“ข้าวโพด สมิตินันทน์” เปิดใจมหากาพย์คดี “นานา” ฉ้อโกง อดีตเพื่อนรักได้ประกันตัว เผยหลักฐานแชต 3 รีม-คลิปเสียงพร้อมสู้ 25 พ.ค. ทำใจได้เงินคืนริบหรี่ นัดหน้าพร้อมสบตาในศาล เตรียมจัดเต็มชุดทีมไปสู้คดี ฉะขายบ้าน 69 ล้านสูงเกินจริง อยากขายจริงไหม?
เป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ที่สูญเงินเยอะสุดๆ สำหรับ “ข้าวโพด สมิตินันทน์”กับอดีตเพื่อนรัก “นานา ไรบีนา” และมหากาพย์คดีฉ้อโกง ล่าสุดข้าวโพดได้เปิดใจถึงความคืบหน้าของคดี หลังจากอัยการยื่นฟ้องนานา และ “เวย์ ไทยเทเนียม” ปริญญา อินทชัย เผยความรู้สึกในฐานะผู้เสียหาย ในงาน "UNLOCK BEAUTY SAFE ZONE" เปิดตัวแคมเปญ “Skin, by your design” เผยหลักฐานแน่น “แชต 3 รีม - คลิปเสียง” พร้อมสู้ 25 พ.ค.นี้
“ติดตามข่าวตลอดเวลา ถึงจะพยายามไม่ติดตามก็จะมีคนส่งอะไรมาให้ดูวันละ 800 รอบ มันเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้เลย คุณทนายเป็นทีมงานที่ดูแลข้าวโพดตลอดไม่ว่าจะเป็นข่าวต่างๆ เราก็อยากจะรู้ว่าสังคมภายนอกคิดยังไง ก็ติดตามอยู่ทุกวัน
ส่วนผู้เสียหายจาก 17 เหลือแค่ 11 คน ดีเทลตรงนี้ข้าวโพดไม่ได้ถามคุณทนายเพราะดูแต่ของตัวเอง ข้าวโพดรู้สึกว่าจะมีในส่วนของผู้เสียหายกลายเป็นพยานแทน ก็มีพยานที่เป็นพยานส่วนบุคคลในเคสของพวกเรามีร่วมกว่า 30 ราย นอกจาก 11 คนที่เสียหายจริงๆ”
เคารพศาล นานาได้ประกันตัว
“การที่เขาประกันตัวมันเป็นสิทธิ์ของเขา ถ้าข้าวโพดเป็นจำเลยแบบเขา ก็ต้องขอใช้สิทธิ์ให้เต็มที่อยู่แล้ว ก็เคารพศาลท่านค่ะ ศาลท่านปล่อยไปไม่ฝากขังให้เขาได้ไปทำมาหากิน เตรียมคดีจากข้างนอกก็แสดงว่าศาลท่านเห็นสมควรแล้ว”
สวดอธิษฐานถึงพระเจ้าทุกวัน อยากได้เงินคืน แต่อยากได้ความยุติธรรมมากกว่า
“ในจิตใจของตัวข้าวโพดเองก็สวดมนต์อธิษฐานถึงพระเจ้าทุกวันว่าจะได้เงินคืน แต่ถ้าจะได้แบบเต็มหน่วย ไม่ได้หวังถึงขนาดนั้น ข้าวโพดหวังจากความยุติธรรมเป็นสิ่งสำคัญมาก ตั้งแต่เกิดมาเราจะได้ยินเรื่องพวกนี้บ่อยๆ เรื่องแชร์แม่ชม้อย เป็นเรื่องที่พ่อแม่สอนเราตั้งแต่เด็ก เราไม่รู้ว่ารุ่นเราจะมีอะไรแบบนี้ จนเราได้มาเจอกับตัวเอง มันเป็นอุทาหรณ์ว่าส่วนมากคดีแบบนี้มันจะเกิดขึ้นกับคนที่เราไว้ใจที่สุด กับครอบครัว เพื่อนสนิทหลายๆ ท่าน มันคือภัยที่ใกล้ตัวที่สุดที่มันสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราอาจจะได้เจอในสังคมนี้ มันอยู่ยากขึ้นเรื่อยๆ”
เผยหลักฐานแน่น “แชต 3 รีม - คลิปเสียง” พร้อมสู้ 25 พ.ค.นี้
