xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตพลิกผันของ “เอริกะ ซาวาจิริ” จากนางเอก 1 Litre of Tears สู่วิกฤตอื้อฉาว ก่อนค่อย ๆ หวนคืนวงการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อดีต และปัจจุบันของนางเอกสาวสุดฉาว
เรื่องราวของ “เอริกะ ซาวาจิริ” สะท้อนชีวิตดาราญี่ปุ่นที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดตั้งแต่อายุยังน้อย จากภาพลักษณ์ “น้องสาวของชาติ” ในละครดัง 1 Litre of Tears สู่กระแสต่อต้าน อื้อฉาว และคดีสารเสพติด ก่อนพยายามเริ่มต้นใหม่อีกครั้งบนเวทีละครและงานโฆษณาในเดือนเมษายน ปี 2025 ผู้คนที่เดินผ่านย่านใจกลางกรุงโตเกียวต่างต้องหยุดมอง เมื่อเห็นใบหน้าของ “เอริกะ ซาวาจิริ” ปรากฏบนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ของคอนแทคเลนส์สีแบรนด์ Kaica อีกครั้ง นักแสดงหญิงที่เคยหายหน้าไปจากวงการนานหลายปีปรากฏตัวด้วยทรงผมบ๊อบสีดำเรียบหรู เมกอัพธรรมชาติ และสายตาที่ดูนิ่งสงบ ภาพดังกล่าวทำให้หลายคนนึกย้อนกลับไปถึงเธอเมื่อเกือบสองทศวรรษก่อน ในช่วงเวลาที่เธอเคยถูกเรียกว่า “น้องสาวของชาติ” ของญี่ปุ่น

สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามเส้นทางของเธอมานานกว่า 20 ปี ใบหน้าของซาวาจิริในวันนี้ไม่ใช่เพียงภาพของดาราคนหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตที่ผ่านทั้งช่วงรุ่งโรจน์และความตกต่ำอย่างรุนแรง จากการเป็นดาวรุ่งที่ผู้คนทั้งประเทศหลงรัก สู่การกลายเป็นบุคคลที่ถูกสังคมต่อต้านอย่างหนัก ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยวงจรของชื่อเสียง การล่มสลาย การต่อต้าน และความพยายามลุกขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า

เอริกะ ซาวาจิริ เกิดในปี 1986 ที่กรุงโตเกียว เธอมีเชื้อสายผสม โดยพ่อเป็นชาวญี่ปุ่น ส่วนแม่เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรีย ความผสมผสานของลักษณะตะวันออกและตะวันตกทำให้เธอมีความงามที่โดดเด่นและแตกต่างตั้งแต่วัยเยาว์ อย่างไรก็ตาม ชีวิตในวัยเด็กของเธอกลับไม่ได้ราบรื่น เมื่อเธออายุเพียง 9 ปี พ่อของเธอก็ออกจากครอบครัวไปอย่างกะทันหันและขาดการติดต่อ กระทั่งในช่วงปีสุดท้ายของมัธยมต้น ครอบครัวจึงทราบว่าเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว

เข้าวงการด้วยวัยเพียง 19 ปี
โศกนาฏกรรมยังไม่จบลงเพียงเท่านั้น เพียงหนึ่งปีหลังจากเธอเข้าเรียนมัธยมปลาย พี่ชายที่เธอรักมากก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การสูญเสียต่อเนื่องในช่วงวัยรุ่นทิ้งบาดแผลทางจิตใจไว้อย่างลึกซึ้ง รายงานของสื่อญี่ปุ่นในเวลาต่อมาระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หล่อหลอมบุคลิกของเธอ ทำให้เธอโหยหาความรักจากผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามปกป้องตัวเองจากการถูกทำร้ายทางความรู้สึก

ในปี 2005 เมื่ออายุเพียง 19 ปี ชื่อของเอริกะ ซาวาจิริก็พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการบันเทิงญี่ปุ่น จากละครเรื่อง 1 Litre of Tears ซึ่งเธอรับบทเป็นเด็กสาวที่ป่วยด้วยโรคเสื่อมของระบบประสาทที่ทำให้การควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายค่อย ๆ สูญเสียไป การแสดงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ โดยเฉพาะดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของเธอ ทำให้ผู้ชมทั่วประเทศซาบซึ้งอย่างมาก ตอนจบของละครทำเรตติ้งทะลุ 20% และทำให้เธอกลายเป็น “น้องสาวของชาติ” ในทันที

ปีถัดมาเธอยังประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากภาพยนตร์ Taiyo no Uta ที่เธอรับบทเป็นนักร้องข้างถนนซึ่งป่วยด้วยโรคหายากที่ทำให้ไม่สามารถออกไปเจอแสงแดดได้ ซาวาจิริยังเปิดตัวในฐานะนักร้องด้วยเพลงชื่อเดียวกับภาพยนตร์ ซึ่งสามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตโอริกอนทันที ในช่วงเวลานั้นเธอเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่เนื้อหอมที่สุดของญี่ปุ่น ได้รับข้อเสนอจากทั้งละคร ภาพยนตร์ และโฆษณาจำนวนมาก

