“พีเค ปิยะวัฒน์” หวนคืนจอในรอบ 25 ปี
พร้อมเปิดใจ เคยดิ่งหนักจนมีเสียงในหัวให้โดดตึก ขอบคุณ “มีเรียน”
ที่ดึงกลับมาอีกครั้งจนสภาพจิตใจเต็มร้อยและเรียนรู้ที่จะรักตัวเองมากขึ้น
แต่ยังไม่พร้อมจดทะเบียน ลั่นไม่แตะคนในอดีต หัวใจแข็งแรง เจอหน้าทักได้
ยอมเปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่ออีกครั้งหลังจากที่หายไปนาน สำหรับพิธีกรชื่อดังอย่าง “พีเค ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร”โดยเจ้าตัวได้หวนกลับมาเล่นซีรีส์อีกครั้งในรอบ 25 ปี กับซีรีส์แนวตั้งเรื่อง ม้าลาย 9999 ย้อนเวลามาแก้บน ณ ลานพระพิฆเนศ ยูเนี่ยนมอลล์ ซึ่งพีเคเผยว่าแทบไม่ต้องเคาะสนิมเลย เพราะมีเลือดนักแสดงในตัวอยู่แล้ว
“ที่กลับมารับงานแสดง เพราะว่าสนิทกับพาร์ตเนอร์ของผู้จัด ก็คือคุณปลื้ม มีโอกาสได้เรียนคอร์สด้วยกัน แล้วพอยิ่งคุยก็ยิ่งชอบ และชอบวิชั่นของน้องเขา เขาก็เลยถามว่าพี่พีเคอยากมาเล่นละครสักเรื่องไหม ผมก็บอกว่าเอาเลย ไม่มีปัญหา มันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำมา 25 ปีแล้ว ละครเรื่องแรกที่เคยได้เล่น คือปริศนา กับติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี, เทย่า โรเจอร์ , พอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ ก็เลยคิดว่าก็ดีนะ แล้วบทก็คือเป็นมือขวาของออกัส (วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์)เป็นคนที่พร้อมพลีชีพให้กับออกัส จะเรียกว่าเป็นบอดี้การ์ดก็ได้ครับ
ไม่ต้องเคาะสนิมเลย ไม่รู้ว่าเรามีความเป็นนักแสดงอยู่ในตัวหรือเปล่า แต่สาเหตุที่ไม่ได้รับงานละครหรือหนังหรืออะไรเลยตลอด 25 ปี เพราะเรารู้สึกว่าเวลาเป็นพิธีกร เราได้เป็นตัวเองไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็ตาม ผลิตภัณฑ์ไหนก็ตาม เราได้เป็นตัวเอง แต่ว่าเวลาเป็นละคร เราต้องไปเป็นคาแรกเตอร์ของคนที่เขียนบท เราก็เลยไม่ชอบ แต่ว่าอันนี้ที่รับเพราะว่าปลื้มแล้วก็ทีมงานเขา
ที่ชอบอีกอย่างคือมันถ่ายเร็วมาก ชอบตรงนี้แหละ เพราะต้องให้คุณผู้ชมดูว่าละครแนวตั้ง มันเป็นสิ่งที่ใหม่มากสำหรับเมืองไทย แต่มันเป็นสิ่งที่ทำเงินได้ดีมากที่เมืองจีน ผมในฐานะของดีเจของ EFM เราจะดูข่าวนี้ตลอด แล้วเขาก็บอกเลยว่าละครแนวตั้งที่สามารถดูผ่านมือถือได้ แล้วก็เลื่อนปัดๆ ได้ ดูแบบ 5 นาที 10 นาทีเขาได้กำไรจากนี่เยอะมากกว่าทำทีวี ก็เลยไม่แปลกใจที่ทำไมปลื้มถึงทำ ขอบอกว่าสิ่งเดียวที่ทำไม่ได้ในการอยู่หน้ากล้องหรือว่าเล่นละคร คือร้องไห้ นั่นคือสิ่งเดียวทำไม่ได้ จะบังคับตัวเองให้ร้องไห้ยังไงก็ทำไม่ได้”
บอกงานพิธีกรก็เริ่มกลับมาเหมือนเดิมแล้ว