”ศาลนัดอีกที 25 พ.ค. จะเป็นการดูพยานหลักฐานทั้งหมด ต้องดูว่าจะได้เบิกตัวพวกเราหรือเปล่า คุณทนายพวกเราก็เตรียมตัวเต็มที่อยู่แล้ว เรามีแชต 3 รีม ข้าวโพดกับจำเลยคุยกันเยอะ ข้าวโพดเอาส่งศาลให้กับทีมอัยการ ค่อนข้างจะมีดีเทลเยอะ มีคลิปเสียง เส้นทางการเงิน และอะไรอีกหลายอย่างข้าวโพดคิดว่าหลักฐานของเราพร้อมเหมือนกันค่ะ ทนายข้าวโพดก็เตรียมตัวให้ข้างโพดเต็มที่และเพื่อนๆ”
พร้อมสบตาและยิ้มให้ในศาล ลั่นนานาโทร.หา คุยเรื่องคดีและเยียวยา กำขี้ดีกว่ากำตด
“พร้อมอยู่แล้ว ข้าวโพดพร้อมที่จะสบตาและยิ้มให้อยู่แล้ว เราก็อธิษฐานให้เขาทุกคืนมันจะทำให้เรามีความสุขด้วย แต่ถ้าถามว่าคุยกันได้ไหมคุยค่ะ เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน นานาก็ยังโทร.มา คุยกันได้ค่ะ ส่วนมากจะคุยกันเรื่องของคดี การเยียวยา ข้าวโพดบอกเขาไปว่ากำขี้ดีกว่ากำตด ก็ไม่รู้ว่าแบบนี้เราจะโอเค ก็บอกไปแล้วว่าอะไรที่ได้มาบ้าง เยียวยามาบ้างมันก็ย่อมดีกว่าอะไรที่ไม่ได้เลย ข้าวโพดคิดว่าเขาน่าจะพยายามคุยกับคนอื่นๆ ด้วย น่าจะทั้ง11 ท่าน ซึ่งเขาน่าจะให้ไปไกล่เกลี่ยที่ศาลมากกว่า มันก็แฟร์และเป็นธรรม ส่วนท่านที่เป็นพยาน เป็นผู้เสียหายคนอื่นๆ ที่เขาไม่ได้ไปฟ้องร้อง แจ้งความก็น่าจะได้ถูกการเยียวยาก่อน”
มูลค่าความเสียหาย 174 ล้าน ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้เลย ชี้นานาขายบ้านราคา 69 ล้าน สูงเกินความเป็นจริง ไม่รู้อยากขายจริงไหม
”ดูจากเส้นทางการเงินคร่าวๆ ตอนนี้ มันไม่มีอะไรเป็นหลักประกัน บ้าน ต่างๆ นานา ข้าวโพดก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีทรัพย์สมบัติตรงไหน เอาไปวางไว้ตรงไหน หรือโยกย้ายถ่ายเทอะไรไป เราก็ภาวนาให้พระเจ้าให้ได้มากที่สุด ไม่แน่ใจ ตอบไม่ได้เลย บ้านหลังที่คุณนานาขาย 69 ล้าน ข้าวโพดก็ไปทำการบ้านมา ข้าวโพดคิดว่ามันเป็นราคาที่เกินความเป็นจริง ข้าวโพดไม่แน่ใจว่าที่เขาโพสต์ราคานี้เขาอยากจะขายจริงๆ ไหม เขาคงอยากจะขายจริง แต่ทั้งหมู่บ้านตรงนั้นไม่มีบ้านหลังไหนราคา 69 ล้าน ส่วนมากจะ 40 กว่าล้าน ก็เลยงงตรงที่ว่าราคานั้นมันก็สูงเกินไป เราเตือนเขาแล้วมันอาจจะขายลำบาก เรื่องนี้ก็บอกเขาไปแล้วนะคะว่าราคามันสูงเกินไป เขาก็มีเหตุผลตอบกลับมาว่าทำไมเขาจะต้องคงราคานี้
(นานาเคยเอาคิดจะเอาที่ดินกับบ้านมาจำนอง?) ไม่มี ข้าวโพดคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่บ้านหลังนั้นที่เขาอยู่ปัจจุบันมันจะราคา 69 ล้าน มันเกินไปนิดนึง มันจะขายลำบาก”
โอกาสได้เงินคืน “ริบหรี่”
