“เบลล่า ราณี” ลุยธุรกิจ 5 อย่าง ย้ำไม่ได้ทำหวังรวย แต่ทำจากใจ พร้อมเผยได้ “วิล ชวิณ” เป็นที่ปรึกษาเรื่องลงทุน แง้มอนาคตอาจมีโปรเจกต์ยักษ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกร่วมกัน แต่ต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะได้เห็นเป็นรูปธรรม
เรียกว่าเป็นนักธุรกิจเต็มตัวไปแล้ว สำหรับนางเอกสาว “เบลล่า ราณี แคมเปน” ที่ล่าสุดในฐานะซีอีโอผู้ก่อตั้งแบรนด์ Masis ได้ร่วมมือกับ BLESS เปิดตัวโครงการ BLESSING HER ณ คลับเฮ้าส์ BLESSINGTON และงานนี้ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างเป็นทางการไปในตัวด้วย ซึ่งสาวเบลล่าเผยฟีดแบ็กที่ผ่านมาดีมาก และเตรียมส่งสินค้าให้กับกลุ่มผู้หญิงเปราะบางหลายๆ กลุ่มด้วย
“เป็นธุรกิจที่มีแพสชั่นทุกอันที่ทำค่ะ แบรนด์ Masis ก็เป็นแบรนด์สำหรับผู้หญิงค่ะ ซึ่งเราอยากจะให้ผู้หญิงทุกคนรู้สึกมีความสุข มั่นใจมากยิ่งขึ้น และอยากส่งเสริมในชีวิตทุกๆ วันของเขาให้รู้สึกแฮปปี้ค่ะ ก็เลยเกิดเป็นตัวแรกขึ้นมาเลย เป็นแบรนด์ผ้าอนามัยกางเกงใน ที่อยากจะให้ในวันนั้นที่เราอาจจะรู้สึกอึดอัดไม่มั่นใจ ได้มั่นใจมากยิ่งขึ้นแล้วก็คิดมาจากหลายๆ ปัจจัย อันไหนที่เราจะสามารถพัฒนาให้กางเกงในผ้าอนามัยดูแบบแนบเนียนที่สุด ดูให้เขามั่นใจมากที่สุด แม้ว่าจะใส่กับชุดแบบไหนก็ตาม ก็เลยเกิดเป็น Masis ขึ้นมา เป็นผ้าอนามัยกางเกงในค่ะ
ฟีดแบ็กต้องบอกว่าดีใจมากเลยค่ะ เพราะว่าเอาจริงๆ แล้ว Masis เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อประมาณสิ้นเดือนตุลาคมเองค่ะ แล้วก็ได้รับข่าวดีนี้ก็คือประมาณสิ้นปีที่แล้ว ในการที่เราจะได้มาร่วมทำ CSR กับทาง Bless ค่ะ มันเป็นอะไรที่เหมือนเป็นเป้าหมายเลยแหละ เป็นเป้าหมายของทั้งตัวเบลเองด้วย แล้วตัวแบรนด์ด้วย ที่อยากจะดูแลผู้หญิงทุกๆ คน แล้วคราวนี้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เรามีโอกาสได้เข้ามาดูแลผู้หญิงหลายๆ กลุ่มเลยค่ะ
จะมีไปส่งต่อให้กับกลุ่มเปราะบางด้วยค่ะ ก็มีสมาคมสตรีก่อน แล้วก็มูลนิธิกระจกเงาค่ะ ซึ่งก็เป็นผู้หญิงไร้บ้านบ้างนะคะ หรือว่าเป็นผู้หญิงที่เขาเรียกว่ามีความเปราะบางในหลายๆ รูปแบบค่ะ ผ้าอนามัยกางเกงใน Masis ก็จะไปซัปพอร์ตผู้หญิงเหล่านี้ค่ะ ตอนนี้ก็หาซื้อได้แล้วทั่วประเทศเลยนะคะ ร้านค้าชั้นนำทุกที่ค่ะ”
เผยพอมาเป็นผู้บริหาร บทบาทแตกต่างจากตอนเป็นพรีเซ็นเตอร์มาก
