กลายเป็นที่ถกเถียงกันหนักทีเดียวสำหรับงานประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 เมื่อทีมงานจากเพลง “Golden” ที่ชนะรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมขึ้นรับรางวัลกลับโดนตัดบทขณะกล่าวสปีช จนกล่าวหาว่าเวทีเหยียดเชื้อชาติ
เรียกได้ว่าภาพยนตร์แอนิเมชัน K-Pop Demon Hunter ทาง Netflix ประสบความสำเร็จไม่น้อยบนเวทีออสการ์เมื่อสามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ถึง 2 รางวัลบนเวทีการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98
ชัยชนะครั้งนี้เป็นสิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เพลง “Golden” ได้รับเลือกให้ขึ้นแสดงบนเวทีพิเศษในระหว่างพิธี ในที่สุด เพลงนี้ก็เอาชนะผู้เข้าชิงรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมรายอื่นๆ ได้แก่ “Dear Me” จาก Diane Never Dies, “Train Dreams” จาก Train Dreams, “Sweet Dreams Of Joy” จาก Viva Verdi! และ “I Lied To You” จาก Sinners
เมื่อมีการประกาศรางวัลนักร้องและนักแต่งเพลง อีแจได้ก้าวขึ้นไปบนเวทีและกล่าวสุนทรพจน์ที่ซาบซิ้งใจ “ขอบคุณค่ะ ฉันซาบซึ้งใจอย่างมากที่สถาบัน มอบรางวัลอันทรงเกียรตินี้ให้กับพวกเรา” อีแจ กล่าวด้วยสีหน้าซาบซิ้งใจ
“ตอนเด็กๆคนอื่นๆล้อ ฉันเรื่องที่ชอบเคป็อปแต่ตอนนี้ทุกคนร้องเพลงเหล่านี้ตามกันหมดเลย อย่างที่เนื้อเพลงบอกไว้รางวัลนี้ไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จแต่เป็นเรื่องของความอดทนค่ะ”
เธอกล่าวต่อโดยขอบคุณครอบครัวและทีมงานเบื้อง หลังโครงการพร้อมเสริมว่า “ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจกับทุกคนที่ให้การสนับสนุน และขอขอบคุณ Netflixด้วยค่ะ”
อย่างไรก็ตามในขณะที่ อีแจ กำลังกล่าวสปีช วงออร์เคสตราก็เริ่มบรรเลงเพลงตามธรรมเนียม ที่ใช้เป็นสัญญาณสิ้นสุดการกล่าวสุนทรพจน์รับรางวัล แม้ว่าศิลปินจะรีบคว้าไมโครโฟนเพื่อกล่าวต่อแต่ดนตรีก็ยังไม่หยุดทำให้ผู้ชนะต้องยุติการกล่าวสุนทรพจน์ก่อนกำหนด ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานได้แก่IDO, 24, เท็ดดี้พัค และมาร์ค ลี ก็ได้ขึ้นเวทีเช่นกันแต่ไม่สามารถกล่าวสปีชได้
ผู้ชมสังเกตเห็นเหตุการณ์นี้ อันฮยอนโม ผู้ประกาศข่าวชาวเกาหลี ซึ่งทำหน้าที่บรรยายในพิธีดังกล่าวได้แสดงความคิดเห็นระหว่างการถ่ายทอดสดว่าคำกล่าวรับรางวัลในประเภทภาพยนตร์สั้นได้รับเวลามากกว่าอย่างเห็นได้ชัดและแสดงความผิดหวังที่คำกล่าวรับ รางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมถูกตัดจบอย่างรวดเร็ว
หลังจากการออกอากาศชาวเน็ตบางส่วนตั้งคำถามว่าสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกันหรือไม่? มีทั้ง “นี่เป็นการเลือกปฏิบัติหรือเปล่า?” และ “พวกเขากำลังอ่านข้อความที่เตรียมไว้ทำไมไม่ให้เวลาพวกเขาอีกหน่อยล่ะ?” บางคนก็แสดงความไม่พอใจที่ผู้รับรางวัลไม่สามารถพูดให้จบได้ในช่วงเวลา
สำคัญเช่นนี้
แม้แต่สื่อใหญ่ระดับโลกอย่าง CNN ก็สังเกตเห็นสิ่งนี้เช่นกันโดยระบุว่า “งานประกาศรางวัลออสการ์ไม่ควรปฏิบัติต่อเค-ป็อปแบบนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานออสการ์ทำให้แฟนเคป็อปโกรธมาก” พร้อมเสริมว่า “อีแจเริ่มร้องไห้ขณะส่งไมโครโฟนให้สมาชิกคนอื่นในทีมแต่ในขณะนั้นเองเพลงที่ส่งสัญญาณให้จบการกล่าวสปีชก็เริ่มบรรเลง”
รายงานระบุต่อไปว่าการเลือกปฏิบัติเช่นนี้ ส่งให้แฟนๆเคป็อปออกมาประท้วงบนโซเชียลมีเดียกันเป็นจำนวนมาก “มันเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างแท้จริงและมันอาจจะวิเศษยิ่งกว่านี้หากพวกเขาได้รับเวลามากกว่านี้ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่าอับอายมากจริงๆ”
แม้จะมีข้อถกเถียงมากมายแต่K-Pop Demon Hunters ก็ยังคงเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ ประสบความสำเร็จอย่างมากทั่วโลกของ Netflix
ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของวงเกิร์ลกรุ๊ป K-pop ที่ต่อสู้กับปีศาจอย่างลับๆพร้อมกับปกป้องโลกโดยผสมผสานดนตรีแฟนตาซีและวัฒนธรรมไอดอลเข้าด้วยกัน
นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้มียอดผู้ชมสะสมทั่วโลกทะลุ 500ล้านครั้งทำให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Netflix
นอกจากนี้เพลงประกอบภาพยนตร์ยังประสบความ สำเร็จอย่างมากโดยเพลง “Golden” ขึ้นอันดับ1 บนชาร์ตBillboardHot100 ยิ่งเป็นการตอกย้ำอิทธิพลทางวัฒนธรรมของภาพยนตร์เรื่องนี้
อย่างไรก็ตามการขัดจังหวะช่วงสั้นๆในงานประกาศผลรางวัลออสการ์ทำให้ผู้ชมบางส่วนถกเถียงกันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการเวลาที่เข้มงวดของเวทีประกาศรางวัลหรือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากกว่ากัน


