“ตู่ ภพธร” เล่าเหตุระทึกบนแท็กซี่ รถเสียหลัก หมุนข้ามไป 3 เลน เพราะถุงขยะ เตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยสำคัญมาก ประทับใจคนขับ ไม่ห่วงแต่รถ ช่วยเงินไปจำนวนหนึ่ง เช็กร่างกายแล้วปกติ มีแค่กล้ามเนื้ออักเสบ เคลียร์ดรามาอินฟูลฯ บุกบ้าน ดีลจ้างงานร้องเพลง คุยกันแล้วเป็นเพื่อนบ้านใหม่ แค่ขอให้ปิดบ้านเลขที่
ทำเอาแฟนๆ เป็นห่วงไม่น้อย หลังนักร้องหนุ่ม “ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ” ออกมาแชร์ภาพและคลิปเหตุการณ์ที่ตนประสบอุบัติเหตุ รถแท็กซี่เสียหลัก หมุนข้ามเลน จนเกือบคว่ำ ขณะกำลังเดินทางไปสนามบิน โดยล่าสุดได้เจอ ตู่ ที่งาน “AumAum” ครั้งที่ 7 ชั้น 1 แฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา เจ้าตัวก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์ระทึกในวันนั้นให้ฟัง พร้อมเคลียร์ดรามาที่อินฟูลฯ รายหนึ่ง ทำคลิปบุกบ้าน เพื่อจ้างงานร้องเพลง แต่มีการถ่ายติดบริเวณบ้าน และเห็นบ้านเลขที่ชัดเขน จนโดนจวกรุกล้ำความเป็นส่วนตัว
“อุบัติเหตุนะครับ ก็น่าจะเป็นถุงขยะครับ ที่ใส่ใบไม้อยู่กลางถนน ผมไม่แน่ใจหล่นมาจากไหน เพราะว่าผมกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บของอยู่ท้ายรถแท็กซี่ แล้วผมก็ได้ยินเสียงแท็กซี่เขาตกใจ ร้องเฮ้ยออกมา แล้วหลังจากนั้นรถก็ปัด พอเริ่มปัดปุ๊บ เหมือนมันเร็วมากครับ เพราะว่ารถวิ่งอยู่เลนซ้ายสุด ข้าม 3 เลนไปชนฝั่งขวาสุด ผมก็กระแทกไปๆ มาๆ อยู่ประมาณ 2 รอบ โดยที่ไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น แค่นึกในหัวว่า เฮ้ยรถจะคว่ำหรือเปล่า พอคว้าเบาะได้ ก็คือคว้าไว้ให้แน่นที่สุด”
ทำให้เห็นผลของการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
“ใช่ บางทีนิสัยเสีย ขึ้นแท็กซี่บางคันมีให้ บางทีก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง บางทีบางคันอยากใส่ ก็ไม่มี แล้วแต่คัน แต่ผมว่าควรจะใส่ พยายามจะใส่ ไม่ว่าจะนั่งเอง ขับเอง หรือว่าจะเป็นผู้โดยสาร ผมรู้เลยว่าไอ้เรื่องเล็กๆ บางทีมันกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะว่าการไม่ใส่เข็มขัดครับ คือปกติแล้วที่ผ่านมาเราขับเอง เราจะรู้ไงว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แต่ความที่พอเราไม่รู้ เราก้มหน้าก้มตา ก็ตกใจเหมือนกัน”
เป็นเสี้ยววินาทีเฉียดตาย
“ตอนที่หมุนอยู่ แล้วก็เกาะเบาะไว้ให้แน่น แต่จริงๆ ก็ไม่รู้ไง ใจเรานึกว่ามันจะคว่ำ เพราะมันกระแทกแรง แรงจนผมว่าจานเบรกมันน่าจะแตกเลย แล้วคือของในกระเป๋าผมก็กระจายหมดเลย กำลังจะไปสนามบินพอดี”
ไปตรวจร่างกายแล้ว มีแค่กล้ามเนื้ออักเสบ
“วันนั้นผมกำลังจะไปสนามบิน บินไปบุรีรัมย์ แล้วก็ไปร้องเพลงที่สุรินทร์ เลยก็ไปเช็กอัปที่นั่น คุณหมอก็บอกว่ากล้ามเนื้ออักเสบเฉยๆ ภรรยาก็นอยด์เลยครับ พอเล่าให้เขาฟัง เขาก็กังวล อยากให้แบบถึงบ้านปลอดภัย”
ไม่ได้มองว่าเป็นความผิดของคนขับแท็กซี่
“ผมว่ามันไม่ได้เป็นความผิดคนขับแท็กซี่ครับ มันเป็นความผิดถุงบนถนน ผมว่าก็ต้องจัดการกันดีๆ เอาจริงๆ เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องที่เราเห็นกันอยู่แล้วเป็นประจำ เวลารถขนของขนอะไร ไม่ได้มีมาตรการในการบังคับเขาให้รัดของให้แน่น มันหล่นมาจากท้ายรถอะไรอย่างนี้ ผมว่าก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้แปลกที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ควรจะเกิดขึ้น บางทีไม่ใช่แค่ถุงขยะ บางทีเราเห็นรถที่ขนของขึ้นไปสูงกว่ากระบะคันหนึ่งอีก”