“เป็นกึ่งๆ ผู้บริหาร เป็นสปีกเกอร์ด้วยค่ะ ดีนะคะ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจ และทำมานานมาก มันคล้ายๆ กับเหมือนเวลาเราถ่ายชิ้นงานชิ้นงานหนึ่ง แล้ววันนี้มันได้ปรากฏออกมาสู่ผู้ชม แต่คราวนี้ก็คือสู่ผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนเราไม่ปล่อยผ่าน เราต้องทำทุกอย่างให้มันเพอร์เฟกต์ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสิ่งที่ดี และเราเป็นคนส่งต่อ เราก็ต้องมั่นใจในสินค้าของเราด้วยค่ะ แต่จากที่เคยเป็นพรีเซ็นเตอร์มาเป็นมุมผู้บริหาร มันก็แตกต่างแน่นอนอยู่แล้วค่ะ คือด้วยความที่พรีเซ็นเตอร์เราอาจจะไม่ได้เข้าไปยุ่งในกระบวนการผลิต ไม่ได้มีส่วนในเรื่องการตัดสินใจเรื่องสินค้า หรือพัฒนาสินค้า อันนี้ก็คือวางแผนตั้งแต่โครงสร้างองค์กร ว่าทิศทางของแบรนด์จะไปแบบไหน และต่อจากนี้สินค้าจะมีอะไรต่อๆ การพัฒนาตัวสินค้าให้มันดีที่สุดกว่าที่จะมาถึงมือผู้บริโภค แพ็กเกจอะไรก็คือดูเองทุกอย่างในแทบทุกขั้นตอนเลยค่ะ
ถามว่าทำไมถึงเลือกทำผลิตภัณฑ์เพื่อผู้หญิงก่อน คือเราอยากให้ทุกคนเห็นแหละว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งก็สามารถทำได้นะ แล้วก็อยากส่งต่อแรงบันดาลใจนี้ค่ะ ขีดความสามารถของผู้หญิงคือไม่มีจำกัดอยู่แล้ว และเรามีพลังมากในการที่เราอยากจะดูแลกันและกันด้วย และเรารู้สึกว่าผู้หญิงทุกๆ คนเป็นเพื่อนพี่น้องกันค่ะ แล้วเราเข้าใจกันดีที่สุด ฉะนั้นก็เลยตั้งใจทำออกมาเพื่อผู้หญิงมากๆ ค่ะ ฟีลเพื่อนหญิงพลังหญิง”
บอกตอนนี้มีสินค้าในเครือ 5 อย่างแล้ว และเตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก
“ผลิตภัณฑ์ที่เบลเป็นผู้บริหารเองตอนนี้มีทั้งหมดประมาณ 5 ไลน์สินค้าค่ะ ก็มีแบรนด์ Masis นะคะ มียาดมหทัยเฮิร์บที่ออกไปแล้ว อันนี้ก็เป็นสมุนไพรไทย ก็เป็นแพสชั่นอีกเหมือนกันนะคะ โจสตานอฟฟี่เป็นตัวแรกที่ทำเลยก็ตอนนี้กำลังทำที่ร้านที่ทรงวาดอยู่ค่ะ แล้วก็มีครีมโทนอัปบอดี้ครีมเบลทา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ใช้ทุกวัน แล้วกว่าจะพัฒนาออกมามั่นใจมากๆ แล้วก็เพิ่มความกระจ่างใสออร่าให้กับผู้หญิงทุกคน เดินไปไหนเหมือนลอยมา แล้วก็สุดท้ายที่ยังไม่เปิดตัวเป็นสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง เราอยากทำสินค้าดีๆ ให้น้องๆ ของเราที่บ้าน ก็เลยคุยกับพาร์คเนอร์ แล้วก็พัฒนาสินค้ามาเรื่อยๆ จากที่จะผลิตใช้เอง ก็ของมันดีเนอะ ก็อยากให้ทุกคนใช้ด้วยค่ะ
เบลอยากทำธุรกิจมานานแล้วค่ะ แต่ว่าไม่พร้อมในเรื่องของทั้งเวลาด้วย แล้วก็เอาจริงก็คือวุฒิภาวะที่เราอาจจะมีความรู้ไม่มากพอ แล้วเราก็ไม่มั่นใจว่าคือถ้าเราโดดลงมาทำจริงๆ จะเอาอยู่ไหม เราไม่ใช่แค่เป็นพรีเซ็นต์สินค้าอย่างเดียวแล้วนะเราคือเจ้าของแล้ว ต้องมีความรับผิดชอบในภาพรวมที่ใหญ่ขึ้นมากๆ เอาจริงๆ ก็คือไม่เคยทำมาก่อนเลยในเรื่องของธุรกิจที่ลงมาดูเองขนาดนี้ แล้วก็ได้มาเห็นกระบวนการอะไรต่างๆ มันเหมือนจากนักแสดงไปเป็นผู้จัด อันนี้เราก็คือเป็นเหมือนผู้บริหารในองค์กร”
เผยไม่ได้ทำหวังรวย แต่เพราะชอบ
