“แหม่ม ธิติมา” ยอมรับ 2 ปีไม่มีงานละคร ยันช่อง 3 ไม่ทิ้งแต่หมดไฟ หาละครตัวเองไม่เจอ เครียดต้องพบจิตแพทย์ คิดหาอาชีพที่สอง ก่อนหวนคืนวงการ ยอมรับการทำงานกับเด็กรุ่นใหม่คือความท้าทายครั้งใหญ่ ลั่นกลัวมาก ยากเพราะคนละเจน แต่พร้อมสู้ต่อ กลัวละครเลือนหายไปเหมือนลิเก ยอมรับเคยน้อยใจแม้กระทั่งลูกตัวเอง
เป็นทั้งนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มากความสามารถและประสบการณ์ และเป็นผู้จัดที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งในวงการบันเทิง สำหรับ “แหม่ม ธิติมา สังขพิทักษ์” แต่หลังจากช่วงโควิดที่ผ่านมา ยาวมาถึงวิกฤตละครที่ทำเอาทั้งผู้จัดและนักแสดงแทบจะทั้งวงการไม่มีงานทำ ล่าสุดแหม่ม ธิติมา หวนคืนงานเบื้องหลังอีกครั้งกับบทบาทใหม่เป็นผู้ควบคุมการผลิตซีรีส์เรื่อง Play Park รักไม่คาดฝัน ทางช่อง 3 ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการทดลองงานใหม่ๆ แต่ยอมรับว่าเครียดไม่น้อยเหมือนกัน
“ตอนนี้เรียกว่าเป็นคนควบคุมการผลิตซีรีส์ค่ะ ถือว่าเป็นงานใหม่ งานทดลองนะคะ คือเราอยู่ในวงการมานาน เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลง เราก็อยากได้คนใหม่ๆ มาลองดูว่าเขาทำอะไรกัน แล้วอยากเข้าถึงด้วยในฐานะที่เราเป็นผู้ผลิต เราก็อยากรู้ว่าคนดูอยากดูอะไร ก็เลยทดลองอันนี้ ก็ขอคุณดิว (ปิ่นกมล มาลีนนท์) แล้วคุณดิวก็มีโปรเจกต์ละครนี้อยู่แล้ว ก็เลยบอกว่าขออนุญาตเข้ามา แล้วก็เอาผู้กำกับที่เป็นวัยรุ่นที่เขาเข้าใจมาทำตรงนี้ เราก็แค่ช่วยดูเรื่องบทเรื่องอะไรค่ะ ส่วนเรื่องโปรดักชั่น เรื่องการถ่ายทำ เรายกให้น้องๆ เขาจัดการกัน ก็เป็นการทดลอง ก็ฝากด้วยนะคะ
พอทุกอย่างมันเปลี่ยนเราก็ตั้งหลักเลยค่ะ คือต้องหยุดตั้งหลัก มันเหมือนโควิดในวงการบันเทิง ทุกอย่างมันหยุดหมด แล้วก็ถามผู้จัดถามใครให้คุณเขี้ยวอะไรยังไงก็ตาม เราไม่รู้ว่าเราทำให้ใครดู แล้วคนดูก็ไม่รู้ว่าฉันจะดูอะไรจากเธอ ก็ตั้งหลักเกือบ 2 ปีที่หยุดไปหลังจากขวัญฤทัยนะคะ ไม่ใช่ว่าช่องปล่อยทิ้งนะคะ ช่องก็ให้โอกาสทำ แต่เราหาเรื่องไม่เจอ หาหัวใจไม่เจอว่าถ้าฉันทำอันนี้แล้วคนจะดูเราไหม เดาทางคนดูไม่ถูก คนดูก็คิดว่าเดาทางเราไม่ถูกเหมือนกันว่าเราจะทำอะไรให้เขาดู ตอนนั้นมันแป้วค่ะ จริงๆ แล้วพวกเราผู้จัดก็คุยกันว่าหรือเราต้องเปลี่ยนอาชีพ คือเริ่มหาอาชีพที่สองกันเลยจริงๆ นะ
