การคัดเลือก Bad Bunny ให้เป็นศิลปินเฮดไลน์ใน Super Bowl LX Halftime Show ซึ่งทำได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สำหรับศิลปินละตินเดี่ยว เกิดเสียงตอบรับทั้งชื่นชมและขัดแย้งตั้งแต่เริ่มประกาศตัวเลือกเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่าเป็น “การเลือกที่ไม่เหมาะสม” เพราะเขาแสดงผลงานเป็นส่วนใหญ่ในภาษาสเปน และยังเคยวิพากษ์นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การจัดคอนเสิร์ตทางเลือก “All-American Halftime Show” โดยกลุ่ม Turning Point USA เพื่อดึงดูดผู้ชมอีกฝั่งหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน
ตัวเลขผู้ชมจริงตอกย้ำชัดว่า เวทีพักครึ่งซูเปอร์โบวล์ปีนี้กลายเป็นศึกวัฒนธรรมครั้งใหญ่ โดยการแสดงของ Bad Bunny มีผู้ชมเฉลี่ยทางโทรทัศน์ในสหรัฐสูงถึงประมาณ 128.2 ล้านคน ตามข้อมูลวัดเรตติ้ง Nielsen กลายเป็นหนึ่งในโชว์พักครึ่งที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ตัวเลขดังกล่าวทิ้งห่างคอนเสิร์ตทางเลือก “All-American Halftime Show” ที่จัดโดย Turning Point USA และมี Kid Rock เป็นศิลปินนำ ซึ่งมียอดผู้ชมถ่ายทอดสดบน YouTube ราว 5–6 ล้านคนพร้อมกัน (concurrent viewers) และมียอดรับชมรวมทุกแพลตฟอร์มหลังจบการแสดงประมาณ 21 ล้านวิว
ในปีนี้ Bad Bunny สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะศิลปินละตินเดี่ยวคนแรกที่ได้เป็นเฮดไลน์เนอร์โชว์พักครึ่งซูเปอร์โบวล์ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของ NFL ในการเลือกเขาขึ้นเวทีหลักได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายอนุรักษนิยม เนื่องจากจุดยืนที่ชัดเจนของศิลปินต่อสิทธิของชาวเปอร์โตริโกและผู้อพยพ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับเรียกการเลือกครั้งนี้ว่า “ไร้สาระ”
หลังจากการประกาศรายชื่อศิลปินพักครึ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา Turning Point USA ได้ประกาศจัดคอนเสิร์ตทางเลือกในเวลาใกล้เคียงกัน หวังเป็นพื้นที่สำหรับผู้ชมสายอนุรักษนิยมที่ไม่เห็นด้วยกับการเลือกศิลปินละตินรายนี้
ก่อนหน้านี้ Bad Bunny เคยปฏิเสธการจัดทัวร์ในสหรัฐแผ่นดินใหญ่ เนื่องจากกังวลต่อปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในงานคอนเสิร์ตของเขา และยังเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองของรัฐบาลทรัมป์อย่างเปิดเผย
ในเวทีแกรมมี่ล่าสุด เขากล่าวระหว่างรับรางวัลว่า “ก่อนจะขอบคุณพระเจ้า
ผมขอพูดว่า ICE ออกไป เราไม่ใช่คนป่าเถื่อน ไม่ใช่สัตว์
ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาว เราคือมนุษย์ และเราคือชาวอเมริกัน”
แม้ฝั่งคอนเสิร์ตทางเลือกจะสามารถดึงผู้ชมออนไลน์ได้หลายล้านคน แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขกว่า 128 ล้านผู้ชมของเวทีหลัก ความแตกต่างด้านเรตติ้งถือว่าห่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
บทวิเคราะห์จากสื่อบันเทิงระบุว่า การถ่ายทอดสดของ Turning Point USA เปิดฉากด้วยข้อความโปรโมตสินค้าและเชิญชวนระดมทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแสดงของ Kid Rock แม้จะสร้างบรรยากาศรักชาติ แต่ถูกมองว่าไม่สามารถสร้างโมเมนต์ระดับวัฒนธรรมกระแสหลักได้
ในอีกฟากหนึ่ง โชว์ของ Bad Bunny ถูกยกย่องว่าเป็นการเฉลิมฉลองความหลากหลายของสังคมอเมริกัน ถ่ายทอดภาพแรงงาน ผู้สูงอายุ มิตรภาพ และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์ข้อความวิจารณ์โชว์บน Truth Social หลังจบการแสดง โดยระบุว่า “ไม่มีใครเข้าใจว่าเขาร้องอะไร” ข้อความดังกล่าวยิ่งตอกย้ำความแตกแยกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนผ่านเวทีซูเปอร์โบวล์ในปีนี้
ท้ายที่สุด ตัวเลขผู้ชมกว่า 128 ล้านคน อาจเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า เวทีใดสามารถครองความสนใจของชาวอเมริกันได้ในค่ำคืนแห่งเกมใหญ่แห่งปี