“สำหรับเราค่อนข้างจะริบหรี่ ส่วนมากคดีแบบนี้ที่ข้าวโพดศึกษาจากคดีเก่าๆจะได้เงินน้อยถึงน้อยมาก ก็ทำใจในส่วนนี้นิดนึง คุณนานาเขามีการโทร.มาบ้าง มีส่งข้อความมาบ้างเพื่อเจรจา แต่ยังเป็นการเจรจาแค่ข้าวโพดกับเขา ไม่ถึงขั้นในฝั่งทนายทั้งสองคน เป็นกิจจะลักษณะ เป็นการไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบ อารมณ์ว่าเราแฮปปี้แบบไหน
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โป๊ะเชะ ข้าวโพดอยู่ในงานอีเวนต์ของเพื่อน มีวิกกี้ (สุนิสา เจทท์) แล้วก็มีอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ด้วย ก็เลยกลายเป็นสี่สายคุยกัน เปิดสปีดเกอร์โฟน ซึ่งตัวข้าวโพดเองก็ไม่กล้ารับเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เผื่อพูดผิดพูดถูกเราก็ต้องระวังตัวตรงนี้นิดนึง
ปกติเมื่อก่อนข้าวโพดคุยกับเขาเยอะ วันละหลายหลายรอบ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนจากสรรพนามกูมึงเป็น ข้าวโพดนะนานานะ แล้วส่วนมากก็จะพูดถึงการเยียวยา ซึ่งตอนนี้ยังไม่ไปถึงจุดที่… เอาอย่างนี้ดีกว่าถ้าไม่มีทนายอยู่ในเหตุการณ์ข้าวโพดยังไม่นับ”
มองรายได้จากไลฟ์ขายของ อาจยังไม่ตอบโจทย์ชดใช้ความเสียหายหลักร้อยล้านแก่ผู้เสียหายทั้ง 11 คนได้หมด
“ข้าวโพดกับวิกกี้ก็ไลฟ์ขายของอยู่ เราก็เป็นคนที่ไลฟ์ขายของอยู่ เรารู้ว่าการไลฟ์ขายของจะได้เงินประมาณไหน แล้วข้าวโพดเห็นนะว่าคุณนานาเขาก็ขยันไลฟ์ขายของอยู่ แล้วก็เป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ ก็สนับสนุนให้เขาทำมาหากินสุจริต อันนั้นถูกแล้ว แต่ว่าอาชีพเขาคือไลฟ์ขายของ มันยังไม่ได้มีความรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นหนึ่งในตอบโจทย์ของพวกเราไม่น่าจะใช่ช่องทางของพวกเรา 11 ท่านที่เสียหาย”
ทุกคนเครียด เยียวยาใจด้วยการให้กำลังใจกัน
“ทุกคนเครียดมาก แต่เชื่อไหมว่าข้าวโพดกับเพื่อนเพื่อนคุยกันตลอดเวลา อย่างน้อยเรามีเพื่อน อย่างน้อยเรามีเพื่อนที่รักกัน ไม่มีเพื่อนนี่น่าสงสารนะคะ แต่เรามีเพื่อนเรามีครอบครัวที่อบอุ่น เรามีสามีที่พึ่งพาได้ เรามีสามีที่ไม่ล้างผลาญ ชีวิตของพวกเรา เรามีสามีที่สนับสนุน ชีวิตพวกเรามีแต่พากันเดินไปในทางที่ดีขึ้นข้าวโพดคิดว่าเราแค่นี้ก็ค่อนข้างที่จะโชคดีกว่าหลายหลายคน ไปหลายเปอร์เซ็นต์แล้ว ข้าวโพดคิดว่าการเยียวยาในทุกวันคือการให้กำลังใจและมีคนดีดี คนนิสัยดีอยู่รอบกาย หวังดีต่อกัน ตั้งแต่ 44 จนไปถึงวันตาย ก็หวังว่าเราจะมีแต่คนจริงใจและคนดีดีอยู่ในชีวิต ทุกคนอยากจะมีแต่คนดีดีในชีวิตที่เป็นเพื่อน
