xs
xsm
sm
md
lg

“นาย ณภัทร” แฮปปี้วัย 30 ผันตัวอิสระแล้วบาลานซ์ชีวิตดีขึ้น ทุ่มสุดตัวพิชิตมาราธอน ฉีดยาสู้รับบทครั้งสำคัญ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นาย ณภัทร” ทุ่มสุดตัวพิชิตฮาล์ฟมาราธอนที่ฝรั่งเศส จนถูกเข็มปักก้นเพราะป่วย ลุยงานต่อ พร้อมเผยทริปขอพรที่พม่าเพื่อรับบทครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ ต้อนรับวัย 30 ปีอย่างภาคภูมิใจ

เพิ่งกลับมาจากไปวิ่งมาราธอนที่ประเทศฝรั่งเศสมาหมาดๆ เลย สำหรับพระเอกหนุ่ม “นาย ณภัทร เสียงสมบุญ” ซึ่งเจ้าตัวเผยว่ามีความสุขมาก เพราะเป็นเหมือนสถานที่ที่นักกีฬาทั่วโลกอยากจะไป เหตุมีประวัติศาสตร์มากมาย แม้ตนจะเตรียมร่างกายมาพร้อม แต่ก็ถือว่าหนักหน่วงไม่น้อย ถึงกับต้องเข้าโรงพยาบาลไปฉีดยา เพื่อให้ทำงานต่อได้ เนื่องจากลุยงานหนักจนป่วย

“เพิ่งกลับมาจากปารีสเมื่อเมื่อวานตอนเช้าครับ ยังเจ็ตแล็กอยู่ จริงๆ ต้องบอกก่อนปารีสเป็นจุดหมายปลายทางของนักกีฬาทั่วโลก เพราะว่าเขามีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับเรื่องกีฬามายาวนานมาก แล้วก็เป็นหนึ่งจุดมุ่งหมายของนักวิ่งทั่วโลกที่อยากจะไป ผมก็ได้มีโอกาสไปวิ่งในงาน HOKA Semi de Paris ครับ เป็น Half Marathon 21.097 กิโลเมตร สนุกมาก พลังงานคนคือดีมาก อย่างเวลาเราอยู่ในรายการวิ่ง จุดที่มันจะพีกที่สุดคือตอนก่อนที่จะปล่อย เพราะทุกคนเตรียมตัวกันมาเป็นเดือน บินกันมาทั่วโลก มันกำลังจะเกิดขึ้นแล้วนาทีนี้ที่เราสะสมมา พลังงานตรงนั้นแหละที่ผมชอบเสพมากที่สุดเลยครับผม ก็สนุกสนานมาก ดีมาก

ก็ต้องมีการซ้อม แล้วก็แบ่งเวลากับการแสดงด้วย แล้วก็โชคดีมีทีมของ HOKA ที่ผมไปวิ่งในรายการของเขา ทีมเขาเจ๋งมาก อุปกรณ์กีฬาเขาก็ดีมาก รองเท้าวิ่งที่ผมใส่คือมันซัปพอร์ตสบายมาก เพราะฉะนั้นทีมที่อยู่ที่นั่นก็คือเป็นทีม HOKA ที่น่ารักมาก เป็นแบบ professional player จริงๆ แล้วก็มีนักวิ่งของคนไทยอีกสองคน คุณเบนซ์กับคุณแพรไปด้วย ซึ่งผมไปถึงล่วงหน้า 2-3 วันครับ ก็มีไปวิ่งในแทร็ก ซึ่งอากาศดีมาก วิวสวยมาก ข้างหลังเป็น Eiffel Tower ถ้ามีโอกาสก็อยากลองไปดู ทุกคนเข้าได้หมดเลย สบายๆ

