xs
xsm
sm
md
lg

“ทิม พิธา” เล่าชีวิตที่บอสตัน ผันตัวเป็นนักการศึกษา ใช้ชีวิตแบบคนธรรดา สบายแต่ไม่สะดวก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทิม พิธา” ใช้ชีวิตที่บอสตัน ผันตัวเป็นนักการศึกษา ส่งลูกสาว “พิพิม” เข้าโรงเรียนดังอันดับต้นๆ ของอเมริกา ได้สอนลูกในวิชาความเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตแบบคนธรรดา สบายแต่ไม่สะดวก

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ย้ายตัวเองและลูกสาว “พิพิม” ไปใช้ชีวิตอยู่ที่บอสตัน สหรัฐอเมริกา เป็นปีแล้วนั้น เขาไปทำอะไรที่นั่น ในรายการ ซานิเบาได้เบา ทิมได้เล่าว่าที่บอสตัส ตนมีอาชีพเป็นนักการศึกษาอยู่ที่ ที่ Harvard Kennedy School ในสาขาวิชาการเมืองและการปกครอง ตามที่ได้ร่ำเรียนและมีประสบการณ์ตรง

“ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่อเมริกา เดินทางมา 20 กว่าประเทศได้ตามคำเชิญจากผู้คนที่เขาสนใจว่าอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทยบ้าง (ที่อเมริกาไปสอนนักศึกษา?) เขาเรียกว่านักการศึกษา จะอยู่ข้างหลังอาจารย์ ถ้าอาจารย์คนไหนอยากจะสอนเรื่องอะไร แล้วอยากให้ประเทศไทยเป็นเคสสตัสดี้ผมก็จะไปช่วยเขาสอน ก็จะสอนหลายวิชา หลายคนมาก เช่น อาจารย์คนนี้สอนเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น เขาอยากจะรู้ประเทศไทยทุนเทาเป็นยังไง เราก็เอาเคสของเราเข้าไป หรือสอนเกี่ยวกับบริหารการเลือกตั้ง เขาก็อยากจะเห็นว่าก้าวไกลทำยังไง อยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอาเซียน เขาก็อยากจะเห็นว่าในมุมของประเทศไทยเป็นยังไง เราก็เข้าไปสอน เขาจะเรียกผมว่า 29.5 หมายถึงนายกคนที่ 29.5 เพราะโดน สว.กั้นเลยไม่ได้เป็นนายกคนที่ 30 ผมแนะนำตัวกับเขาว่าฉันเป็นอดีตแคนดิเดตนายก ที่ชนะเลือกตั้งแต่โดนตัดสิทธิ์ และถูกแบนอีก 10 ปี

แล้วก็เปิดให้นักศึกษาอยากจะเป็นนักการเมืองในอนาคต มีเวลาคุยกับเรา 20 นาที ในส่วนของวิชาการเมืองและการปกครอง เขาก็จะมาถาม มาพูดคุย ซึ่งผมจบการเมืองการปกครอง และนโยบายสาธารณะมาโดยตรงเลย แต่ในส่วนของการเมืองบ้านเรา ก็จะไม่เหมือนกับฝั่งจะวันตก จะเอามาใช้กันได้ครึ่งๆ เอาวิธีคิดมาใช้เป็นกรอบได้เฉยๆ แล้วเราก็ค่อยเอาประเทศเรา เอาจังหวัดเรามาใส่ สิ่งที่เหมือนกันคือปราศรัย ปาฐกถา เป็นทักษะที่จะต้องฝึกกันตั้งแต่ยังเด็ก ก็จะต้องถูกฝึกกันมาแล้ว 50% ถูกฝึก เช่น การตอบคำถามสื่อ วิธีเลี่ยงคำถามสื่อ มีการสอบที่เราจะต้องไปแสดงเป็นบทบาทสมมติ เข้าไปเคาะประตูห้องประธานาธิบดี เราถือเพลสลิลิสต์เดินตามเขาไป ต้องโชว์ทักษะของเราภายใน 2 นาที ซึ่งทักษะนี้สามารถเอาไปใช้ได้กับงานทุกวงการ”

อยู่บอสตันให้ลูกสาวได้เรียนวิชาความเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตแบบคนธรรดา สบายแต่ไม่สะดวก
“ก็ใช้ชีวิต 2 คนพ่อลูก 1 ปีผ่านไปน้ำหนักผมหายไป 8 กิโล เพราะอยู่ที่โน่นเราใช้ชีวิตแบบสามัญชน เดินเยอะวันละประมาณ 20,000 ก้าว ใช้รถสาธารณะ ขึ้นรถไฟ ซื้อของที่ซุปเปอร์ เดินถือขึ้นห้องเอง ชีวิตที่นั่นสะดวกแต่ไม่สบาย ชีวิตที่เมืองไทยสบายแต่ไม่สะดวก สะดวกคือผมอยู่อพาร์ตเมนต์ลงมาข้างล่าง 50 เมตรก็เจอสถานีรถไฟฟ้า มีสถานีจอดทุกๆ 1 กิโล ทำให้ไปไหนมาไหนไม่ต้องมีรถเป็นของตัวเอง เดินสบาย เมืองปลอดภัย ลูก 5 นาทีถึงโรงเรียน โรงเรียนไม่ได้เริ่มเช้ามาก ไม่ต้องเจอรถติด ทำให้ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง

คำว่าไม่สบายก็คือ… แต่จะว่าไปตอนนี้ก็เริ่มรู้สึกสบายแล้ว เพราะเริ่มชอบล้างจาน ชอบซักผ้าแล้ว เลยถือโอกาสนี้สอนลูก เขาจะต้องช่วยพ่อทำงานบ้าน จัดกระเป๋าของตัวเอง เวลาตากผ้าต้องเอาออกมาสะบัดๆ ก่อนจะได้ไม่ต้องรีด เขาก็ได้วิชามนุษย์ ก็คิดว่าสำคัญ เขาชอบนะครับ คิดว่าอยู่อีกสักปีนึงคงโตขึ้นเยอะ มันเป็นโอกาสที่ดีมากๆ เขาเรียนอยู่โรงเรียนท็อปๆ ของอเมริกา เป็นโรงเรียนที่ดีมากๆ

ก็รีแล็กซ์กว่าที่เมืองไทย อยู่เมืองไทยก็จะมีคนช่วยเยอะ ตื่นแต่เช้า ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่ใกล้แล้วก็ยังนั่งอยู่บนรถ 50 นาที ใช้เวลาเดินทางไปโรงเรียนหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ตอนนี้มองว่าเขาจะไปทางศิลปะ ก็พร้อมซัปพอร์ตทุกทางครับ”