“บุ๋ม ปนัดดา” เข้าใจสาวสองอยากใช้คำนำหน้านางสาว แต่ชี้เส้นทางนี้ไม่ง่าย ต้องศึกษาให้รอบด้านและรับฟังเสียงอื่น แนะดูสมรสเท่าเทียมที่สู้มา 10 ปี ย้ำอยากให้คนอื่นฟัง เราต้องเปิดกว้างฟังเขาก่อน อย่าใช้อารมณ์
ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า “ถ้าไม่มีมดลูก ไม่ต้องขอเป็นนางสาว”ที่ “ป้าตือ สมบัษร ถิระสาโรช” ได้คอมเมนต์สาวประเภทสองที่เข้าประกวดมิสทิฟฟานี่ 2026 คนหนึ่งเอาไว้ หลังจากนั้นทั้งดรามาทั้งทัวร์ก็วนเวียนกันไม่จบ ล่าสุดทีมข่าวบันเทิง manager online ได้ต่อสายถึง “บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”ซึ่งเป็นคนที่เรียกร้องสิทธิให้กับเหล่าสาวประเภทสองมาเป็นเวลานาน ก็ได้ออกมาให้ความคิดเห็นเรื่องนี้ว่า ไม่ว่าจะทำอะไรควรจะศึกษาให้ดี และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนกลุ่มอื่นด้วยเช่นกัน
“คือเรื่องนี้ต้องศึกษาให้ดีถึงสิ่งที่พอทำได้ และสิ่งที่อาจจะยังทำไม่ได้ ว่าสิทธิของน้องควรได้มากน้อยแค่ไหน แต่เวลาตอนน้องๆ เหล่านี้ไปต่างประเทศบุ๋มก็เห็นใจนะ อันนี้พูดกันตามตรง เพราะว่าตม. เขาจะเอามือเช็กล้วงกันตามร่างกาย เพียงแต่ข้อจำกัดหลายๆ อย่างของกฎระเบียบ เพราะถ้าเปลี่ยนหนึ่งอย่าง มันต้องเปลี่ยนกฎหมายอีกหลายฉบับ ไม่งั้นสมรสเท่าเทียมมันไม่ใช้เวลามาเป็น 10 ปีขนาดนี้หรอกดังนั้นถึงบอกว่าต้องศึกษาให้ดี เพราะว่ากฎหมายแต่ละประเทศมี ต้องใช้คำว่ามีความพันผูก เพราะเปลี่ยนหนึ่งอัน มันเปลี่ยนอีกเยอะเลย อย่างสมรสเท่าเทียมกว่าพวกบุ๋มจะปรับเปลี่ยนกันได้หมด มันผ่านคณะกรรมาธิการยิบๆ เลย บุ๋มเข้าใจเสียงเรียกร้อง แต่มันก็ต้องศึกษาให้ดี เปิดใจรับฟังทุกฝ่าย
แต่บอกเลยว่างานนี้ไม่ง่าย แต่ถามว่าเข้าใจที่น้องๆ เรียกร้องไหม เข้าใจ เพราะเราเห็นในส่วนของการที่น้องได้รับการดูถูก หรือว่าบางประเทศก็ไม่ได้เปิดมากสำหรับน้องๆ ที่เป็นแบบนี้ เพียงแต่ว่ารายละเอียดเยอะมากอย่างเช่น มีคำถามกลับว่าต้องผ่าตัดแปลงเพศใช่ไหม แล้วถ้าเกิดบางคนทำแค่นม แต่ข้างล่างไม่เปลี่ยนล่ะ แล้วใครจะเช็กเพศสภาพข้างล่างล่ะ ใครจะเป็นคนเช็กว่า มิส (Miss) หรือ มิสซิส (Mrs.) หรือ มิสเตอร์ (Mr.)”