ต้องบอกว่าช่วงที่ 3 อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ผมกับพี่ผู้จัดการผ่านมาได้คือเก่งมากแล้ว ทุกอย่างมันรัด แล้วเรามีการแสดงการทำงานด้วย ก็ต้องพยายามบาลานซ์กันไป มีเข้าโรงพยาบาลโดนเข็มปักก้นไปด้วย แต่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ที่ปักเพราะว่าถ่ายซีนที่มันต้องอยู่กลางแดดหลายวันมาก แต่มันสวยมาก และมันคุ้มค่ามาก ก็เลยไม่สบาย ปักเพื่อจะไปทำงานต่อ แต่ก็ป่วยธรรมดานี่แหละครับ ผมอยากให้มันดีที่สุด เพราะมันคือฉากสำคัญที่สุดในเรื่อง ยุทธหัตถี ซึ่งได้ถ่ายจบไปแล้ว”

ประทับใจได้ไปขอพรที่พม่า เพื่อขออนุญาตในการรับบทเป็นมังจิชวา
ผมไปพม่ามาครับ ที่ผมกับพี่โบผู้จัดการบินไปพม่าอย่างแรกไปขออนุญาต แล้วก็ไปดูสถานที่จริง ไปดูความยิ่งใหญ่ของเขา และสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมมากคือได้อยู่กับผู้คนพม่า ซึ่งได้พูดคุยได้อยู่ใช้เวลากันหลายวันเลย แล้วก็มีความสุขมาก แล้วเราไปขอถึงสถานที่ที่ชาวพม่าคิดว่าท่านมังจิชวาน่าจะอยู่ ไปขออนุญาตท่าน ผมรู้สึกว่าผมได้รับเกียรติที่มันเป็นโอกาสหนึ่งในล้านมาก เพราะฉะนั้นผมอยากถ่ายทอดในนามของท่านออกมาให้ได้ดีที่สุด และฝั่งของชาวพม่าให้ได้ดีที่สุด

คือเอาจริงๆ ผมรู้สึกว่าหงสาวดี อยากให้ทุกคนได้ลองไปสักครั้งหนึ่ง ไปเที่ยว ไปดูความยิ่งใหญ่ของครั้งหนึ่งที่เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นเมืองที่มหาอำนาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมชอบมาก ไฮไลต์ของผมคือชอบห้องบรรทมของกษัตริย์ ประวัติศาสตร์จริงๆ มันมีหลายรูปแบบมาก ที่ไทยจะมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง คนพม่าหลายคนมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง ชาวโปรตุเกสมีประวัติศาสตร์อีกแบบหนึ่ง มันอยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะอ่านอันไหน แต่อันจริงๆ อยากให้ลองอ่านให้หมดเลย เพราะจากที่อ่านได้ทั้งหมด ผมก็จะได้เห็นว่าความเป็นไปได้มันคืออะไร ที่เหลือมันคือวิจารณญาณของเรา แต่จะบอกว่าพม่าน่ารักกับผมมาก ทุกคนดีมาก ผมมีความสุขมากตอนที่ได้อยู่ที่นั่น แล้วก็ได้ไปวิ่งรอบเมืองด้วย แฮปปี้มาก

ก็ไปขอเรื่องงานอย่างเดียวครับ ขอให้การถ่ายทำเรื่องนี้ราบรื่น เพราะว่ามันไม่ง่ายเลยนะครับ ฉากรบแต่ละอันมันคือความปลอดภัยของนักแสดงทุกท่าน ของทีมงานทุกคนด้วย ผมขอให้ทุกอย่างราบรื่น แค่นั้นก็คือมีความสุขที่สุดแล้ว เพราะผมต้องมีฉากขี่ช้าง ขี่ม้า แล้วก็พวกอาวุธต่างๆ เราต้องเป็นให้หมดเลย ดาบมือนึง การต่อสู้ระยะใกล้ ทวนบุเรงนอง การฟันดาบ การใช้ทวนบนม้า แล้วก็มีการทำยุทธหัตถีก็คือเราจะใช้บนช้าง แล้วก็ต้องควบคุมช้างจริงๆ”