“ส่วนงานพิธีกรก็กลับมาแล้วครับ ตอนนี้กลับมาเต็มที่ เพิ่งทำงานกับอั้ม (พัชราภา ไชยเชื้อ) กับ นุ่น (วรนุช ภิรมย์ภักดี) เมื่อ 2 วันก่อนนี้ แล้วต้นเดือนหน้าก็เดี๋ยวไปทำงานกับพี่แอน (สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์) ดีใจครับ ดีใจที่มีโอกาสได้กลับมาจับไมค์ เพราะทุกครั้งที่เราได้จับไมค์ เรารู้เลยว่าชีวิตนี้พระเจ้าส่งมาให้ยืนอยู่บนเวที ไม่ว่างานไหนก็ตาม ทุกครั้งที่ผมขึ้นเวทีผมจะแตะบันไดขึ้นเวทีตลอด บอกว่าเรามาแล้วนะ แล้วมันจะให้พลังงานกับเรา แล้วเราก็สามารถขึ้นบนเวทีแบบจัดได้เต็ม ตอนนี้งานก็กลับมาปกติแล้วครับ
สภาพจิตใจก็เต็มร้อยแล้ว อันนี้ต้องขอบคุณคุณแม่ แล้วขอบคุณมีเรียน (สุเดชา อัคเซลการ์ด) มากครับที่ดึงผมกลับมาได้ เพราะตอนนั้นหลุดไปไกลมากแล้ว แล้วก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาทำพิธีกรอีก ถึงแม้ว่าชีวิตส่วนตัวกับความสามารถในการทำงานมันแยกกันนะ แต่เราเข้าใจว่าในสังคมของเราเขาจะมองรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน แต่พอบอกว่ากลับมาแล้วนะ งานก็ติดต่อเข้ามาเยอะมากๆ ขอบคุณมาก เพราะว่าช่วงที่เราไม่อยู่ เราก็มีโอกาสได้ดูน้องๆ รุ่นใหม่ที่เก่ง ที่กล้ามากยิ่งขึ้น สะสมประสบการณ์มากยิ่งขึ้น อย่างน้องแบม (ปีติภัทร คูตระกูล) กล้ามากยิ่งขึ้น จะบอกว่าตอนนี้มีพิธีกรหลายคนที่เรารู้สึกว่า เฮ้ย แม่xอายุเท่ากับเราสมัยก่อน เขาเก่งว่ะ เขาเก่งเลย ชอบ”
บอกที่ได้ไปสัมภาษณ์ในรายการกับ “อั๋น ภูวนาท คุนผลิน” แล้วบอกว่าเคยคิดสั้นเป็นเรื่องจริง
“ใช่ คือถ้าไม่โดนเองจะไม่รู้ เราเคยสัมภาษณ์คนที่เขาบอกว่าเขาดาวน์มากกับชีวิต ในช่วงที่ทุกอย่างถล่มลงมาหมด แล้วเขาก็เคยคิดสั้น เราก็คิดว่าชีวิตนี้มันดีจะตายจะไปคิดสั้นทำไม แต่พอโดนกับตัวเอง แล้วยืนอยู่บนหน้าต่าง แล้วได้ยินเสียงเลย ได้ยินเสียงบอกว่าโดดเถอะมันนุ่ม ได้ยินเลย แล้วลิฟต์มันก็ดังตึ๊ง เปิดประตูพอดี เราก็เลยบอกว่าไม่เอา ก็เลยเดินออก อย่างนั้นเลยจริงๆ ฟังดูปัญญาอ่อนนะ แล้วเราเองก็ไม่เคยเชื่อแต่พอเกิดขึ้นกับตัวเองแล้วมันค่อนข้างจะน่ากลัว ถ้าคุณไม่มีใครดึงไว้ ถ้าผมไม่มีมีเรียน ไม่มีแม่ ไม่มีพี่ชายสองคนและครอบครัว ไม่มีน้องๆ เพื่อนๆ น่ากลัวมากว่ามันจะไปทางไหน
ตอนนี้สภาพจิตใจกลับมา 150 เลย มากกว่าเครื่องดื่มชูกำลังเราอีก (หัวเราะ) จะบอกว่าเรามีโอกาสได้เข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญอย่างหนึ่งบอกคุณผู้ชมเลยนะว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือเริ่มรักตัวเอง เกิดมาแล้วเรารักคนอื่นมาก แต่เราไม่ค่อยรักตัวเอง ผมเป็นหนึ่งคนในนั้นที่ไม่ค่อยรักตัวเอง แต่ ณ ตอนนี้ 2 ปีให้หลัง เรารักตัวเองเต็มที่ เรารักมีเรียน 100% เรารักตัวเอง 100% ครับ”