บอกถ้าเปลี่ยนกฎหมายหนึ่งข้อ ก็ต้องเปลี่ยนอีกหลายๆ ข้อยิบย่อยตามมา
“ส่วนเสียงของผู้หญิงเอง ฟังเขาด้วย ถูกไหม ผู้หญิงหลายๆ คนจะรู้สึกว่า ที่ผ่านมาฉันโดนคำว่าต้องเลือกระหว่าง นาง กับ นางสาว กว่าจะเปลี่ยนให้ใช้ว่าฉันจะใช้แค่นางสาวต่อแม้กระทั่งตอนแต่งงานแล้ว ก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายปี ถูกไหมคะ และ ณ วันหนึ่ง จะโดนสาวสวยทั้งหลายมาเบียดคำว่านางสาวอีก สิทธิของผู้หญิงเขารู้สึกจริงๆ คือยังไง อย่างเวทีมิสยูนิเวิร์สก็เปิดกว้างให้คนที่เปลี่ยนข้ามเพศมาประกวดได้ แล้วทีนี้ผู้หญิงก็ถามว่า อ้าว แล้วผู้หญิงจะกลับไปประกวดมิสทิฟฟานี่ด้วยได้ไหมล่ะ มันมีคำถามเกิดขึ้นเยอะมากค่ะ
ถ้าคนเราอยากจะเปลี่ยนอะไรจริงๆ เราต้องศึกษาให้ดี เหมือนอย่างที่บุ๋มพยายามเปลี่ยนกฎหมายข่มขืน บุ๋มก็เปลี่ยน แต่บุ๋มก็ต้องเอาเรื่องของต่างประเทศ แล้วก็ของไทยมาเปรียบเทียบกันเป็นร้อยๆ ฉบับเลย รวมถึงต้องอาจจะต้องมีการทำประชามติกันจริงๆ มองยังไง ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และน้องๆ เหล่านี้ ดังนั้นจะฟังกลุ่มเดียวที่น้องๆ อยากต้องการ แต่ต้องฟังกลุ่มอื่นด้วยว่าเขายอมรับหรือไม่ยอมรับ มันเป็นสังคมที่เราต้องเปิดกว้างแล้วค่ะ บุ๋มต่อสู้เรื่องสมรสเท่าเทียมมาเป็น 10 ปี เพราะอย่างที่บอกว่าสมรสเท่าเทียมปุ๊บ มันต้องเปลี่ยนในเรื่องของกฎหมายยิบย่อยอีกหลายเรื่อง อย่างเช่น สวัสดิการรัฐ ซึ่งหลายคนไม่ได้มองตรงนั้น ทีนี้ถ้าเกิดเปลี่ยนในส่วนของนางสาวเกิดขึ้น แล้วเรื่องอื่นๆ ล่ะ การตรวจร่างกายต้องเกี่ยวข้องไหม”
ต้องฟังเสียงคนอื่นด้วย อย่าให้โดนมองว่าเอาแต่ใจ
“แต่ตอนนี้กระแสค่อนข้างรุนแรง บุ๋มว่าตอนนี้สังคมเปิดกว้างในการรับฟัง แต่ทีนี้ถ้าน้องๆ ลูกสาวทั้งหลาย บรรดาลูกสาวของแม่บุ๋มทั้งหลายเนี่ย ถ้าหนูจะให้คนอื่นฟังหนู หนูต้องฟังคนอื่นด้วย นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่งั้นเขาจะมองว่าบรรดาลูกสาวทั้งหลายเอาแต่ใจ เรียกร้องเกินไปซึ่งแม่บุ๋มไม่อยากให้โดนมองอย่างนั้นนะคะ เพราะว่ามันเป็นสังคมเปิดกว้าง
ดังนั้นการที่หนูอยากได้อะไร หนูก็ต้องให้คนอื่นเขารับฟังในสิ่งที่หนูอยากได้ด้วยลูก ไม่ใช่พออยากๆ อย่างเดียว มันเหมือนกับกลายเป็นว่ากลุ่มเราเอาแต่ใจ อย่างนี้มันไม่ได้ เรื่องมดลูกกับนางสาวมันคนละประเด็น มดลูกมันให้ไม่ได้อยู่แล้ว มันเปลี่ยนถ่ายก็ไม่ได้ถึงบอกว่าสังคมต้องเปิดกว้าง คำว่าเปิดกว้างไม่ใช่ให้คนอื่นเปิดกว้างกับเรา แต่เราต้องเปิดกว้างกับคนอื่นด้วย ถูกไหม มันเป็นคำว่าเปิดกว้างไง คือไม่งั้นจะบอกว่าเธอต้องฟังฉันบ้างสิ โอเคเข้าใจ แต่หนูฟังคนอื่นบ้างไหม เราต้องรับฟังทุกฝ่ายลูก