“ไม่ได้ทำหวังรวยค่ะ (หัวเราะ) แต่ทำด้วยความชอบจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ใช้สิ่งดีๆ ที่เราคัดสรร คือเบลเป็นคนคัดสรรมากในหลายๆ อย่าง อันไหนที่มันดีที่สุด หรือแม้กระทั่งสินค้าที่กำลังจะออกต่อไป อันไหนที่พรีเมียมที่สุดให้โรงงานส่งมาก่อนเลย (ไม่เกี่ยงมูลค่า?) ใช่ แล้วก็พยายามอยากทำให้ราคาจับต้องได้มากที่สุดค่ะ ก็ฝากทุกผลิตภัณฑ์ของเบลล่าด้วยนะคะ แล้วก็ฝากพรีเซ็นเตอร์ทุกตัวของเบลล่าด้วยนะคะ
พรีเซ็นเตอร์ก็ยังแน่นอยู่ค่ะ ปีนี้ก็เป็นซีซั่นของการถ่ายพรีเซ็นเตอร์ไปก่อนหน้านี้ ก็จะค่อยเห็นทยอยๆ ออกมา ตอนนี้ลูกค้าเขาก็มีสินค้าใหม่ออกมาทุกๆ ปีอยู่แล้ว และตอนนี้กำลังถ่ายทำภาพยนตร์อยู่ค่ะ อาจจะมี 1 - 3 เรื่องค่ะ (หัวเราะ)อาจจะมีตัวหนึ่งที่ได้เห็นปีนี้ค่ะ แต่ละครตอนนี้ยังค่ะ เพราะว่าอย่างปีที่แล้วทุกคนเพิ่งได้เห็นผลงานไปเมื่อช่วงสิ้นปี ก็จะเป็นภาพยนตร์ก่อนตอนนี้”
บอกพอเริ่มทำธุรกิจเลยมีเรื่องคุยกับหวานใจอย่างนักธุรกิจหนุ่ม “วิล ชวิณ เจียรวนนท์” มากขึ้น ด้านชาวเน็ตแฮปปี้เห็นภาพคู่กัน
“ก็ได้รับกำลังใจเยอะมาก สำหรับในวันงานอีเวนต์ยาดมหทัยเฮิร์บค่ะ เขาก็บอกว่าชอบนะคะ (ชอบยาดมหรือชอบเรา?) ทั้งคู่ได้ไหม (หัวเราะ) ก็ชอบกลิ่นด้วยค่ะ เพราะว่าปกติแล้วเขาก็ไม่ค่อยได้ดม แล้วพอดมก็รู้สึกสดชื่น เวลาทำธุรกิจ จะปรึกษาในแง่ของการลงทุนมากกว่า เขามีประสบการณ์ในแง่การเห็นภาพโครงสร้างองค์กร หรือว่าอะไรที่มันอาจจะสามารถอุดรูรั่วให้เรา เขาก็จะให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำ แต่ถ้าเป็นภาพรวมว่าจะทำอะไรหรือยังไง ก็ไม่ได้คุยเรื่องนั้นค่ะ (จริงๆ ลำบากไหม เป็นคนรักแล้วต้องมาคุยเรื่องธุรกิจ?) ไม่นะ สนุกดี โอเคเลย ยิ่งมีเรื่องให้คุยกันมากยิ่งขึ้น
เรื่องความเห็นแย้ง คือส่วนมากก็เป็นคำแนะนำแสดงความคิดเห็นมากกว่า ว่าอย่าลืมดูตรงนี้ด้วยนะ อันนี้มันอาจจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็เป็นอะไรใหม่ๆ ค่ะ แต่คุณวิลเขาค่อนข้างชอบคุยเรื่องยากๆ ลึกๆ ด้วยค่ะ เราก็ปรับตัวแล้วไง ก็มาทำธุรกิจนี่แหละ ก็มีเรื่องอยากให้คุยด้วยแล้ว ถามว่าอุ่นใจขึ้นไหม ความจริงพี่พลอย (ผู้จัดการ) ก็ค่อนข้างเก่ง แล้วก็เป็นที่ปรึกษาในแง่นี้อยู่แล้ว แต่ว่าของเขาก็จะเป็นอีกมุมมองหนึ่ง หรือในองค์กรที่เป็นภาพใหญ่มากขึ้นที่เขาเคยเห็นมา แต่ก็คุยกันได้ทุกเรื่องค่ะ แต่วันนั้นเขาก็ตามมาตอนช่วงที่ท้ายๆ ของงานแล้ว ก็บอกเขาแหละว่าตอนหลังก็ไม่ค่อยมีคนหรอก แต่ปรากฏว่ากล้องเต็มจริงค่ะ ซึ่งเขาก็มาแสดงความยินดี อยากซัปพอร์ต แต่ว่าด้วยความเขิน ก็จะเกร็งๆ นิดนึง
เขาก็มาแสดงความยินดีค่ะ แล้วก็ถามเรื่องยอดขายว่าขายดีไหม คือนักธุรกิจจ๋ามาก เรื่องอื่นก็คุย คุยหมด เรื่องหมา แมวก็คุยค่ะ เขาก็เลี้ยงน้องหมา คือเป็นคนรักสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน เขามีแพลนที่จะมาทำธุรกิจที่เมืองไทยจริงจังไหมเหรอ ก็เคยคุยเหมือนกันนะคะ ว่าทำอันโน้นทำอันนี้ไหม ที่จริงก็มีดูๆ อยู่ แต่ว่าเป็นอะไรที่น่าจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเยอะมากที่อาจจะทำด้วยกัน
