“มิกซ์ เฉลิมศรี” เคลียร์ดรามาข้าวมันไก่หลังโดนด่า ก่อนลั่นธุรกิจ “ป้าตือ” ต้องเป็นของตน ยันไม่โกนหัวบวชให้แน่นอน พร้อมเปิดใจภูมิใจในความเป็นกะเทยและไม่เคยอยากได้คำนำหน้านางสาว
ตั้งแต่เปิดธุรกิจ ข้าวมันไก่หนีห่าว ร่วมกับ “ป้าตือ สมบัษร ถิระสาโรช” ตอนนี้ “มิกซ์ เฉลิมศรี” บอกว่ามีหน้าร้านแล้วเรียบร้อย เพราะอยากให้ลูกค้ามีที่ให้นั่งทานกัน และกระจายสินค้าได้มากขึ้น แต่ที่ผ่านมาโดนด่ายับ เพราะว่าคนสั่งกันเยอะ ทำไม่ทันจริงๆ แต่ตอนนี้ได้มีการปรับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
“แฮปปี้ค่ะ ข้าวมันไก่ขายดีค่ะ ฝากข้าวมันไก่หนีห่าวด้วยนะคะ ข้าวมันไก่สำหรับคนหยิบโหย่ง วันนี้เป็นวันแรกที่ดิฉันมีหน้าร้าน ทุกคนสามารถไปนั่งได้แล้วนะคะ แล้วก็จะขยายกิจการไปที่เอกมัย หน้าร้านวันนี้มีที่สยาม สามารถนั่งได้เที่ยงถึงดึกเลยค่ะ แต่ถ้าสมมติว่าใครที่เป็นสายปาร์ตี้ ร้านนั้นน่าจะเปิดตั้งแต่เช้าจนถึงเป็นตอนรุ่งเลยนะคะ แล้วก็น่าจะฟรีน้ำซุปโครงกระดูกสำหรับสายดื่มด้วย
แต่ก่อนหน้านี้ที่โดนด่า โทษนะคะ ชอบด่ากูกันเหลือเกินนะคะ ขาย 70 บาทก็ด่ากู พอแพงปุ๊บมาซื้อกันเยอะ ผิดที่กูอีก กูทำอะไรก็ผิดไปหมดเลย พอตอนนี้ระบบการจัดการดีขึ้นมากๆ แล้วก็ส่งไวขึ้นมากๆ แล้วก็ข้าวหุงไม่แฉะแล้วนะคะคนจะบอกว่าทำไมข้าวหุงแฉะ ก็มึงสั่งมาขนาดนั้น กูจะทำทันไหมล่ะ เปิดใหม่ตอนนี้ เรียกได้ว่าอยู่ตัวแล้วนะคะ ขนาดคุณมีผัวแรกๆ คุณยังทะเลาะกันเลยกว่าจะปรับตัวกันได้ มันก็เหมือนร้านข้าวนั่นแหละค่ะ ให้โอกาสกัน ตอนนี้มีหน้าร้านเพราะหนูแค่มีความรู้สึกว่ามันระบายการส่ง พอมีหน้าร้านมันก็น่าจะแบบไม่ต้องส่งเยอะขึ้น แล้วคนจะได้มากิน ตอนแรกกะจะทำแค่ออนไลน์
แต่สาเหตุที่ป้าตือมาทำธุรกิจข้าวมันไก่ เพราะว่าเขาชอบกิน เขาบอกว่าแม่จะขายข้าวมันไก่ ลูกคิดว่าเป็นยังไง หนูเลยบอกว่า ข้าวมันไก่จริงๆ มันเป็นอาหารที่ง่ายและไม่ควรมีราคาแพง เรากินข้าวมันไก่ตั้งแต่เด็ก แล้วตอนแรกเขาออกแบบแพ็กเกจจิ้งเวอร์มาก หนูบอกว่าแม่ เอาจริงๆ นะ หนูกัดตูดดูดน้ำซุปด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นมันไม่ควรทำอะไรให้มันยุ่งยาก หนูเลยคิดว่าถ้าสมมติว่ามันจะเป็นออนไลน์ มันต้องเป็นออนไลน์ที่คนซื้อไปกินที่บ้านต้องกินได้เลย เพราะฉะนั้นน้ำซุปก็เทใส่กล่องใส่อะไรแบบกินได้เลยแล้วทิ้งได้เลย”
บอกหากป้าตือเป็นอะไรไป ลูกสาวทุกคนไม่มีใครโกนหัวบวชให้แน่นอน จดไว้หมดแล้ว มีสมบัติตรงไหนบ้าง