ผลงานในอดีต
ภาพลักษณ์อันบริสุทธิ์ที่เธอสร้างจาก 1 Litre of Tears พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง และในอีกหลายปีต่อมา เธอกลายเป็นผู้ที่มักติดอันดับหนึ่งในการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ “ดาราหญิงที่คนญี่ปุ่นไม่ชอบมากที่สุด”

ท่ามกลางช่วงขาลงของอาชีพการงาน ซาวาจิริยังสร้างความตกตะลึงให้สังคมอีกครั้ง เมื่อในเดือนมกราคม 2009 เธอประกาศแต่งงานกับ “ทาคาชิโระ สึโยชิ” ครีเอเตอร์ด้านมัลติมีเดียที่มีอายุมากกว่าเธอถึง 22 ปี การแต่งงานครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะทั้งคู่มีการทำสัญญาก่อนสมรสที่มีรายละเอียดแปลกประหลาด เช่น จำกัดการมีเพศสัมพันธ์ไม่เกินเดือนละ 5 ครั้ง หากเกินกว่านั้นต้องจ่ายเงินครั้งละ 500,000 เยน และหากมีการนอกใจจะต้องจ่ายค่าปรับสูงถึง 10 ล้านเยน รวมถึงค่าปรับเพิ่มเติมอีก 20 ล้านเยนสำหรับความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส

ข้อตกลงที่ดูเย็นชาและเป็นตัวเลขอย่างชัดเจนทำให้สังคมวิจารณ์อย่างหนัก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เสื่อมลงอย่างรวดเร็ว และแยกกันอยู่ในปี 2010 ก่อนจะหย่าร้างอย่างเป็นทางการในปี 2013

หลังการหย่าร้าง ดูเหมือนว่าเธอจะเริ่มฟื้นตัวในวงการอีกครั้งจากภาพยนตร์ Helter Skelter ของผู้กำกับ “มิกะ นินางาวะ” ซึ่งเธอรับบทเป็นซูเปอร์โมเดลที่ผ่านการศัลยกรรมทั้งร่างกายและค่อย ๆ สูญเสียสติจากแรงกดดันของชื่อเสียง บทบาทนี้ถูกมองว่าเป็นภาพสะท้อนชีวิตจริงของเธอเอง และทำให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีภาพยนตร์ญี่ปุ่น

แต่งงานกับชายสูงวัยกว่า
แต่ในปี 2019 ชีวิตของเธอก็พังทลายอีกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกค้นอพาร์ตเมนต์ของเธอในโตเกียวและพบแคปซูลที่มีสาร MDMA ระหว่างการสอบสวน ซาวาจิริยอมรับว่าเธอใช้สารเสพติดหลายชนิดมานานประมาณ 10 ปี ทั้งกัญชา MDMA LSD และโคเคน การสารภาพดังกล่าวสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ บทบาทของเธอในละครประวัติศาสตร์ของสถานี NHK ถูกยกเลิกทันที และฉากที่เธอถ่ายทำไปแล้วทั้งหมดต้องถ่ายใหม่

ในปี 2020 ศาลแขวงโตเกียวตัดสินโทษจำคุกเธอ 1 ปี 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี ระหว่างการพิจารณาคดี เธอกล่าวต่อศาลว่า “ฉันไม่มีสิทธิ์กลับไปทำงานในวงการบันเทิงอีกแล้ว”

หลังจากหายไปจากสื่อเกือบสี่ปี เอริกะ ซาวาจิริก็ประกาศกลับมาอีกครั้งในปี 2023 แต่ครั้งนี้เธอเลือกเริ่มต้นใหม่จากเวทีละครเวทีแทนที่จะเป็นโทรทัศน์หรือภาพยนตร์ ในปี 2024 เธอรับบทนำเป็น “แบลนช์” ในละครเวที A Streetcar Named Desire ตัวละครหญิงที่ใช้ชีวิตอยู่ในภาพลวงตาและค่อย ๆ จมดิ่งสู่ความพังทลายทางจิตใจ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นบทบาทที่สะท้อนเส้นทางชีวิตของเธออย่างชัดเจน

การแสดงของเธอได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์อย่างมาก ตั๋วการแสดงขายหมดอย่างรวดเร็ว หลังจากความสำเร็จของละครเวที ซาวาจิริค่อย ๆ กลับมารับงานเชิงพาณิชย์อีกครั้ง และในปี 2025 เธอกลายเป็นพรีเซนเตอร์ของคอนแทคเลนส์สีแบรนด์ Kaica นับเป็นการกลับมาสู่โลกโฆษณาอย่างเต็มตัว นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าภาพยนตร์เรื่องใหม่ที่เธอแสดงนำมีกำหนดเข้าฉายในปี 2026

ฉาวกี่ครั้งก็กลับมาได้