xs
xsm
sm
md
lg

ความคลั่งที่งดงามของเจ้าสาวแฟรงเกนสไตน์ The Bride! เกิดใหม่เพื่อรัก ในโลกที่โหดร้ายกว่าความตาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



หากคุณกำลังมองหาความแปลกใหม่ที่ฉีกกรอบภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกให้กระจุยกระจายในช่วงนี้ ชื่อของ The Bride! คือสิ่งที่ทุกคนในวงการภาพยนตร์ต่างพูดถึงอย่างไม่ขาดปาก

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มดำดิ่งไปในโลกอันมืดหม่นและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องขออนุญาตแวะมาปรับความเข้าใจกันเล็กน้อยก่อนว่า แม้กระแสในโซเชียลจะหนาหูว่านี่คือหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องดู แต่ทว่า The Bride! ไม่ได้เข้าฉายบนสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซที่ทางวอร์เนอร์ บราเธอส์ ตั้งใจส่งตรงให้เราได้สัมผัสอรรถรสในโรงภาพยนตร์ระบบไอแมกซ์และจอใหญ่เท่านั้น เพื่อให้เราได้เห็นรายละเอียดของภาพ สีสันที่จัดจ้าน และอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งพล่านแบบเต็มตาตามวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากการชมภาพยนตร์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่บ้านอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพูดถึงตัวภาพยนตร์ The Bride! ผลงานกำกับชิ้นที่สองของ “แม็กกี้ จิลเลนฮาล” เรื่องนี้คือการตีความตำนานแฟรงเกนสไตน์ใหม่ในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน หากเราย้อนกลับไปดูผลงานเรื่อง The Lost Daughter ผู้กำกับหญิงคนเก่งคนนี้เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอมีมุมมองที่ลึกซึ้งและกล้าหาญในการขุดคุ้ยบาดแผลทางใจของมนุษย์ และคราวนี้เธอก็นำความสามารถนั้นมาใส่ไว้ในร่างของสัตว์ประหลาดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แทนที่จะเดินตามรอยเดิมของ “แมรี่ เชลลีย์” หรือแม้แต่ภาพจำจากยุคทองของฮอลลีวูด

เรื่องราวใน The Bride! ได้เลือกเซตฉากใหม่เป็นชิคาโกในช่วงทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ควันบุหรี่ และกลิ่นอายของอาชญากรรมที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่หนังแฟรงเกนสไตน์ที่คุณเคยรู้จัก แต่มันคือหนังที่ผสมผสานความรักแบบกอธิคเข้ากับจิตวิญญาณของความขบถแบบพังก์ร็อกได้อย่างลงตัว

หัวใจหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจอย่างเหลือเชื่อ คือการสลับบทบาทให้เจ้าสาวของแฟรงเกนสไตน์กลายเป็นตัวเอกของเรื่องแทนที่จะเป็นเพียงส่วนประกอบของความสยองขวัญ “เจสซี บักเลย์” ผู้รับบทนำ ได้มอบการแสดงที่เรียกได้ว่าทรงพลังและน่าหลงใหลที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพนักแสดงของเธอ ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นหญิงสาวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความตายโดยไร้ความทรงจำ และต้องเรียนรู้ที่จะนิยามตัวเองใหม่ในโลกที่มองว่าเธอเป็นเพียงวัตถุทางวิทยาศาสตร์

เคมีระหว่างเธอกับ “คริสเตียน เบล” ผู้สวมบทบาทเป็นมอนสเตอร์ตัวใหญ่ที่น่าเกรงขามแต่กลับเปราะบางทางอารมณ์นั้น ถือเป็นหัวใจที่เต้นแรงที่สุดของเรื่อง ทั้งคู่ไม่ได้แค่แสดงเป็นสัตว์ประหลาด แต่พวกเขาแสดงเป็นคู่รักที่ออกเดินทางไปบนเส้นทางอาชญากรรมคล้ายกับคู่หูในตำนานอย่าง “บอนนี่ และ ไคลด์” ซึ่งสร้างความรู้สึกทั้งน่ากลัว น่าสงสาร และน่าเอาใจช่วยไปพร้อมๆ กัน

แม็กกี้ จิลเลนฮาล เลือกที่จะเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของคนนอกที่พยายามหาพื้นที่ยืนในสังคม และเธอก็ไม่ได้เพียงแค่หยิบเอาตำนานเก่ามาปัดฝุ่น แต่เธอยังเติมเชื้อไฟแห่งความร่วมสมัยเข้าไปด้วย ทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครที่ซับซ้อน ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง และคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้จริง โดยมี “แอนเนตต์ เบนิง” มารับบทเป็น “ดร.ยูโฟรเนียส” นักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าทึ่ง

