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ไม่ได้รู้สึกหมดหวัง รู้ดีว่าทำทุกอย่างเพื่อลูก อยากทำทุกอย่างที่ดีที่สุดเพื่อลูกสาว อยากให้ลูกโตมาอย่างดีที่สุด
“อย่างแรกเลยต้องขอบคุณสื่อมวลชน ที่ให้โอกาสออกมาพูด ส่วนเรื่องการหย่า เราหย่ากันเมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว เดือนมีนาคม ปี 2568 เหตุผลคือความสัมพันธ์ของเรา มันไม่เคยเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เป็นเรื่องของเขากับอีกหนึ่งครอบครัว ซึ่งฉันไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงในการพูด แล้วมันก็ไม่ได้ง่ายเลย ที่จะจบลงด้วยการหย่า มันผ่านอะไรมามากมาย ฉันได้ลองพยายามประคองความสัมพันธ์ครั้งนี้แล้ว แต่มันไม่สามารถหลีกเลี่ยงการหย่าได้ ถ้าต้องการมีชีวิตที่สงบสุข ตอนนี้ก็จดทะเบียนหย่ากันเรียบร้อยแล้วค่ะ“
หลังหย่ายังอยู่ไทยตลอด ไม่เคยห่างกับลูกสาว
“หลังหย่าก็อยู่ไทยมาตลอด มีไปต่างประเทศบ้าง ส่วนลูกสาวก็อยู่ด้วยกันตลอด ไม่เคยห่างกันเกิน 2-3 ชั่วโมงเลย ปัจจุบันฉันเป็นผู้ใช้สิทธิ์การเลี้ยงดูเป็นหลัก ถามว่าตอนหย่าฝ่ายชายมียื้อบ้างไหม ก่อนจะมาสู่การหย่า มันไม่ได้ง่าย สุดท้ายมันจบลงในลักษณะของการทำสัญญาในศาล แต่หลังหย่าแล้ว ก็ยังมีปัญหาเกี่ยวกับสิทธิ์และหน้าที่เกี่ยวกับตัวบุตร ซึ่งนำมาสู่กระบวนการของศาลในวันนี้”
ก่อนหน้านี้ฝ่ายชายให้สัมภาษณ์ ว่าเคารพการตัดสินใจ คนเลยเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยากหย่า
“ก็อย่างที่เห็นค่ะ การหย่าครั้งนี้มันไม่ได้ราบรื่น”
ยืนยันลูก ”เอส“ ร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังมีข่าวอักษรย่อ ‘พระเอกเพิ่งรู้ว่าลูก ไม่ใช่ลูกของตัวเอง‘
“เป็นลูกของเขาแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ (ในข่าวบอกว่าแม่ฝ่ายชายถึงขั้นพาไปตรวจ DNA เราเคยได้ยินข่าวนี้ไหม?) เคยได้ยินข่าวนี้ แล้วก็รู้สึกประหลาดใจ ที่ชื่อของตัวเองถูกนำไปโยงกับตรงนี้ แต่ด้วยความที่ฉันไม่ชอบออกสื่อ ก็เลยไม่ได้คิดที่จะออกมาแก้ข่าว แต่ถามว่าเครียดไหม ก็ไม่เครียด เพราะทราบดีว่ามันเป็นของเขาร้อยเปอร์เซ็นต์”
ตัดสินใจหย่า เพราะหลายเรื่องในความสัมพันธ์ มาจากการบีบบังคับ
“เพราะฉันไม่ได้ถูกมองเห็น ไม่ได้ถูกรับฟัง แล้วหลายๆ เรื่องในความสัมพันธ์ มันไม่ได้มาจากความยินยอมของทั้งสองฝ่าย มันมาจากการบีบบังคับ แม้กระทั่งหย่าแล้ว ฉันก็ยังคงหาสันติวิธี ที่จะใช้อำนาจปกครองลูกร่วมกันต่อไป โดยที่ต่างคนต่างไปมีชีวิตใหม่อย่างสงบสุข”
(บุคคลที่สามที่ทำให้เรื่องมันยากขึ้น คือครอบครัวของทางฝ่ายชายใช่ไหม?)
