แม้จะถูกนักวิจารณ์สับเละ แต่ภาพยนตร์สยองขวัญภาคต่อ “Scream 7” กลับสร้างปรากฏการณ์สวนทางเสียงวิจารณ์อย่างชัดเจน ทั้งคะแนนจากผู้ชมและรายได้เปิดตัวที่พุ่งสูง จนกลายเป็นอีกตัวอย่างของคำกล่าวที่ว่า “โลกโซเชียลไม่ใช่โลกความจริง”
“Scream 7” ได้คะแนนจากนักวิจารณ์บน Rotten Tomatoes เพียง 34% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในแฟรนไชส์ แต่คะแนนจากผู้ชมกลับสูงถึง 78% ทิ้งห่างถึง 44% สะท้อนว่าความเห็นของผู้ชมทั่วไปแตกต่างจากนักวิจารณ์อย่างมาก
ด้านรายได้ ภาพยนตร์เปิดตัวในสหรัฐด้วยตัวเลขสูงถึง 64 ล้านดอลลาร์ แซงหน้าภาคก่อนหน้าอย่าง “Scream 6” ที่เปิดตัว 44 ล้านดอลลาร์ และ “Scream” ภาครีบูตปี 2022 ที่เปิด 30 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ทั่วโลกช่วงสุดสัปดาห์แรกแตะ 97 ล้านดอลลาร์ ส่งสัญญาณว่ามีโอกาสทำรายได้รวมสูงกว่าสองภาคก่อนอย่างสบาย
ก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์ถูกคาดว่าจะล้มเหลว หลังเกิดกระแสดราม่ารุนแรงจากการปลดนักแสดงนำ เมลิสซา บาร์เรรา ในปี 2023 จากกรณีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสงครามอิสราเอล–กาซา ส่งผลให้ เจนนา ออร์เตกา ถอนตัวตามไป ทำให้หนังต้องปรับทีมนักแสดงใหม่ และดึงตัวนักแสดงรุ่นเก่าอย่าง เนฟ แคมป์เบลล์ กลับมารับบทเดิม
อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านในโลกออนไลน์ไม่ได้ส่งผลต่อผู้ชมวงกว้างอย่างที่คาดไว้ อีกทั้งภาพยนตร์ยังแทบไม่มีคู่แข่งสำคัญในช่วงเปิดตัว โดยภาพยนตร์ที่ทำรายได้รองลงมาในสุดสัปดาห์เดียวกันคือแอนิเมชัน “GOAT” ที่ทำได้เพียง 12 ล้านดอลลาร์
ด้วยรายได้เปิดตัวที่แข็งแกร่ง “Scream 7” มีโอกาสทุบสถิติรายได้สูงสุดของแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันเป็นของภาคแรกปี 1996 ที่ทำไว้ 173 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก หากกระแสผู้ชมยังคงต่อเนื่อง แม้อาจต้องเผชิญการแข่งขันจากภาพยนตร์ครอบครัวเรื่องใหม่ของดิสนีย์และพิกซาร์ในสัปดาห์ถัดไป