บอกการเป็นนักแสดงอิสระมีความสุขดี บาลานซ์ชีวิตได้
ผมมีความสุข เพราะผมรู้สึกว่าผมได้บทที่มันมีอะไรให้เล่นเยอะมาก แล้วก็ได้คนเก่งๆ ที่อยู่รอบตัวเป็นครูเราหมดเลย แล้วผมมีความสุขกับการทำงานทุกวัน ณ ตอนนี้ แล้วก็ขอบคุณโอกาสดีๆ จากผู้ใหญ่หลายๆ ท่านครับ ตอนนี้พอผมเป็นนักแสดงอิสระ ก็มีความหลากหลายในหน้าที่การงานมากขึ้น จริงๆ อยากร่วมงานกับทุกคนเลย แต่ว่ามันอยู่ที่คิวล้วนๆ เลย อย่างที่รู้เรื่องหนึ่งก็จะใช้เวลา 8 เดือน 9 เดือน เวลาผมตัดสินใจทำอะไรแล้วผมก็จะทำให้เต็มที่แบบทุ่มกับมันสุดตัว เพราะฉะนั้นมันก็จะใช้เวลาตรงนี้เยอะมาก แล้วก็ต้องบาลานซ์กับเรื่องสุขภาพแล้วก็เรื่องแบบชีวิตในวัยหนึ่งของเรา

การเป็นนักแสดงอิสระมันเหมือน survival mode และมันสนุกมาก แล้วก็รู้สึกว่าได้วางแผนชีวิตว่าอยากทำอะไร อยากแบ่งเบาช่วงไหน อยากเร่งคันเร่งช่วงไหน อยากทำอะไรช่วงไหนก็จะบอกผู้จัดการว่าเรารับตรงนี้ได้ แล้วเดี๋ยวฤดูมาราธอนมาถึงผมขอนะพี่โบ ฤดูทำเพลงของผมมาถึงผมขอนี่นะ คือมันเหมือนเรามีความยืดหยุ่นในตารางงานของเรามากขึ้น แล้วการร่วมงานบทก็ถ้าพูดถึงโปรดักชั่นทีมงานเราก็รู้สึกว่าเราโชคดี เพราะหลังๆ ทุกคนก็พยายามพัฒนาคอนเทนต์ไทยให้ดีเต็มที่ แล้วเวลาผมได้อ่านอะไรสักอย่างมันโอ้โห เขาไปขนาดนี้ เจ๋งมาก บทนี้อยากเล่นจังเลย แต่เวลาเราไม่ได้

หมายถึงชีวิตส่วนตัวด้วย ชีวิตในงานด้วย ผมว่าอาชีพผมก็เหมือนเหมือนพี่ๆ ทุกคนเลยแหละ มีเหนื่อย มีเครียด มีสนุก สะใจ วันนี้รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีเลย เป็นเรื่องปกติ เหมือนคนปกติ แต่ว่ามันอยู่ในคนละรูปแบบแค่นั้น แต่เรื่องของผมมันคือใช้สุขภาพร่างกาย แล้วก็ใช้อารมณ์เยอะ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเตรียมร่างกายของเราให้พร้อมสม่ำเสมอ ซึ่ง ณ ตอนนี้ผมก็ให้เรื่องสุขภาพกายใจของผมมาอันดับหนึ่ง”

การกินคือการให้รางวัลชีวิต
“ถามว่าสิ่งที่ใช้บำบัดตัวเองคืออะไร คือกินครับ การกินคือเทอราปีอย่างหนึ่ง ทุกวันนี้ผมมีโค้ชที่ดูเรื่องนิวทริชัน แล้วผมเป็นเด็กอ้วนง่าย แล้วก็ชอบกินมาก อยู่ในกองปกติก็จะได้กินไก่ต้ม ซึ่งน่ารักมาก เพราะแม่ที่กองก็ทำให้ดีมาก คุณแม่หมวยนะ แล้ววันไหนที่ผมให้เกรดว่าวันนี้เราทำงานได้ดี ผมจะชวนพี่โบไปกินเบอร์เกอร์ตอนห้าทุ่มเที่ยงคืน นั่นคือเทอราปีของผม แต่ก็กลัวเรื่องซิกแพ็กจะหายเหมือนกัน แต่กินเสร็จค่อยมาเสียดาย กูไม่น่าเลย (หัวเราะ)