พอเห็นคลิปก็น่ารักดี ชาวเน็ตก็ดีใจมากๆ เหมือนเราสานฝัน หมายถึงว่าเขาก็ดีใจที่ได้เห็นภาพออกมา เพราะว่าหลังๆ ก็ไม่ได้ลงอะไรเท่าไหร่ ชาวเน็ตอยากเห็นภาพอย่างนี้ แล้วคนได้เห็นด้วยตาเนื้อ ถามว่าต้องเสิร์ฟต่อเลยไหม พอแล้ว นานๆ มาทีดีกว่า แต่ก็ได้เจอกันเรื่อยๆ ค่ะ เพียงแต่ว่าไม่ได้ถ่ายรูปลงสักเท่าไหร่ อาจจะอยู่ต่างประเทศเยอะด้วยค่ะคนก็เลยไม่ได้เห็น เบลบอกเขาก็อาจจะเป็นอีเวนต์แรกด้วยที่เบลจัดเอง ซึ่งเขาก็เลยมาแสดงความยินดี มันก็เลยเป็นโอกาสพิเศษที่เขาได้มาค่ะ”
เผยทำโครงการร่วมกับหวานใจ แต่คงต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปี เพราะเป็นโครงการใหญ่
“เบลรู้สึกว่าเบลได้รับจากประชาชน จากคนไทยเยอะมากๆ แล้วเบลก็อยากจะตอบแทนค่ะ ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งก็น่าจะตั้งแต่นานแล้วค่ะ ที่เราก็ให้ตามกำลังที่มี แต่ว่าตอนนี้ก็ทำออกมาชัดเจนมากยิ่งขึ้น ความจริงเบลมีโปรเจกต์หนึ่งอันทำร่วมกับคุณวิล ชื่อ Hug The World ค่ะ คือเป็นโครงการที่โอบกอดโลก ซึ่งตอนนี้อย่างที่บอกว่ากำลังอยู่ในช่วงประกอบร่าง มันมีทั้งเรื่องขยะ เรื่องฝุ่น เรื่องอะไรต่างๆ เรียกว่าเริ่มจากฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ปีที่แล้ว เบลก็เป็นผู้ประสบภัยด้วย แล้วเบลก็รู้สึกว่าเราอาจจะมีกำลังในการที่จะเข้าไปทำอะไรแบบนี้ เราก็ทำ ทำในกำลังที่เรามีในแบบสไตล์ของเรา ก็คือมีแนวคิดร่วมกันที่สอดคล้องกันอยู่แล้ว
โครงการนี้อาจจะได้เห็นในโซเชียลบ้างแล้ว หลังบ้านก็คือกำลังดูแลเรื่องการจัดการบ่อขยะ มีวิธีการแนวทางแบบไหนแล้วเราไปจัดสรรรูปแบบให้การแยกขยะเกิดประโยชน์สูงสุด แล้วก็มีไปศึกษาเรื่องฝุ่น ว่าสามารถทำยังไงได้บ้างที่ทำให้ฝุ่นลดลง ก็กำลังศึกษาอยู่ค่ะ ถามว่าคาดหวังยังไงบ้าง เราหวังว่าเราจะเป็นหนึ่งบุคคลเล็กๆ ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ หรือแม้กระทั่งถ้าทำให้คุณภาพชีวิตของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดีขึ้น อันนั้นก็คือเป็นเป้าหมายที่สูงสุดของเบลแล้วค่ะ
ถามว่าจะได้เห็นแบบเป็นทางการเมื่อไหร่ คือด้วยความที่สิ่งที่ทำมันค่อนข้างยาก มันน่าจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ เหมือนกันกว่าที่จะเห็นอะไรออกมา ซึ่งระหว่างนี้เบลก็ใช้สื่อของเบลให้มีประโยชน์ แล้วก็แชร์เรื่องราวที่เบลได้รับรู้รับทราบมา ก็เอามาแชร์ให้กับเพื่อนๆ ค่ะ เราทุกคนร่วมกันโอบกอดโลก ช่วยกัน เราต้องใช้สองมือของทุกคนในการช่วยกัน ไม่งั้นสิ่งที่เราทำมันไม่สามารถเกิดขึ้นได้”