“ทุกธุรกิจของเขาควรจะเป็นของหนูค่ะ (ยิ้ม) บริษัทตือจำกัด อาจจะเป็นเฉลิมศรีจำกัดในอนาคต แต่เรื่องที่จะให้บวชเนี่ย เดี๋ยวนี้เขามีซิลิโคนหัว บวชปลอมได้เราก็บาปเอาสิ สังคมจะตราหน้าเราว่ายังไงก็ได้ แต่สมบัติเขามันเป็นของเรา ก็ด่าฉันไปเลย ฉันจะบวชปลอมมีอะไรไหม ไม่มีใครโกนจริงหรอกค่ะ เขาก็รู้อยู่แล้วว่าลูกเขาเป็นยังไง เขาจะคาดหวังอะไร บวชหลอกค่ะ เผายังมีเผาหลอก กะเทยก็ต้องมีบวชหลอก
เอาพูดง่ายๆ นะ ไม่ได้แช่งนะ วันที่เขาสิ้นลมหายใจครั้งแรก คุณคิดว่ากะเทยจะไปรวมตัวที่โรงพยาบาลหรือไปรวมตัวกันที่ห้องกระเป๋ามากกว่ากันล่ะ มันก็ต้องมีการจับจองกันบ้าง ถ้าสมมติคุณมัวแต่ไปโรงพยาบาล ไปดูใจเขา คุณจะได้กระเป๋า Hermès กันไหม ก็ไม่มี แต่เขาบอกไว้แล้วว่าห้องๆ นึงจะเป็นของลูกนะ คือเราก็สบายตัวไปครึ่งนึงแล้ว แต่เราก็ต้องขัดขาลูกคนอื่นบ้าง เขาสั่งเสียเลยว่าแม่ซื้อห้องตรงนี้ไว้ แม่มีที่ตรงนี้ เราก็จดไว้กลัวเขาลืมว่ามีที่ตรงไหนบ้าง
ไม่มีกลัวใครที่สุด นัท นิสามณีเขามีคนดูแลแล้ว มีแฟนแล้ว เขาไม่เป็นห่วง ส่วนฝนไม่มีค่ะ คนนั้นไม่มีวันได้แน่นอน คนนั้นกิจการที่เขาได้คือ ลูกน้องของป้าคือสมบัติของเขา ก็คือฝากให้ฝนไปทำงานกับฝนต่อ แต่ผู้บริหารคือหนูค่ะ พี่ฝนก็เป็นลูกจ้างหนูอีกทีนึง แล้วก็ในงานนะคะ หนูเรียกไว้ว่าศาลาชั้นต่ำ ก็คือจะมีแขกแค่พวกหนู แขกไฮโซ บารมีที่เขาดูแลมา ปลุกปั้นมาที่เป็นเพื่อนไฮโซ ตระกูลดีจะเป็นศาลาห้องแอร์ ส่วนของพวกหนูจะเป็นศาลาชั้นต่ำ ดูแลกันเอง ไม่ให้แขกไปมั่ว”
เฉยๆ คำนำหน้านางสาว เพราะภูมิใจที่เกิดมาเป็นกะเทย
“ก่อนที่จะมีโซเชียล หนูว่าเขาก็โดนด่ามาจนชินแล้ว เมื่อก่อนพวกเราก็ด่าเขา แต่เขาแค่ไม่รู้ แต่ตอนนี้เขาอาจจะรู้ หนูเลยบอกว่าเมื่อก่อนก็มีคนด่าแม่ แต่แม่อาจจะไม่รู้ แม่ต้องปล่อยวาง แล้วแม่บอกแม่ไม่ได้สนใจอะไร แต่อันนี้เป็นคำยอมรับครั้งแรกว่าเราก็เคยด่าเขา (หัวเราะ)คือหนูคิดว่าเรื่องนั้นมันเป็นบริบทในเวทีประกวด ยิ่งสมัยนี้รายการหนูคิดว่า สำหรับตัวหนูนะ ในฐานะคนที่ช่วยน้องนาราทำรายการ หนูคิดว่าเป็นเอนเกจเมนต์ที่ดี แล้วก็เป็นอะไรที่ดีเพราะมันเกิดการโต้แย้งในสังคมด้วย แล้วหนูคิดว่าเวทีก็ได้โมเมนต์นี้ด้วย
ทำไมตอนนี้หนูเพิ่งรู้ว่ายังไม่จบ แต่มิสทิฟฟานี่จบแล้วนะ แต่การโต้แย้งก็ยังมีต่อไป หนูว่ามันก็เป็นเขาเรียกว่าปัญหาอีกปัญหาหนึ่งด้วย สำหรับตัวหนูเองนะ หนูเข้าใจสำหรับคนที่อยากได้คำว่านางสาว หนูขอย้อนไปอีกว่า มันมีปัญหาจริงๆ ในด้านเกี่ยวกับการเดินทางไปประเทศนั้นประเทศนี้ แต่ตัวหนูตอบไปแล้วว่าให้ถามประโยชน์ส่วนรวม แต่สำหรับตัวหนูการไปประเทศนั้น หนูเคารพสิทธิเขาไหม หนูเคารพ ถ้าสมมติว่าประเทศเขาเป็นประเทศศาสนานั้น หนูก็เลือกที่จะไม่ไป แต่ถ้าสมมติว่าเขามีวีซ่าโน่นนี่นั่นบอกมาว่าเราไปได้นะ ก็อยากไปเที่ยว หนูเป็นคนเคารพกฎในแต่ละกฎของแต่ละที่อยู่แล้ว
แล้วถามว่าหนูอยากได้นางสาวไหม หนูพูดตรงๆ เลยว่า หนูรู้สึกเฉยๆ เพราะว่าหนูถูกเลี้ยงดูมาไม่ได้ให้เป็นผู้หญิง แล้วหนูอยากเป็นกะเทย หนูพูดตลอดเลยในกลุ่มหิ้วหวีว่า หนูภูมิใจในการเป็นกะเทยของหนูมาก เพราะว่าต่อให้หนูไปบอกคนอื่นว่าเป็นผู้หญิงมันก็ไม่เหมือน แต่สำหรับคนที่เขาเหมือนผู้หญิงจริงๆ และปฏิบัติตัวเหมือนผู้หญิงจริงๆ หนูเห็นใจเขาว่าเขาควรจะได้ เพราะหนูรู้จักบางคนที่เขาเป็นผู้หญิงๆ น่ะ อันนั้นควรจะได้”
บอกสาวสองที่เป็นผู้หญิงมากๆ ก็อยากให้ได้สิทธินั้น แต่ก็ให้เคารพเสียงเรียกร้องของผู้หญิงจริงๆ ด้วย
“หนูคิดว่าเขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ มาตั้งแต่เด็ก ถ้าคำว่านางสาวเขาได้ไปแล้วมันเติมเต็มชีวิตเขามากขึ้น หนูก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ได้เสียหาย แต่สำหรับดิฉันเติมเต็มตัวเองตลอดเวลา ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่านางสาวเติมเต็มอะไรสำหรับดิฉัน ถ้าผู้หญิงจริงๆ มองว่าไปแย่งพื้นที่ของเขา หนูก็คิดว่าเขารู้สึกได้ เพราะว่าในมุมมองเรา บางกลุ่มก็ไม่พอใจที่ผู้ชายมาเล่นเป็นกะเทย หนูเข้าใจว่าเรายังไม่พอใจเลยว่าทำไมผู้ชายต้องมาเล่นเป็นกะเทย ถ้ามองในมุมกลับกัน ถ้าเราอยากจะไปอยู่ในจุดๆ นั้น ผู้หญิงบางกลุ่มเขาก็สามารถมองว่าเขาไม่โอเคในจุดๆ นี้ได้เหมือนกัน ใจเขาใจเรา
ไม่กลังคนจะมองว่าเราไม่เข้าข้างกลุ่มแก๊ง หนูว่ามันเป็นความคิดเห็นของแต่ละคน หนูบอกแล้วมันเป็นปัจเจก ณ ตอนนี้มันไม่มีอะไรถูกไม่มีอะไรผิด ถ้าตามพจนานุกรม ถูกแปลว่าความเห็นต้องพ้องตรงกันเยอะมาก อันนี้แปลว่าถูก คนเห็นส่วนน้อยแปลว่าไม่ถูกแต่สำหรับตัวหนูจะเห็นมากเห็นน้อยมันไม่มีอะไรผิดถูก เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีการโต้แย้งกัน แล้วหนูไม่อยากให้สิ่งที่เอามาทำให้แตกแยก หนูคิดว่าสาวประเภทสองบางคนจริงๆ เราพูดได้นะ แต่เราควรพูดให้เขาเห็นใจมากกว่านี้ เพราะการที่เราออกมาพูดแบบด้วยอารมณ์ เราเข้าใจแหละ แต่อยากให้พูดด้วยหลักฐาน เพราะอย่างสมรสเท่าเทียม เราพูดด้วยความน่าเห็นใจ เพศอื่นๆ เห็นใจว่าเราควรได้ สุดท้ายเราก็ได้ แต่ด้วยเรื่องนี้พอใช้อารมณ์กันมากเกินไป มันก็เลยกลายเป็นใช้อารมณ์คุยกันซะส่วนใหญ่มากกว่า
ซึ่งตอนนี้แม่(ป้าตือ) เขาก็แฮปปี้ดีค่ะ เพราะหนูบอกว่าก็เข้าใจ เข้าใจทุกฝ่าย เขาก็อธิบาย หนูก็บอกเข้าใจ แต่มันก็จะมีฝั่งที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่ สุดท้ายแล้วก็นั่นแหละค่ะ ทุกเรื่องมันต้องใช้เวลา เขาไม่ได้ถึงขั้นเครียดอะไรหรอก แกแค่ตกใจว่าเขาถกเถียงประเด็นนี้กันด้วยเหรอ แต่เขาก็พูดขึ้นมาว่าก็ดีที่ได้มาถกเถียงกันในประเด็นเรื่องนี้”