แล้วก็อย่างตัวเราอยากกลับไปเล่นละครก็เล่นไม่ได้แล้ว เพราะพอเรามาทำเบื้องหลังมากจังหวะมันไม่ได้ค่ะ แล้วการแสดงเรามันเชย เด็กวัยรุ่นไม่ได้เล่นแบบเรา อาจจะเป็นเพราะเราเห็นงานของเด็กรุ่นใหม่ด้วย แล้วเราไม่เชื่อในเมจิกที่เราเคยทำได้ เดี๋ยวนี้มันก็อยู่ที่ใจเนอะ แล้วอาจจะอยู่เบื้องหลังมานาน ก็ขอโทษด่าเขาไว้เยอะ เอ็ดเด็กเยอะ สอนเด็กเยอะ พอถึงเวลาตัวเองก็หล่นสิ กลัวจะมาตายที่เราเนี่ยแหละ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าหรือว่าเราต้องหยุดอาชีพผู้จัดไปเลย คิดเลยว่าหาอาชีพที่สองดีไหม เราก็อายุประมาณนี้แล้วจะไปทำงานอะไร เราก็อยู่ในวงการมาประมาณเกือบ 40 ปีนะ แล้วก็เพิ่งเลิกเล่นละครไม่ถึง 10 ปี ช่วงที่มันไม่มีงานก็นอนอืดอยู่บ้านเลยค่ะ มีอะไรก็เรียน มีเทกคอร์สอะไรก็นิดๆ หน่อยๆ นะ ทำขนม เย็บปักถักร้อย คือพยายามหาอาชีพให้ตัวเอง แต่มันก็หาไม่ได้”
เครียดถึงขั้นต้องไปพบจิตแพทย์
“ตลอด 2 ปีที่ไม่มีงาน ช่องก็ยังให้โอกาสอยู่ เพียงแต่ว่าเราน่ะหาไม่ได้ แรงบันดาลใจก็หมด บางคนนี่ปรึกษาจิตแพทย์เลยนะ มันเครียด คนเคยทำมาทั้งชีวิต แล้วจะให้ไปทำอย่างอื่นมันนึกไม่ออกค่ะ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงภาวะนั้นอยู่นะ มันก็ยังปอดปอดเหมือนกัน อย่างเรื่องใหม่ที่ทดลองทำดูเนี่ยกลัวมาก เพราะว่ามันมันไม่ใช่อะไรที่เราถนัด แล้วบางอย่างเราตัดทุกโต๊ะไม่ได้ว่าอย่างนี้อย่างงั้น ก็เหมือนเป็นการทดลองใหม่ๆ ที่กลัวนี่ก็เพราะตอนเราดูงานของคนอื่น เราจะมีความรู้สึกว่าตรงนี้บกพร่องหรือเปล่า เราจะวิเคราะห์คิดตลอด เวลาอ่านคอมเมนต์ก็เสียใจ แต่ว่ามันต้องอ่าน บอกทีมงานทุกคนเลยบอกว่ามันเจ็บนะ แต่เราต้องอ่าน เพราะว่าเราจะได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง แล้วเราก็มาแก้ไข ทุกวันนี้ทำงานแบบนี้
แล้วทุกวันนี้ฟีดแบ็กมันเร็วขึ้น ยิ่งน่ากลัวใหญ่เลย บอกเลยกลัว นอนไม่หลับ พอใกล้ๆ จะฉาย ตอนนี้ลุ้นแล้วว่ามันจะยังไง จะอะไรไหม แต่จริงๆ มันไม่มีอะไรหรอก คนดูเวลาเขาไม่สนุก เขาไม่ชอบ เขาก็ด่าตรงๆ แล้วก็ไวด้วย บางทีเรายังชมเลยว่าเขารู้ลึก เขาวิเคราะห์มากกว่าเรา เราก็มีไปพบจิตแพทย์บ้างนิดๆ หน่อยๆ คิดเยอะ พอมันอยู่บ้านคนเดียว นอนดูเกาหลีไป บางวันยังไม่ได้พูดกับใครเลย พอพูดมาเสียงแหบ
แต่ที่เราเลือกไปพบจิตแพทย์เพราะคิดว่าใครจะช่วยแก้ไขให้เราได้ ในเมื่อเราคุยกับเพื่อนๆ ทุกคนก็ตกอยู่ในสถานะเดียวกัน เราก็มาคิดว่าเราเครียดเกินไปหรือเปล่า ก็เลยคุยกับจิตแพทย์ดูสิว่าเป็นยังไง แค่ไปคุยค่ะ แต่ไม่ได้บำบัดหรือทานยาอะไร แค่ไปคุยว่าทำไมไม่ค่อยมีไฟในการทำงานอะไรแบบนี้ ทีนี้ถ้าเราไปปล่อยแล้วจมอยู่ตรงนั้นโดยที่เราไม่รู้สึกตัวมันก็น่ากลัว ก็เลยปรึกษาหมอดีกว่า”
บอกทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ก็มาช่วยเติมไฟให้กัน
“พอกลับมาก็ยังบอกกับเด็กๆ เลยว่ามาคราวนี้มีคู่หูคือพี่หนุ่ม (กฤษณ์ ศุกระมงคล) มาช่วยทำด้วย มันก็ไม่เหมือนตัวคนเดียว อันนี้ก็ยังหันมามองหน้ากันโอเคไหม มันก็รู้สึกว่าไม่เครียดเท่าที่ควร แล้วก็ทำใจยอมรับว่าเราเก่าแล้วนะ งบประมาณที่บอกว่าได้น้อยได้มากเราก็เมเนทมัน แล้วก็ปรับปรุงว่าบทต้องเสร็จก่อนที่จะทำงาน พอได้กลับมากองถ่ายมาเจอเด็กๆ มาเจอลูกน้อง เจอนักแสดงใหม่ๆ ผู้กำกับใหม่ๆ ที่เขามีไฟ เขาก็ช่วยเติมไฟให้เราด้วย ก็ขอบคุณ เราก็ช่วยเติมเต็มให้กันและกัน
เรายังอยากทำอยู่ที่นี่ค่ะ ถามว่ามีถูกชวนบ้างไหม ก็มีค่ะ แต่จะไปไหมก็ไม่แน่ (หัวเราะ) อะไรก็ฉุดเราไม่ได้นอกจากในหลวง แต่เราก็รีเซ็ตว่ารับฟังคนอื่น แล้วเราอย่าไม่กับเด็กๆ ฟังก่อน แล้วพิจารณา ตอนสาวๆ ดิฉันก็ไม่ใช่ย่อยค่ะ ก็ปรี๊ดปร๊าดนะคะ ตอนเป็นวัยรุ่นมันก็มีบ้าง แต่ถามว่าเข้าใจไหม แล้วก็เห็นชัดมากเวลาไดอาล็อกที่มันยาวๆ หรืออย่างคำว่าวงศ์วานว่านเครืออะไรอย่างนี้ เด็กๆ ก็ถามว่ามันแปลว่าอะไรครับพี่แหม่ม ผมไม่พูดได้ไหม ก็บอกว่าได้ หนูไม่พูดก็ได้ แต่หนูเข้าใจคำนี้ไหมว่ามันแปลว่าอะไร แล้วหนูก็เปลี่ยนคำได้ไม่เป็นไร คือละครเรามันไม่ใช่ละครประวัติศาสตร์ มันละครเด็กสมัยใหม่ เพราะฉะนั้นหนูคิดว่าอะไรมันเข้าปากหนู ถามผู้กำกับแล้วก็คุยกันได้
เราเป็นคนเปิดกว้างนะ อย่างอยู่ที่บ้าน อยู่กับครอบครัวกับลูก เราก็เลี้ยงแบบเที่ยวด้วยกัน ไปด้วยกัน แต่ถามว่าปรับตัวกับเด็กรุ่นใหม่ยังไง ก็มี ปรึกษาหมอค่ะ (หัวเราะ) ก็นิดๆ หน่อยๆ พยายามเข้าใจว่าเด็กเจนนี้เขาไม่เหมือนเรา แล้วเขาไม่เหมือนจริงๆ นะ ก็มาคุยกับเพื่อนๆ กับคนที่มีวุฒิภาวะเป็นพ่อแม่แล้วเหมือนเรา เขาก็เข้าใจเหมือนกัน ลูกฉันก็เป็นอย่างนี้ คือลูกเราบางทีเราคุยกับเพื่อนอยู่ นางก็เดินมาเท้าเอวเสียงดัง บอกว่าหนูจะอ่านหนังสือ อ้าว โดนดุเว้ย ไปย้ายที่อะไรอย่างนี้ เขาก็มีจุดของเขา ซึ่งต้องยอมรับค่ะ ไม่งั้นมันอยู่กันไม่ได้ แล้วเราก็ไม่มีความสุขถ้าเราไม่ยอมรับเขา
แต่ถามว่าทำใจยากไหม ยาก บางวันร้องไห้ว่าทำไมลูกแรงกับเราจังเลย แต่ก็เข้าใจ แล้วบางทีประโยคที่เราเคยพูดกับเขา เขาย้อนกลับมา อย่างสมัยก่อนตอนเขาเด็กๆ เวลาเขาถามอะไรเรา เราก็บอกว่าคิดเอง ทำเองลูก เลือกเอง แม่ไม่ได้อยู่กับหนูตลอดชีวิต ส่วนแม่ก็ต้องตาย นั่นแหละประโยคนี้มันก็กลับมา แม่คิดเองทำเองบ้างสิ (หัวเราะ)”