“ฉันเชื่อว่าในเรื่องความสัมพันธ์ มันควรจะเป็นเรื่องของคนสองคน โดยที่ไม่เกี่ยวพันกับกลุ่มบุคคลเครือญาติหรืออะไร ดังนั้นในการตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ ถ้าอีกฝ่ายเอาความเห็น ความต้องการ ของญาติเข้ามารวมด้วย มันทำให้ทุกอย่างมันยากและเป็นอุปสรรคไปหมด ความสัมพันธ์มันไม่เคยเป็นเรื่องของคนสองคน มันเป็นฉันกับครอบครัวเขา มันไม่เหมือนที่ดูในข่าว”
กำแพงภาษาและกฎหมายที่ต่างกัน เป็นอุปสรรคในดำเนินการ
“การเป็นชาวต่างชาติในเมืองไทย อุปสรรคแรกคือกำแพงภาษา แล้วกระบวนการทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายที่เยอรมัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์ที่จะหย่า ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ในกรณีนี้ มันค่อนข้างที่จะเก่า เลยทำให้ยากพอสมควร”
พยายามหาทางออกร่วมกัน แต่ไม่เป็นผล จนต้องพึ่งอำนาจศาล
“ฉันพยายามหาทางออกร่วมกันอย่างสมานฉันท์ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นผล จนต้องมาขอพึ่งอำนาจศาล ฉันไม่ได้มีเจตนาที่จะเอาลูกไป ฉันแค่กำลังหาวิธีที่จะปกครองร่วมกันอย่างสงบ”
การต่อสู้ครั้งนี้ หวังให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุด
“ฉันหวังแค่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก และหวังว่าจะสามารถใช้อำนาจปกครองร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยที่เด็กได้รับความรักจากทั้งสองฝ่าย แบบที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
(สิ่งที่ “เอส” เรียกร้อง เหมือนกันกับเราไหม?)
“อันนี้ขออนุญาตไม่ตอบ ตามคำแนะนำของทนาย แต่การพูดครั้งนี้ ฉันได้ลองมาไตร่ตรองดูแล้ว ฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว เพราะการเก็บเงียบมันไม่เป็นประโยชน์กับฉันอีกต่อไป เลยตัดสินใจพูด”
ไม่หมดหวังหรือท้อแท้ เพราะสู้เพื่อลูก
“ฉันไม่ได้รู้สึกหมดหวัง หรือท้อแท้อะไรเลย เพราะฉันสู้เพื่อลูก ฉันอยากสนับสนุนให้ผู้หญิงลุกขึ้นต่อสู้”
เผยการเจอหน้ากันในศาล บรรยากาศมันตึงเครียด
“ก็ตึงเครียดค่ะ ฉันเชื่อว่าในฐานะแม่ สิ่งที่ดีที่สุดที่แม่คนหนึ่งควรจะทำ คือเคารพการตัดสินของลูก ฉันอยากให้ลูกมีความสุข”
อยากให้เรื่องจบอย่างสันติ ให้ลูกมีทั้งพ่อและแม่ปกครองดูแลร่วมกัน
“ฉันอยากให้ลูกมีทั้งพ่อและแม่ โดยที่ทั้งสองฝ่ายหาวิธีในการปกครองลูกร่วมกันได้อย่างสันติ ฉันอยากให้ลูกได้รับการปกป้อง และเป็นที่รับฟัง และใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
แพลนพาคุณพ่อคุณแม่ มาใช้ชีวิตเกษียณที่ไทย ลูกสาวจะได้เจอคุณตาคุณยาวด้วย
“ฉันรู้สึกว่าเมืองไทยคือบ้าน ฉันกำลังดำเนินการให้คุณพ่อคุณแม่ มาใช้ชีวิตวัยเกษียณที่นี่ เพื่อให้ลูกสาวสามารถเจอคุณตาคุณยายได้”
มั่นใจในหลักฐานที่จะใช้สู้คดี
“ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก มันเป็นความผูกพัน เราอยู่ด้วยมาตลอด ยังไม่เคยห่างกันเกิน 24 ชั่วโมง ฉันเชื่อว่าความเป็นแม่ลูก น่าจะมีน้ำหนักพอสมควร ต่อการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวค่ะ”