ส่วนถามว่าเป็นห่วงเขาไหม คือพูดจริงๆ นะว่าข้าวโพดไม่ได้มีความสุขทุกวัน มันจะมีวันที่แย่แล้วมันจะมีวันที่ดี แล้วข้าวโพดนึกไม่ออกว่าการที่เราจะต้องมาเป็นโจทก์ แล้วการที่ต้องมาเป็นเขามันก็น่าจะยากกว่าเราหลายเท่า ก็เข้าใจนะคะว่ามันจะต้องดำเนินชีวิตอย่างลำบาก แต่ตอนที่เขาเห็นเขาไลฟ์ เขาก็ดูยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขดี เขาก็อาจจะมีตัวช่วย มีพระธรรมในจิตใจ ก็หวังว่าเขาจะทำในสิ่งที่ดีที่ดีที่สุดเพื่อตัวเขาและลูกของเขา”
หากไม่สามารถชดใช้ได้คงเสียใจ แต่เผื่อใจเป็นบทเรียนราคาแพง เพราะรักและไว้ใจ ทำให้คนฉลาดกลายเป็นคนโง่
“เสียใจ แต่ก็เผื่อใจว่าเป็นบทเรียนที่ราคาแพงที่สุดในชีวิต แต่ตราบใดที่ข้าวโพดยังมีลมหายใจ เราคิดว่าเรายังสาวยังสวยอยู่ เรายังมีมันสมองอยู่ เราก็ทำมาหากินต่อไป เราเคยหามาเราก็หาได้ ก็ถือว่าทำเงินตกน้ำแล้วก็เอาบทเรียนนี้ไปสอนเป็นอุทาหรณ์ให้ลูก ซึ่งข้าวโพดก็สอนอยู่ทุกวันอยู่แล้วในเรื่องนี้ แล้วก็สอนให้เป็นบทเรียนของสังคมว่า บางทีเราไม่ได้ว่าเขาอย่างเดียวนะ เราก็ดูตัวเองด้วย บางทีความโลภ มันก็ทำให้เราหน้ามืดตามัว ปกติข้าวโพดเป็นคนฉลาด แล้วก็ไตร่ตรองในการที่จะใช้เงินทุกบาททุกสตางค์ แต่การที่เรารักและไว้ใจมันทำให้เราจากคนฉลาดก็กลายเป็นคนโง่ได้ มันก็เป็นอุทาหรณ์ในสังคมค่ะ”
ห่วง “เจนสุดา ปานโต” โดนเยอะ คิดถึงเรื่องนี้แล้วจิตตก ต้องนั่งสมาธิบำบัด
“เราก็ได้คุยกับเจนสุดาตลอดเวลา เขาก็คิดว่าแต่ละคนเรามันมีความคิด 11 คนเราที่จับมือกัน แต่ละคนก็มีความคิดใกล้เคียงกัน ก็เพราะว่า 11 คนเรายังไม่ได้รับการเยียวยา แต่ข้าวโพดก็เข้าใจเขา อย่างที่ข้าวโพดได้พูดไปแล้วว่าเราต้องไปไกล่เกลี่ยในศาล ถึงแม้ตอนนี้จะมาไกล่เกลี่ยอะไร มันก็อาจจะไม่เข้าไปในกระบวนการยุติธรรม เขาโพสต์ก็เข้าใจได้
เราก็ไม่อยากจะคิดในแง่ร้ายว่าปลายทางเราไม่ได้เงิน แต่ก็หวังว่าจะได้มาบ้าง ขอให้กลับมาให้ชื่นใจสักครึ่งหนึ่ง หรือเศษสองส่วนสามก็ยังดี ก็หวังว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และข้าวโพดก็เชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม และข้าวโพดก็เชื่อถึงกรรมเวรตรงนี้ด้วยว่า ใครทำอะไรก็ต้องได้อย่างนั้น ถึงทุกอย่างมันช้าแต่ข้าวโพดคิดว่าของข้าวโพดก็ค่อนข้างจะเร็วนะ ข้าวโพดคิดว่ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเราดีแทร็กอยู่แล้วในกระบวนการตรงนี้ และความยุติธรรมมันก็จะต้องเปิดเผย และวันหนึ่งคดีความมันจะยาวขนาดไหนมันก็ต้องมีวันสิ้นสุด ข้าวโพดและเพื่อนเพื่อนก็จะรอวันนั้น