ยังอยากกลับไปทำละครชายหญิงปกติ แต่ต้องหาบทดีๆ
“ถามว่ากดดันไหมพอวันนี้กลับมาทำอีกครั้ง กดดันมาก คือละครที่เราทำที่ผ่านมามันก็ไม่ใช่ว่าพีกหมดเลยหรอก แต่อาจจะเข้าทางคนดูนะคะ ก็ดีใจ แต่อันนี้จริงๆ แล้วเราไม่กล้าคาดหวัง เพราะนักแสดงเขาค่อนข้างใหม่ ทีมงานก็ค่อนข้างใหม่ ผู้กำกับกับเราก็เคยทำงานกันมาแล้วเรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อะไรมากนัก ก็รอฟีดแบ็กอันนี้ แล้วก็รอท่านผู้ชมต่างๆ ให้ช่วยเมตตาเราด้วย ถ้าผิดก็จะถือเป็นบทเรียนนะคะ แต่ถามว่าละครผู้ชายผู้หญิงยังอยากทำไหม ก็ยังคิดว่าตัวเองอยากทำนะ แต่อาจจะไปหาเนื้อเรื่องหรือวิธีการที่มันทันสมัยขึ้น
ถ้าเป็นละครผู้ชายผู้หญิงตอนนี้เขาเรียกละครลูกกวาดคงไม่มีคนดูเท่าไหร่แล้วหรือเปล่า ก็อาจจะต้องมีสาระ มีโจทย์อะไรที่มันเก๋ๆ เพราะช่องบอกว่าเอาเรื่องอะไรที่เวลาเธอประกาศแล้วคนดูว้าว โจทย์ยากมากค่ะคำนี้ ถ้ายุคนี้จะทำละครให้ประสบความสำเร็จสำหรับเรา เราแคร์บทนะ บทที่ดี แล้วเราไม่ได้เก่งคนเดียว เราต้องมีทีมงาน แม้กระทั่งการทำงานของเรา เวลาดูบท เวลาติดต่อผู้กำกับหรือทีมงาน ชอบกันไหม ถ้าไม่ชอบบอก แล้วก็อย่าฝืนทำอะไรที่ไม่ชอบ อย่างเด็กๆ ลูกน้องก็เหมือนกัน แฮปปี้ไหม ถ้าแฮปปี้ก็บอกมา แล้วก็มีคอมเมนต์อะไรไหม ก็บอกมา เสื้อผ้าเราก็บอกว่ามันใส่ได้เหรอ ไม่สวยเลย เด็กๆ เขาก็เข้ามายืนยันว่าพี่แหม่มเดี๋ยวนี้เขาฮิตกันแบบนี้แล้วครับ ก็โอเคจบเข้าใจ ไม่ว่า แต่เราก็จะดูว่าอันไหนถูกกาลเทศะไหม อย่างใส่กางเกงขาสั้นเข้าวัดเราก็อาจจะเตือน แต่ว่าไอ้สวยของเรากับสวยของเขามันไม่เหมือนกันแล้ว คนละยุคกัน”
แอบกลัวว่าละครจะเลือนหายไปเหมือนลิเก
“ถามว่าละครยังไปต่อได้ไหม ไปต่อน่าจะยังได้อยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะยืนยาวไปขนาดไหน เราก็กลัวนะ มันจะถูกปัดไปแบบที่สมัยก่อนมันเป็นลิเกแล้วตอนนี้ลิเกก็เป็นค่อยๆ หายไป แล้วเราจะเป็นแบบนี้ไหม เราจะค่อยๆ หายไปไหม แต่คิดว่ายังมีอยู่ แต่อาจจะน้อยลง เพราะความบันเทิงคนก็คงจะยังอยากดูอยู่
ตอนนี้ก็กลับมามีไฟบ้างไม่มีบ้าง (หัวเราะ) อยากกลับมาเข้ากอง แล้วเด็กๆ ลูกน้องก็น่ารักทุกคน ช่วยกันหางานหาอะไร สู้ใหม่ แต่ไม่ซึมเศร้านะ ไม่อยากเป็นแล้ว ตั้งสติดีๆ ก็อยากฝากละครเรื่องรักไม่คาดฝันนะคะ ช่วยๆ กันดู ชอบไม่ชอบยังไงก็คอมเมนต์กันมา แต่คอมเมนต์เบาๆ นะ ไม่เอารถทัวร์นะ กลัว มาเป็นสองแถวก็พอค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็ขอบคุณสำหรับกำลังใจทุกๆ คนค่ะ”