ไม่ขอพูดถึงคนในอดีต แต่ถ้าเจอกันตามงานก็ทักทายกันได้ปกติ
“ผมจะไม่พูดถึงเรื่องอดีตเลยนะ แต่ผมแค่จะเป็นกำลังใจให้กับคนที่ต้องผ่านจุดตรงนี้ไป ถ้าแค่พูดอย่างนี้คนไม่เข้าใจหรอก แต่ถ้าคนที่กำลังเป็นอยู่ตอนนี้ เขาจะบอกโห พี่พีเค เออว่ะ เป็นอย่างนี้จริงๆ แค่จะบอกทุกคนนะครับว่าให้รักตัวเอง เริ่มที่จะเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง (อยากจะชี้แจงเรื่องที่สัมภาษณ์เกี่ยวกับอดีตคนรักไหม เรื่องเงินอะไรต่างๆ?) ผมขอโทษนะ เรื่องอดีตคนรัก ขอไม่แตะ ขอไม่พูดถึง ขอโทษนะ แต่พอมีข่าวมีเรียนก็ออกมาปกป้องผม อันนี้ขอบคุณเขาครับ เขาเป็นผู้หญิงสวย เป็นนักธุรกิจที่เก่งมาก แล้วเขาไม่เคยสัมผัสจุดนี้ของศิลปินนักแสดงหรือนักข่าว เขาไม่เคยรู้เลย เขาก็เลยมีกำแพงต่อต้านตรงนี้ง่ายๆ เลย คือใครที่ด่า ใครที่ว่า เขาไม่ใส่ใจเลยครับ
แต่ที่เขาออกมาชี้แจงก็เพราะเขารักเรา เพราะเขารู้ว่าผมจะไม่พูดถึงใครในอดีต จะไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไงก็ไม่พูด ตายไปก็ไม่พูด แต่มีเรียนคงรู้สึกว่าถ้าผมไม่พูด เวลามีใครมาว่าผม หนูต้องพูดนะ ผมก็บอกว่าแล้วแต่เลย แต่เดี๋ยวทัวร์ลงนะ แล้วมันก็งจริงๆ แต่เขาไม่ใส่ใจเลย เขาเก่งมากครับ เอาจริงๆ ในชีวิตผมไม่เคยคอนโทรลใคร คนที่คบด้วยไม่เคยคอนโทรล แล้วเราจะให้ๆ เขาตลอดครับ นิสัยเราเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะฉะนั้นเราปล่อยเขาเลยว่าเขาอยากทำอะไร เขาอยากจะทำรายการยูทิวบ์ช่องเขา ทำเลย อยากจะไลฟ์ขายของช่องเขา ทำเลย
ถามว่ารู้สึกยังไงในสิ่งที่เราออกมาพูด แต่คนก็ยังพูดไปโน่นนี่นั่น มันคือสังคมของเราครับ ซึ่งผมเข้าใจ แล้วไม่ว่าเลย ไม่ว่าคนคอมเมนต์ ไม่ว่าคนที่เสพข่าว จะบวกหรือจะลบ ไม่ว่า เราเข้าใจเพราะเราก็อยู่ตรงที่นักข่าวอยู่ตรงนี้ เราเข้าใจเวลาคนโดนอย่างนี้เป็นยังไง แล้วพอวันหนึ่งเราโดนบ้าง เราก็เข้าใจครับ เราไม่ว่า เราแค่จะทำยังไงให้ไปต่อไปได้แค่นั้นเอง ถามว่าถ้าตอนนี้เจอกันตามงานต่างๆ ได้เลยครับ ไม่มีปัญหา คือเราก็หวังให้ทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตเรา ให้เขาไปได้ด้วยดี”
บอกช่วงที่เกิดเรื่อง มีแต่คนปรบมือให้เหมือนเสียงตบยุง
“ก็อยากจะบอกกับคนที่ยังไม่มูฟออนกับเรื่องอดีตของผมว่า 2 ปีแล้วครับ เลิกแล้ว พอเถอะ ไปดูละครเรื่องนี้ ซึ่งชื่อเรื่องอะไรเรายังจำไม่ได้เลย (หัวเราะ) แล้วก็ถ้าเจอกันที่งานอีเวนต์ที่ไหนก็ทักทายก็แล้วกัน สวัสดีได้ครับไม่เป็นไร ซึ่งเดี๋ยวนี้พอขึ้นเวที เราได้เสียงปรบมือจากคนกลับมาแล้ว คือมันจะมีช่วงแย่ๆ เราขึ้นเวทีแล้วมันเสียงเหมือนคนตบยุง แปะ แปะ ทำพิธีกรมาทั้งชีวิตก็ไม่เคยโดนอย่างนี้ ถามว่าเสียใจไหม โดนสิ แล้วผมเป็นคนเซนซิทิฟมาก แล้วผมจะรู้สึกหนักมาก แต่ไม่เคยมาออกสื่อไม่เคยมาบอกใคร ก็โชคดีที่มีเรียนดึงผ่านจากจุดนั้นมาได้ จนตอนนี้เราขึ้นเวทีแล้วทุกคนต้อนรับ ก็โอเค ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทั้งงานไทยหรืองานต่างประเทศ จะทำให้ดีที่สุด