ณ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เขาอยากให้ฟังเสียงเขา เราก็ต้องฟังเสียงเขา แล้วมันปรับมาสู่ตรงกลางยังไงบ้าง บางทีมันอาจจะไม่ได้คำว่านางสาว ตั้งแต่แรก เข้าใจใช่ไหม แต่มันอาจจะได้อย่างอื่นมาแทนหรือค่อยๆ ก้าวไปถึงจุดนั้น อย่างบุ๋มเองก็ต้องสู้ทุกอย่างมาเป็น 10 กว่าปีแล้ว การต่อสู้เพื่อสิ่งที่เรามองเป้าหมายในชีวิต วันเดียวมันไม่ได้หรอกลูก แต่มันต้องสู้ ถามว่าสู้แล้วพิสูจน์ตัวเองยังไง พิสูจน์ว่าพวกหนูพร้อมที่จะให้ตรวจร่างกายยังไง หรือมันอยู่ตรงจุดตรงกลางกันได้ตรงไหน แค่นั้นแหละ แต่มันต้องรับฟังทุกๆ ฝ่าย”
เชื่อมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น แต่ต้องพูดอย่างคนมีวุฒิภาวะ ศึกษาให้ดี อย่าใช้อารมณ์
“แต่บุ๋มมองว่ามีความเป็นไปได้ค่ะ เพราะว่าต่างประเทศก็เริ่มทำกันแล้ว เหมือนอย่างฉีดไข่ฝ่อที่บุ๋มเอาเข้ามาในประเทศไทยได้นั่นแหละ ก็คือต่างประเทศทำกันแล้ว แต่หนูก็ต้องเอามายื่นไง ว่าต่างประเทศเขาใช้กฎเกณฑ์ประมาณไหน ทำไมถึงต้องใช้ มันก็ต้องเอามายื่นกัน ไม่ใช่แค่พูด แต่มันต้องเอาหลักฐาน เอาวิจัย เอาสิ่งที่ต่างประเทศทำกันแล้วเขามีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ยังไงถึงจะเปลี่ยนมาใช้ได้อะไรแบบนี้ หนูต้องเอามา มันต้องเอามาคุยกันแบบชัดเจนจริงจังแล้วค่ะ
ถามว่าบ้านเรามีการเริ่มเรื่องนี้บ้างหรือยัง อันนี้ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าบุ๋มไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ บุ๋มอยู่กลุ่มข่มขืนก็คือฉันก็จะอยู่ข่มขืนมาเป็น 10 ปี เพราะว่าเราเชี่ยวชาญและเรารับเคสทางด้านนี้ แต่ถ้าเกิดจะให้เปลี่ยนจากนางสาว ก็ได้ หนูก็ต้องยื่น ให้ทาง สส. เขายื่นกัน แล้วก็ทำคณะกรรมาธิการขึ้นมาเลย ว่าเราจะศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังว่ามันจะมีผลกระทบบวกและลบยังไงบ้าง หรือจะทำประชาพิจารณ์ขึ้นมา มันก็ทำกันได้ไม่มีปัญหา
แต่หมายถึงว่าน้องๆ ทั้งหลายต้องฟังเสียงทั้งผู้ชาย ผู้หญิง ที่เขาอยู่ในสังคมด้วย เพื่อให้เขายอมรับตัวเราด้วย และเราก็ต้องมีการศึกษาจริงจังว่าแล้วต่างประเทศที่เขาเปลี่ยนเนี่ย เขาเปลี่ยนขั้นตอนก่อนจะมาเปลี่ยนเป็นนางสาวได้ เขาทำยังไง มีกลุ่มหมอกลุ่มไหน เพราะว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มเรากลุ่มเดียว อยากเปลี่ยนก็คือเดินไปเปลี่ยนมันไม่ใช่ไง
ในต่างประเทศเขาก็ต้องมีแพลตฟอร์ม ทั้งแพทย์ ทั้งทางด้านกฎหมายเข้ามารองรับ ทุกอย่างมันก็ต้องมีขั้นตอน มีระยะเวลา มี 1 2 3 4 เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าวันนี้ฉันอยากเป็นนางสาว โอเคฉันไปผ่าตัดแปลงเพศ 1 เดือนเปลี่ยนเรียบร้อย แล้ววันนี้ฉันจะเป็นนางสาวเลย ก่อนจะเป็นจุดนั้นมันมีอะไรบ้าง หนูต้องพูดแบบคนมีวุฒิภาวะ และมีการศึกษาเรียนรู้อย่างแท้จริง เขาถึงจะยอมรับฟังเรา อย่าพูดด้วยอารมณ์”