ใครเจอแบบนี้ก็หลอน ฝากหน่วยงานดูแลอย่างรัดกุมมากขึ้น
“ผมว่าเราคนไทยหลอนกันหมดแหละครับ เรื่องอะไรแบบนี้ครับ ก็ต้องพยายามฝากทุกหน่วยงานที่ดูเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้รัดกุมมากขึ้น ไม่ใช่ว่าตรวจบางเรื่อง แต่ละเว้นบางเรื่อง ผมว่าอันนี้สำคัญ”
ช่วยเงินคุณลุงคนขับ เพราะเสียรายได้ ประทับใจในความมีน้ำใจ
“ต้องบอกว่าลุงน่ารักครับ เขาถามผมประมาณ 3-4 รอบ ว่าผมโอเคไหม เขาว่าผมกำลังรีบไปสนามบิน เขาก็บอกว่าเดี๋ยวลุงเรียกแท็กซี่ให้ เดี๋ยวจ่ายให้ ในมุมนั้นผมรู้สึกว่า เป็นบางคนเขาอาจจะตกใจอยู่กับรถตัวเองที่พัง ไม่มาสนใจเราหรอก แต่นี่คือเขาเรียกให้ เขาสนใจเรา แล้วเขาก็บอกว่าเขาจะจ่ายให้เราด้วย เราก็ประทับใจในน้ำใจแก ปกติผมไม่ค่อยพกเงินสด วันนั้นมีอยู่ประมาณหนึ่ง ก็ให้แกไปนิดหนึ่งครับ คือคุยกับแกสั้นๆ ก่อนที่รถจะชน ว่านี่รถแกเองเหรอ เราก็รู้ว่าถ้ารถเขาเอง บางทีประกันผมไม่แน่ใจเขาจะคัฟเวอร์แค่ไหน ก็เลยรู้สึกว่านิดๆ หน่อยๆ เผื่อแกต้องหยุดงาน แล้วแกจะได้พอจะมีเงินบ้าง”
เตือนขับขี่ปลอดภัย รัดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
“ก็ใส่เข็มขัดนิรภัยครับ ใส่ซีทเบลท์ครับ สำคัญที่สุดเลยครับ สำหรับทุกคนครับ อันนี้สำคัญมากๆ ผมว่าในหลายๆ เหตุการณ์ มันผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ครับ”
เผยประเด็นอินฟูลฯ บุกบ้าน เคลียร์กับเจ้าตัวแล้ว ไม่ได้โกรธ แค่ขอให้ช่วยปิดบ้านเลขที่หน่อย
“เห็นคนดูเยอะมากครับ ก็แอบตกใจ จริงๆ ก็มีการพูดคุยกันกับเขาประมาณหนึ่ง ภรรยาผมพูดคุยด้วย จริงๆ แล้วตัวน้องเขาเอง มาจากที่เขาปลื้มเรานั่นแหละ ที่เขาถ่ายอะไร แต่ว่าก็จะมีดรามาเรื่องว่าไปถึงหน้าบ้านเลย หลังภรรยาเล่าให้ฟังว่าเขามามาถ่ายที่หน้าบ้าน ผมก็มีการบอกเขาไปนิดหนึ่ง ฝากช่วยปิดเลขที่บ้านนิดหนึ่ง คือมีคนมาถ่ายรายการที่บ้านแล้วก็จริง แต่ก็ไม่ได้อยากให้ทุกคนรู้แบบตำแหน่งเป๊ะๆ เลย ว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน
ผมก็ขอเขาแค่นั้น แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเพื่อนบ้านกัน ผมก็รู้สึกว่าในอนาคต ถ้ามีอะไรไม่สบายใจ ก็พูดคุยตรงๆ ผมรู้สึกว่าไม่ได้อยากให้มันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เพราะว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน อยู่ห่างกันนิดเดียวเอง น้องเขามาจากที่เขาปลื้มเราด้วย อยากจะจ้างเรามาร้อง มันไม่ได้เป็นอะไรที่แย่ ก็ไม่ได้มีอะไรครับ ก็เขียนไปหาเขาว่าก็เข้าใจนะ เห็นแล้วที่มีคนว่าเขาเยอะ ก็บอกเขาว่าไม่ได้โกรธ แล้วเราก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะบานปลายอย่างนี้ครับ ส่วนเรื่องจ้างไปร้องเพลง ผมติดงานวันนั้นครับ ไปไม่ได้ครับ ก็อาจจะเอาของแวะไปเวลคัมเพื่อนบ้านใหม่
ผมว่าเรื่องนี้อาจจะต้องแล้วแต่วิจารณญาณของคนแล้วกัน ผมไม่อยากฝากอะไรมาก เพราะว่าผมว่าบางทีบางคนก็อาจจะมองว่าเรื่องนี้โอเค เรื่องนี้ไม่โอเค ผมว่าแล้วแต่มุมมองของคน แต่เราก็ถือว่าเป็นคนๆ หนึ่ง ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ผมเองไม่เคยติดใจอะไรเลยครับ ผมมีเวลาให้ทุกคนเต็มที่สุดๆ เวลาที่ผมเจอใครข้างนอก ถ่ายรูปอะไรอย่างนี้ ยินดีสุดๆ ครับ บางคนกลายเป็นกลัวที่จะเข้ามาหาผมหลังจากนั้น ว่าเราจะโดนด่าหรือเปล่าว่าไปขอเขาถ่ายรูป แต่ผมไม่เคยคิดอะไรอย่างนั้นเลย ดีใจทุกครั้งที่ใครเข้ามาหาด้วยความชื่นชอบ มันก็เป็นพาร์ตของงานเรา เขาชื่นชอบก็เขารัก ก็แปลว่าเราก็ยังทำงานได้อยู่ ก็ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงครับ”