อนาคตจะแต่งงานจดทะเบียนไหม ใจเย็นๆ (หัวเราะ) ทุกวันนี้เราดูแลดีมาก ดูแลเขา ดูแลลูกสาวเขาดีมากอยู่แล้ว คือเราทำตัวเหมือนครอบครัว แต่ว่าเราแค่ไม่ได้เซ็นสัญญาแค่นั้นเองขอเป็นอย่างนี้ไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยๆ คิดแล้วกันว่าอนาคตจะไปทางไหน แต่ตราบใดที่เขาดีกับผม ตราบใดที่ลูกสาวเขาน่ารักกับผมทุกวัน เราก็จะอยู่กันไปแบบนี้ อยากให้ไปดูรายการชาร์จใจสเตชั่น สถานีชาร์จใจ ผมขอบคุณเขาทุกอีพี เขาเป็นโปรดิวเซอร์รายการด้วย แต่งเพลงนี้ให้ตู่ (ภพธร สุนทรญาณกิจ) ร้องให้เราด้วย มีโอกาสไปดูก็แล้วกัน แล้วจะรู้เลยว่าผมจะขอบคุณเขาทุกอีพี”
บอกไม่ขอพูดถึงปัญหาของรายการ The Take Hormones ตอนนี้ แต่อยากให้สองฝ่ายคุยกันดีๆ
“รู้ว่าตอนนี้มีปัญหากันอยู่ใช่ไหม ขออนุญาตไม่แตะตรงเรื่องที่เขาทะเลาะกันอยู่นะ เพราะว่าอีกฝั่งหนึ่งก็เป็นน้องที่สนิท อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นน้องที่สนิท ขอไม่พูด แต่แค่จะบอกว่า The Take Hormones ซีซั่น 2 ที่ผ่านมา ในฐานะพิธีกร คนที่เข้ามาดู แล้วคนที่ซื้อตั๋วเข้ามาดู มากพอๆ กับมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่เคยทำมา แล้วเรารู้สึกว่าเขาทำดี และเขาทำถึง แล้วพอทำเสร็จปุ๊บเขาเดินมาบอกเลยว่าพี่พีเค พิธีกรซีซั่น 3 นะ เราบอกว่าได้ ไม่มีปัญหา ถ้าทีมงานยูเก่งขนาดนี้ คือเก่งจริงๆ นะ ยูเจาะให้คนที่มาในงานนี้ เขาสัมผัสได้ถึงการแข่งขันนี้ เอาเลย จะให้ผมนำเสนอเป็นพิธีกรยังไง บอก เดี๋ยวทำให้
แต่ถามว่าตอนนี้พอมีปัญหาแล้ว ซีซั่น 3 จะเกิดขึ้นไหม อันนี้ผมไม่รู้ ขอให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันได้ด้วยดีก็แล้วกัน เพราะว่าสองฝ่ายตอนนี้ก็มีแบรนด์ที่แข็งแรงทั้งคู่ ผมเป็นแค่พิธีกรขึ้นบนเวที นั่นคือหน้าที่ ทำได้แค่นั้น ขอฝากไปด้วยแล้วกันนะถ้าดูอยู่ ขอให้สองฝ่ายคุยกันได้ด้วยดี ผมว่าทั้งสองคนนี้ ไม่ต้องพูดชื่อนะ สามารถจบได้สวยงามมาก เอาจริงๆ ถ้าคอมบายสิ่งที่สองฝ่ายเขามีมารวมกัน แล้วจัดอาณาจักรอันใหญ่ มันไปไกลมาก เพราะฉะนั้นขอพูดแค่นี้แล้วกันนะครับว่าคุยกันดีๆ เราอยู่เมืองไทย ไม่ได้อยู่เมืองนอก ไม่ต้องห่วงเรื่องปัญหาต่างๆ ของเมืองนอก เราอยู่เมืองไทยครับ เอ็นจอยซึ่งกันและกัน ปลื้มความสามารถของซึ่งกันและกัน แล้วดูว่าเราสามารถจับมือกันได้ยังไง”