การวิ่งก็คือเป็นการชดใช้กรรมตลอดอยู่แล้ว อันนี้เลยเป็นวิธีดีท็อกซ์เลย คือผมแค่รู้สึกว่าหลายคนก็จะมีเวย์ของตัวเองในหลายรูปแบบ ของผมที่เร็วที่สุดคือการกิน กินแล้วอะดรีนาลีนผมมีความสุข กินแล้วผมรู้สึกแซททิสไฟ เวลาผมได้กินชีส กินเนื้อ กินเบอร์เกอร์ พี่โบสั่งเบอร์เกอร์ให้ผมหน่อย ผมรู้สึกว่าอะไรที่เข้มงวดมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ ผมเคยเข้มงวดแล้วผมเห็นแล้วว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย ผมก็แค่สนุกและเอ็นจอยกับงานทุกวันและมีความสุขกับมันให้มากที่สุด”

เผยปีนี้อายุ 30 ยังแฮปปี้ไม่ว่าจะโดนเรียกพี่นาย หรือ น้องนาย
ปีนี้ 30 ครับ ถามว่ารู้สึกยังไง ผมจินตนาการไม่ออก แต่ผมรู้สึกว่า 30 จะเป็นวัยที่ผมใช้ชีวิตมันที่สุด เพราะผมลงมาราธอนเบอร์ลิน ชิคาโก ลงมาราธอนโน่นนี่ แล้วเวลาเราได้เข้าเส้นชัยมันแบบ yes แต่เอาจริงๆ ใช้ชีวิตบนพรุ่งนี้ให้รอดก่อน มันต้องคิดอย่างนี้วันต่อวัน สมมติว่าอย่างวันนี้เราทำงาน อีก 8 วันข้างหน้ามันเป็นวันที่เราต้องทำงานใช้ร่างกายหมด ถ้าเราไปคิดถึงวันที่ 8 เลย โอ้ยเราเหนื่อย แต่ถ้าเรามีความสุขแค่วันนี้ว่าเลิกกลับไปนอน ทำอะไรให้ตัวเองมีความสุข กิน นอนให้พอ ตื่นมาทำงานใช้ชีวิตวันต่อวันมันง่ายขึ้นเยอะ แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้วางแผนอะไรเลย แต่เราถ้าเราอยู่กับตรงนี้ ทำวันต่อวันมันจะสนุกมากขึ้น แต่ถ้าลากไปถึงวันที่ 8 มันจะเครียด กดดัน

ความสุขในวัย 30 ของผมคือวิ่ง กิน ทำงาน ผมรู้สึกดีและชอบมาก เรียกน้องก็ได้ เอาจริงๆ ผมก็สงสัยนะว่าทำไมคนเรียกแต่น้องนาย แต่หลังๆ คนคงเริ่มไม่แน่ใจว่าจะเรียกผมว่าอะไร ก็เลยว่าเรียกว่าพี่น้องนาย บางที่หนักเลย คุณนายครับ รู้สึกเป็นมาดามเลย (หัวเราะ) ถ้าเด็ก 18-19 มาเรียก เรียกพี่นายก็ได้ ถ้าเรียกก็อ้อนๆ หน่อยแล้วกัน ถ้า 30 ก็พี่ได้ แต่ว่าถ้ารักกันหรือเคารพกันเรียกมึง (หัวเราะ) ตอนนี้ก็โดนเรียกพี่นาย มันก็เป็นปกติแหละ วันนั้นช็อกมากเลยไปเวิร์กช็อปหงสาวดี เดินจากห้องมาเจอน้องๆ 30 คน ผมเดินเหมือนผู้ว่าการตรวจสอบพื้นที่ หวัดดีครับๆ เขาก็เรียกพี่นาย แต่ผมก็บอกรุ่นเดียวกันไม่ต้องเรียกพี่ แต่ถ้าเรียกคุณนายก็ไม่ติดนะ เพราะก็รู้สึกสวยอยู่ (หัวเราะ)”