นอกจากนี้ยังมีเหล่านักแสดงฝีมือดีคนอื่นๆ อย่าง “เปเนโลเป ครูซ” และ “เจก จิลเลนฮาล” รวมถึง “ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด” ที่มาร่วมสมทบ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นงานรวมพลังของนักแสดงคุณภาพที่ยากจะหาโอกาสรวมตัวกันได้บ่อยครั้ง

ในแง่ของงานสร้าง The Bride! คือความบันเทิงที่ผสมผสานความโหดร้ายและความสวยงามเข้าด้วยกันได้อย่างพอดี งานภาพที่มีสีสันฉูดฉาดตัดกับความมืดมิดของฉากหลังในชิคาโก บวกกับดนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์ ทำให้ทุกฉากที่ตัวละครปรากฏตัวมีความหมายและน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นฉากการหนีจากการไล่ล่าของตำรวจ หรือฉากที่พวกเขากำลังสำรวจโลกภายนอกเป็นครั้งแรก

หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าภายใต้ผิวหนังที่เย็บติดกันและความสยองขวัญที่ดูภายนอกนั้น แท้จริงแล้วมันคือเรื่องราวของความต้องการได้รับความรักและการยอมรับ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดิบที่อยู่ในตัวเราทุกคนโดยไม่แบ่งแยกมนุษย์หรือปีศาจ

สำหรับใครที่ลังเลว่าจะไปชมดีหรือไม่ อยากให้ลองทิ้งภาพจำเก่าๆ เกี่ยวกับหนังแฟรงเกนสไตน์ไปให้หมด แล้วเดินเข้าไปสัมผัสกับงานภาพและบทภาพยนตร์ที่ “แม็กกี้ จิลเลนฮาล” ตั้งใจถ่ายทอดออกมา เพราะ The Bride! ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญเพื่อความบันเทิงชั่วข้ามคืน แต่มันคือจดหมายรักถึงศิลปะการเล่าเรื่องที่เปี่ยมไปด้วยหัวใจและความบ้าคลั่งในระดับที่หาดูได้ยากในยุคนี้

หากคุณต้องการภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองและขบคิดถึงมันไปอีกนานหลังจากที่ไฟในโรงหนังเปิดขึ้น นี่คือผลงานที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง


หากคุณกำลังมองหาความแปลกใหม่ที่ฉีกกรอบภาพยนตร์สยองขวัญคลาสสิกให้กระจุยกระจายในช่วงนี้ ชื่อของ The Bride! คือสิ่งที่ทุกคนในวงการภาพยนตร์ต่างพูดถึงอย่างไม่ขาดปาก

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มดำดิ่งไปในโลกอันมืดหม่นและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องขออนุญาตแวะมาปรับความเข้าใจกันเล็กน้อยก่อนว่า แม้กระแสในโซเชียลจะหนาหูว่านี่คือหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องดู แต่ทว่า The Bride! ไม่ได้เข้าฉายบนสตรีมมิ่งเน็ตฟลิกซ์อย่างที่หลายคนเข้าใจ นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซที่ทางวอร์เนอร์ บราเธอส์ ตั้งใจส่งตรงให้เราได้สัมผัสอรรถรสในโรงภาพยนตร์ระบบไอแมกซ์และจอใหญ่เท่านั้น เพื่อให้เราได้เห็นรายละเอียดของภาพ สีสันที่จัดจ้าน และอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งพล่านแบบเต็มตาตามวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ ซึ่งนี่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้แตกต่างจากการชมภาพยนตร์ผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตที่บ้านอย่างสิ้นเชิง

เมื่อพูดถึงตัวภาพยนตร์ The Bride! ผลงานกำกับชิ้นที่สองของ “แม็กกี้ จิลเลนฮาล” เรื่องนี้คือการตีความตำนานแฟรงเกนสไตน์ใหม่ในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน หากเราย้อนกลับไปดูผลงานเรื่อง The Lost Daughter ผู้กำกับหญิงคนเก่งคนนี้เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอมีมุมมองที่ลึกซึ้งและกล้าหาญในการขุดคุ้ยบาดแผลทางใจของมนุษย์ และคราวนี้เธอก็นำความสามารถนั้นมาใส่ไว้ในร่างของสัตว์ประหลาดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ แทนที่จะเดินตามรอยเดิมของ “แมรี่ เชลลีย์” หรือแม้แต่ภาพจำจากยุคทองของฮอลลีวูด


เรื่องราวใน The Bride! ได้เลือกเซตฉากใหม่เป็นชิคาโกในช่วงทศวรรษที่ 1930 ซึ่งเป็นยุคที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ควันบุหรี่ และกลิ่นอายของอาชญากรรมที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ นี่ไม่ใช่หนังแฟรงเกนสไตน์ที่คุณเคยรู้จัก แต่มันคือหนังที่ผสมผสานความรักแบบกอธิคเข้ากับจิตวิญญาณของความขบถแบบพังก์ร็อกได้อย่างลงตัว

หัวใจหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจอย่างเหลือเชื่อ คือการสลับบทบาทให้เจ้าสาวของแฟรงเกนสไตน์กลายเป็นตัวเอกของเรื่องแทนที่จะเป็นเพียงส่วนประกอบของความสยองขวัญ “เจสซี บักเลย์” ผู้รับบทนำ ได้มอบการแสดงที่เรียกได้ว่าทรงพลังและน่าหลงใหลที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพนักแสดงของเธอ ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกของการเป็นหญิงสาวที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความตายโดยไร้ความทรงจำ และต้องเรียนรู้ที่จะนิยามตัวเองใหม่ในโลกที่มองว่าเธอเป็นเพียงวัตถุทางวิทยาศาสตร์

เคมีระหว่างเธอกับ “คริสเตียน เบล” ผู้สวมบทบาทเป็นมอนสเตอร์ตัวใหญ่ที่น่าเกรงขามแต่กลับเปราะบางทางอารมณ์นั้น ถือเป็นหัวใจที่เต้นแรงที่สุดของเรื่อง ทั้งคู่ไม่ได้แค่แสดงเป็นสัตว์ประหลาด แต่พวกเขาแสดงเป็นคู่รักที่ออกเดินทางไปบนเส้นทางอาชญากรรมคล้ายกับคู่หูในตำนานอย่าง “บอนนี่ และ ไคลด์” ซึ่งสร้างความรู้สึกทั้งน่ากลัว น่าสงสาร และน่าเอาใจช่วยไปพร้อมๆ กัน


แม็กกี้ จิลเลนฮาล เลือกที่จะเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของคนนอกที่พยายามหาพื้นที่ยืนในสังคม และเธอก็ไม่ได้เพียงแค่หยิบเอาตำนานเก่ามาปัดฝุ่น แต่เธอยังเติมเชื้อไฟแห่งความร่วมสมัยเข้าไปด้วย ทั้งความสัมพันธ์ของตัวละครที่ซับซ้อน ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้ง และคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่แท้จริง โดยมี “แอนเนตต์ เบนิง” มารับบทเป็น “ดร.ยูโฟรเนียส” นักวิทยาศาสตร์ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งเป็นการแสดงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองอย่างน่าทึ่ง

นอกจากนี้ยังมีเหล่านักแสดงฝีมือดีคนอื่นๆ อย่าง “เปเนโลเป ครูซ” และ “เจก จิลเลนฮาล” รวมถึง “ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด” ที่มาร่วมสมทบ ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นงานรวมพลังของนักแสดงคุณภาพที่ยากจะหาโอกาสรวมตัวกันได้บ่อยครั้ง

ในแง่ของงานสร้าง The Bride! คือความบันเทิงที่ผสมผสานความโหดร้ายและความสวยงามเข้าด้วยกันได้อย่างพอดี งานภาพที่มีสีสันฉูดฉาดตัดกับความมืดมิดของฉากหลังในชิคาโก บวกกับดนตรีประกอบที่เร้าอารมณ์ ทำให้ทุกฉากที่ตัวละครปรากฏตัวมีความหมายและน่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นฉากการหนีจากการไล่ล่าของตำรวจ หรือฉากที่พวกเขากำลังสำรวจโลกภายนอกเป็นครั้งแรก


หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าภายใต้ผิวหนังที่เย็บติดกันและความสยองขวัญที่ดูภายนอกนั้น แท้จริงแล้วมันคือเรื่องราวของความต้องการได้รับความรักและการยอมรับ ซึ่งเป็นสัญชาตญาณดิบที่อยู่ในตัวเราทุกคนโดยไม่แบ่งแยกมนุษย์หรือปีศาจ

สำหรับใครที่ลังเลว่าจะไปชมดีหรือไม่ อยากให้ลองทิ้งภาพจำเก่าๆ เกี่ยวกับหนังแฟรงเกนสไตน์ไปให้หมด แล้วเดินเข้าไปสัมผัสกับงานภาพและบทภาพยนตร์ที่ “แม็กกี้ จิลเลนฮาล” ตั้งใจถ่ายทอดออกมา เพราะ The Bride! ไม่ใช่แค่หนังสยองขวัญเพื่อความบันเทิงชั่วข้ามคืน แต่มันคือจดหมายรักถึงศิลปะการเล่าเรื่องที่เปี่ยมไปด้วยหัวใจและความบ้าคลั่งในระดับที่หาดูได้ยากในยุคนี้

หากคุณต้องการภาพยนตร์ที่จะทำให้คุณตั้งคำถามกับตัวเองและขบคิดถึงมันไปอีกนานหลังจากที่ไฟในโรงหนังเปิดขึ้น นี่คือผลงานที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง