"มีน พีรวิชญ์" ยอมรับติดส่องกระจกหนักมาก แต่ไม่อยากให้คนยึดติดความหล่อ ขอวัดกันที่ฝีมือ เผยเข้าวงการ 10 ปี ยังทำงานเหมือนวันแรก ตั้งเป้าพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ยอมปฏิเสธงานเพื่อเลือกสิ่งที่ใช่ที่สุด ดรามา "ก้อย-ท็อป" ขอตอบครัังสุดท้าย
เพิ่งผ่านวันคล้ายวันเกิดครบ 28 ปีไปหมาดๆ สำหรับนักแสดงหนุ่ม "มีน พีรวิชญ์ อรรถชิตสถาพร" ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าคิวงานแน่นมาก กับ "ดรีม อภิชญา พานิชตระกูล" แฟนสาวยังแทบหาเวลาตรงกันไม่ค่อยได้ ดีใจที่คนชมว่าหน้าไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ แต่ก็ไม่อยากให้เอาภาพเก่าๆ มาเทียบ เพราะอาจจะเห็นความต่างที่ช้ดเจนเหมือนกัน
"28 แล้ว ก็รู้สึกโตครับ เเพราะว่าคำว่าแก่มันละไว้ให้กับคนอื่น เเรื่องแต่งงานก็อย่าเพิ่งสิ ปีนี้ทำงาน คือปีนี้เป็นปีที่แน่นมากเลยครับ ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วมาถึงสัปดาห์นี้ เมื่อเช้าก็ไปทำบุญกับที่บ้านมาครับ ดรีมไปด้วยครับ ก็ถ้ากับดรีมยังไม่มีแพลนว่างตรงกันเลย จะว่างอีกทีวันที่ 9 เลยครับ ว่างตรงกันทั้งคู่ แต่เขาให้ของขวัญมาแล้ว ได้เสื้อตัวที่เราบ่นว่าอยากได้ จริงๆ ผมลืมไปแล้วว่าอยากได้สิ่งนี้ แต่พอเขาซื้อมาผมก็ถึงนึกได้ว่ามันคือสิ่งที่เราอยากได้นี่หว่า ก็อาจจะเคยเปรย คือผมคิดว่าความสัมพันธ์ของคู่เรามันไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ต้องให้ของชิ้นใหญ่อยู่แล้ว เขาก็อวยพรยาวอยู่ เขาอวยพรว่าอยากให้เป็นปีที่ผมสนุกกับชีวิตเยอะๆ ครับ"
ดีใจคนชมหน้าไม่เปลี่ยนจากวันแรก แต่อยากให้คนจำในเรื่องผลงานมากกว่า
"คือผมอยากพูดเรื่องความหล่อของผมมาก พอพี่นักข่าวเปิดหัวมาว่าหน้าไม่เคยเปลี่ยน ผมกลัวว่าคนจะเอารูปเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาเทียบ (หัวเราะ) มันได้เห็นพัฒนาการ คือเราคิดเองนะว่าเราก็โตขึ้นทุกวัน ถ้าเราหน้าเหมือนเดิมเมื่อ 10 ปีที่แล้วเราคงเสียใจ เพราะว่าเราพยายามพัฒนาตัวเอง ปรับปรุงตัวเอง พยายามลองทำโน่นทำนี่ ดูแลตัวเองจนมาเป็นเวอร์ชั่นนี้ ทุกคนรักตัวเองแหละ สำหรับเราการรักตัวเองคือการที่ได้ทดลอง และมีความสุขในการทดลองในทุกๆ ก้าวที่เราเดินไป
ผมก็เดินทางมาเยอะนะ เป็นคนนิสัยไม่ดี นิสัยเสียอย่างหนึ่งคือชอบมองหาจุดด้อยตัวเอง คือเวลาทำงานคนอาจจะบอกว่ามีนดีมากเลย 8 เต็ม 10, 9 เต็ม 10, 10 เต็ม 10 แต่เราชอบเป็นคนคิดว่าเราพัฒนาได้อีก เราก็มักจะมองหาว่าเราพลาดตรงไหน แต่ไม่ได้มองว่ามันคือความผิดพลาดนะ ก็มองว่าถ้าเราทำให้มันดีขึ้นมันจะเป็นยังไง ก็เป็นคนที่พัฒนาตัวเองแบบนี้มาตลอด ทั้งในแง่ของการทำงานในอาชีพนักแสดงเองก็ตาม หรือว่ารูปร่างหน้าตาเองก็ตาม
คือคำว่าหน้าตาดีมันก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่คำว่าหน้าตาที่เราชอบ เราส่องกระจกแล้วเรามีความมั่นใจมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เคยอยากฟรีซหน้าตัวเองเลย เพราะว่าในฐานะแสดงทุกบทบาทที่เราเล่นเราก็จะเปลี่ยนไป ก็ไม่อยากให้คนจำว่าเราคือ มีน พีรวิชญ์ ตลอดเวลา อยากให้คนจำเราว่าเป็นนักแสดงคนนั้น นักแสดงคนนี้ แล้วเราก็อยากให้ตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดี ในทางที่เราชอบขึ้นทุกวัน เราไม่กลัวว่าเราจะแก่ ไม่กลัวว่าเราจะโต แต่เราสนุกและเราก็ตื่นเต้นทุกครั้ง สุดท้ายแล้วผมอยากให้คนรัก ชื่นชอบ และก็ติดตามที่เราเป็นเรา เรามีความสามารถแบบนี้คนก็เลยตาม ไม่ว่าหน้าตาเราจะเปลี่ยนไปอย่างไง จะอ้วนขึ้น จะผอมลง จะแก่ขึ้น แต่ถ้าเขายังรักในผลงานของเรา รักในฝีมือของเรา ผมว่าอันนี้มันยั่งยืนกว่าครับ"
เผยทำทุกวันในการทำงานให้เหมือนวันแรกที่เข้าวงการ
"ผมชอบส่องกระจกนะ สิ่งที่ผมชอบที่สุดในชีวิต คือเวลาผมไปโรงแรม ผมจะเลือกโรงแรมที่มีกระจกที่มันพลิกขึ้นมาแล้วเป็นซูม ชอบมาก เราก็จะจ้องมัน เราดูแล้วก็เออๆ ได้อยู่ๆ หรือบางทีสิวขึ้นก็เครียด แต่เราจะไม่เอามาเป็นทุกข์ เราดูเพื่อให้เรารู้ว่าสิวขึ้นตรงนี้นะ หรือว่าหน้ามันดูเหมือนไม่ค่อยเท่ากันเลยว่ะ
เป้าหมายระยะสั้นก็อยากจะมีความสุขกับปีนี้ ไม่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนแก่ ไม่ได้บอกว่าเราแก่นะ แต่ไม่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนที่อยู่ในวงการมาเป็น 10 ปี คือผมอยู่ในวงการมา 10 กว่าปีแล้ว บางคนมองว่ามีนอยู่วงการมา 10 ปีเป็นยังไงบ้าง ขอสัมภาษณ์หน่อย คือเรารู้สึกเหมือนทุกๆ ปีมันคือปีแรกของเรา เรายังสนุกกับมันอยู่เลย เรายังเจออะไรใหม่ๆ อยู่เลย วันนี้มาเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ที่ไม่เคยร่วมงานมาก่อนเลย อันนี้คือ Day 1 ของเรานะ เป้าหมายระยะสั้นของเราคือ อยากให้ทุกๆ วันเป็นเหมือนปีแรกที่เข้าวงการบันเทิง
ส่วนเป้าหมายระยะยาว เราก็คงอยากอยู่กับที่แห่งนี้ไปได้นานๆ อย่างมีความสุข ผมได้ยินนักแสดงหลายคนพูดกันว่ามีงานก็รับไปเถอะ ดีแล้ว มีงานก็ดีแล้ว หรือว่า ยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีงานนะ เรามีงานก็ดีแล้ว คือผมไม่อยากเป็นคนที่ทำงานเพราะว่ามีก็ดีแล้ว แต่ผมอยากเป็นคนที่ทำงานที่เราเชื่อว่าดี และทำงานที่เขาเชื่อว่าเรามีดี เขาเลยเลือกเรา เลยคิดว่าการมีความสุขในทุกๆ งานที่เราทำมันคือสิ่งที่ดีที่สุดในอาชีพนักแสดง เราไม่ได้ทำเพื่อให้มันผ่านไปวันๆ เราทำเพื่อให้มันดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้
เรายอมรับว่าเป็นคนเลือกงาน เพราะถ้ารู้สึกว่าถ้างานนี้ไม่เหมาะกับเราก็จะไม่รับ เพราะถ้าทำได้ไม่ดีเท่าที่เขาจะคาดหวังเราก็ไม่รับ เรารู้สึกว่ามันคือการบาลานซ์กันระหว่างอาชีพศิลปิน ลูกค้าที่จะมาจ้างเรา แล้วก็คนที่จะมาซื้อผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งมาติดตามผลงานเรา เราคือตัวกลางของเรื่องราวเหล่านี้ ฉะนั้นการที่เราจะอยู่ได้ยาวคือการที่เราจริงใจ แล้วเราก็เป็นตัวเรา ลูกค้าก็รักเรา คนดูก็รักเรา ก็ปฏิเสธงานบ่อยอยู่ (หัวเราะ) ก็เสียดาย แต่ไม่เสียใจ เพราะแปลว่าเขาได้ส่วนประกอบที่มันเหมาะสม เราปฏิเสธไป แต่คนที่ขึ้นมาแทนมันเหมาะสมมากๆ เราไปอยู่ตรงนั้น เราอาจจะไม่ได้ทำให้งานเขาปังเท่านี้ก็ได้ เราคิดแบบนี้แล้วกัน แล้วเราก็ยินดีกับทุกคน"
บอกรูปรวมตัวแก๊งเดินป่าที่มี "ท็อป ทศพล หมายสุข" และ "ก้อย อรัชพร โภคินภากร" ยังรักกันดี
"พวกเขารักกันจะตาย แต่ผมไม่รู้รายละเอียด รู้แค่ว่าเขาไปประชุมกัน แล้วก็ถ่ายรูปด้วยกันนั่นแหละ แต่ผมรู้สึกว่าเขารักกัน ทุกเรื่องที่มันเกิดขึ้นในโซเชียลไม่ได้แปลว่าต้องมีคนถูก แล้วก็ไม่ได้แปลว่าต้องมีคนผิด เราไม่อยากให้ใครตามล่าหาคนที่ผิดที่สุดหรือถูกที่สุด เราว่าทุกอย่างมันคือเรื่องของความสัมพันธ์ มีให้กำลังใจ มีเสียใจ มีเสียดาย แต่สุดท้ายทุกคนเรายินดีแล้วเราก็มีความสุขกับทุกๆ ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เป็นเพื่อนกันตลอดไปมันดีที่สุด
ส่วนที่มองว่ารูปสยบดรามา ไม่อยากตอบเรื่องนี้แล้ว ขอตอบเรื่องนี้เป็นที่สุดท้าย แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราก็เครียดกัน ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็เครียดแหละครับ แต่ก็หวังว่าจะผ่านไปด้วยดี แล้วก็หวังว่าทุกๆ คนจะเข้าใจ แต่ส่วนตัวไม่ได้คาดว่ามันจะเป็นดรามาเลยนะ ส่วนตัวผมไม่คิด เพราะในวันที่เราทราบข่าว สิ่งเดียวที่เรารู้สึกคือเรายินดี ฉะนั้นการที่มันเกิดดรามาขึ้น คิดว่ามันไม่ได้อยู่ในความคาดหมายของเราเลยแหละ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ มันก็เข้าใจได้ว่าทุกๆ คนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่อย่างที่เราบอกว่าอยากให้ทุกคนใจดีกันแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาคนผิดแหละ"