ส่วนจิตใจของเจนสุดา เขาโดนเยอะ เอาเป็นว่าเราคุยกัน มีวันที่เราเฮฮานัดกินข้าวพูดแต่เรื่องดีดี เราจะมีชื่อกลุ่มว่ากรุ๊ปไบร์ททอรี่ แต่มันก็จะมีวันที่ตื่นมาแล้วเศร้า ตื่นมาแล้วนึกถึงวันที่เราต้องมาขายของ ข้าวโพดกับวิกกี้ทำธุรกิจมา 12 ปี กว่าจะขายแต่ละอย่างแต่ละชิ้นได้มันเหนื่อยมาก แล้วเจนเขาสั่งใจทำงานกว่าจะขายเสื้อ พอมานึกถึงเรื่องนี้ก็จิตตกทุกที แล้วมันก็เศร้า เจนก็บำบัดด้วยการเข้านั่งสมาธิ ไปปลูกต้นไม้ ไปทำสปา ส่วนข้าวโพดก็จะนั่งอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล เราก็จะอธิษฐานกับพระเจ้า ก็จะคุยกับเพื่อนเจนสุดา คือมันมีหนทางที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นทุกวันค่ะ”
เผยเห็นคุณค่าคนที่รักมากขึ้นเป็นทวีคูณ เป็นข้อดีแฝงมากับความชั่วร้าย
“เขาพูดบอกเลยว่าเรายังโชคดีที่ยังมีสามีดี มีลูกที่น่ารัก มีเพื่อนที่ดี มีสิ่งดีๆ พร้อมชีวิตเราไปหมด แล้วถือว่าเราโชคดี ถึงแม้ว่าเราจะทุกข์ขนาดไหน แต่เราก็ไม่ได้ทุกข์จนเราจะต้องมาขอความเห็นใจ ทำให้ชีวิตต้องเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยนอยู่แล้วค่ะแต่ว่ามันจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้นจริงๆ จากที่เรามองโลกอาจจะฉาบฉวยแบบเมื่อก่อน แต่ข้าวโพดรักคนแต่ละคนที่หลงเหลือในชีวิตรักเยอะขึ้น โดยเฉพาะคุณสามี เมื่อก่อนจะชอบจิกหัวฮี แต่เดี๋ยวนี้เรารักขึ้น เราเห็นคุณค่าของคนที่เรารักมากขึ้นเป็นทวีคูณ ข้าวโพดคิดว่าอาจจะเป็นข้อดีที่แฝงมากับความชั่วร้ายก็ได้ขอบคุณทุกคนที่เป็นกำลังใจนะคะ เราก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไปนะคะ เราล้มได้ก็ลุกขึ้นได้ หาเงินใหม่”
ศาลนัดครั้งต่อไป อาจแต่งชุดทีมยกแก๊ง เอาให้สะใจไปเลยสวยๆ
“มันเลยค่ะ เราจะตัดชุดทีมเลย จัดให้เจนสุดาทำชุดธีม ไม่รู้ว่าศาลท่านจะเรียกมาพร้อมกันหรือเปล่า ก็อยากจะให้เรียกมาพร้อมกัน มันก็จะคลายความเศร้า เหมือนเอาต์ติ้งนิดหนึ่งเพราะเราอยู่ด้วยกันอยู่แล้วเราไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องกลัว ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เราเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าเราได้จับมือเพื่อนขึ้นศาล แล้วก็จะแต่งหน้าทำผมไปเลย ก็คอยดูแล้วกัน ว่าวันนั้นมันจะมาถึงหรือเปล่า ก็สู้ชีวิตไปเลย ไหนๆ ก็เป็นบทเรียนชีวิตแล้ว ก็สะใจไปเลยสวยๆ”
ซอฟต์กว่าเจนสุดา เพราะมีทนายขัดเกลาจิตใจ
“ก็ใช่ค่ะ ข้าวโพดก็เป็นคนพูดตรงนะ แต่ช่วงนี้ก็มีผู้ใหญ่และทนายหลายหลายคนก็บอกให้ระวังคำพูด ถ้าสมมติว่าไม่มีคุณทนาย มาขัดเกลาจิตใจ ก็อาจจะแย่ไปแล้ว นี่ถูกขัดเกลาไปแล้ว นี่ไม่ได้เป็นตัวเอง 100% ถ้าเป็นตัวเองมันจะน่ากลัวกว่านี้”


