xs
xsm
sm
md
lg

กรรมไม่ทำงาน? “ครูอ้อย” ชุบตัวไฮโซ สะกดจิตระดับโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ไม่มีเรื่องไหนกลายเป็นกระแส ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ ในโลกออนไลน์ เท่ากับการเผยชีวิตล่าสุด “ครูอ้อย ฐิตินาท ณ พัทลุง” หรือ “ครูอ้อย เข็มทิศชีวิต” จากไลฟ์โค้ชสายปฏิบัติธรรม ผู้สร้างแรงบันดาลใจ กลายไฮโซโมนาโก มหาเศรษฐีซีอีโอแอปฯ สุขภาพจิต Zoul มีมูลค่าทางตลาดระดับ 7 พันล้าน!

จาก “หนี้ 100 ล้าน” สู่ “มหาเศรษฐีโมนาโก”
จากมรสุมหนี้สินมหาศาล สู่การสร้างอาณาจักรความเชื่อ และไปลงเอยที่ชีวิตหรูหราประดุจเจ้าหญิงในดินแดนเศรษฐีอย่างโมนาโก

ชีวิตของครูอ้อยไม่ได้เริ่มจากความสวยหรูเสมอไป หลังจากเรียนจบจากอังกฤษและสูญเสียสามีไปอย่างกะทันหัน ครูอ้อยต้องแบกรับภาระหนี้สินธุรกิจกว่า 100 ล้านบาท ในวัยเพียง 20 ต้นๆ เธอเล่าว่าเธอใช้การจัดการทางเศรษฐศาสตร์ผสมผสานกับการ “จัดระเบียบใจ” จนสามารถล้างหนี้ร้อยล้านได้ภายในเวลาเพียง 2 ปี

ความสำเร็จนี้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ที่กลายเป็นคัมภีร์เปลี่ยนชีวิตของคนไทยในยุคนั้น และสร้างชื่อเสียงให้เธอในฐานะ “ผู้ชี้ทางสว่าง”

จากหนังสือสู่คอร์สสัมมนาที่แพงที่สุดในประเทศ โดยใช้ชื่อเสียงคนดังเกือบครึ่งวงการเป็นใบเบิกทางให้คอร์สเข็มทิศโด่งดัง ดาราหลายคนยอมเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้เพราะความศรัทธา ครูอ้อยเปลี่ยนตัวเองเป็น “ครู” ของเหล่าดารา เซเลบริตี้และนักธุรกิจ การสอนเรื่องมายด์เซ็ต, กฎแรงดึงดูด และการสะกดจิตบำบัด เพื่อดึงดูดความมั่งคั่ง

คอร์สสัมมนามีตั้งแต่หลักสูตรทั่วไปหลักพันบาท ไปจนถึงคอร์ส Exclusive ระดับสูง (เช่น คอร์สปลดล็อกหนี้ หรือคอร์สจัดระเบียบจิต) ที่มีค่าเรียนหลักหลายหมื่นจนถึงหลักแสนบาท บางคอร์สแว่วว่าสูงถึงหลักล้าน เธอเน้นกลุ่มนักธุรกิจและดาราที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการทางลัด ในการจัดการความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในชีวิต การสร้างระบบให้คนเรียนต่อเนื่อง จากระดับพื้นฐานไปสู่ระดับที่ลึกขึ้น

โป๊ะแตก! เข็มทิศชีวิตลอกฝรั่งจนถูกฟ้อง แต่ไม่เป็นข่าว
หลังความโด่งดังของหนังสือเข็มทิศชีวิต สมาชิกเว็บไซต์พันทิปรายหนึ่งได้ตั้งกระทู้แฉ หนังสือเข็มทิศชีวิต เล่ม 1 มีข้อความที่ตรงกับหนังสือ 7 Habits of highly effective people หรือชื่อไทยว่า 7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง เขียนโดย “สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์” โดยหนังสือสเตเฟน ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี 32 หนังสือเข็มทิศชีวิตของครูอ้อย ตีพิมพ์ครั้งแรก ปี 47 เมื่อนำเนื้อหามาเปรียบเทียบ มีความตรงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

น่าเสียดายที่เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้เป็นข่าวใหญ่ เพราะในสมัยนั้นไม่มีสมาร์ทโฟนเหมือนตอนนี้ การฟ้องร้องที่ฝ่ายสตีเฟนเป็นฝ่ายชนะ จึงไม่เป็นข่าวแต่อย่างใด

มรสุมดรามาและข้อกังขาทางสังคม
ชื่อเสียงครูอ้อยเรื่องสั่นคลอน หลังดาราหลายรายขอให้นำภาพตนเองออกจากสื่อประชาสัมพันธ์ของคอร์สเรียน ถูกตั้งคำถามเรื่องการนำหลักธรรมคำสอนมาผสมผสานกับคอร์สสัมมนาที่มีค่าใช้จ่ายสูง คนไทยซึ่งคุ้นเคยกับคำสอนทางศาสนาที่ต้อง “ฟรี” หรือ “เรียบง่าย” แต่ครูอ้อยนำหลักธรรมมาผสมผสานกับคอร์สสัมมนาที่มีราคาสูงมาก การใช้ดารา เซเลบริตี้ และการสร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนลัทธิในบางครั้ง ทำให้คนรู้สึกว่านี่คือการทำธุรกิจบนความทุกข์ของคนมากกว่าการช่วยด้วยใจจริง

“หมออ้อย-กาละแมร์” ยุค “ศิษย์เอก-คู่บุญ” สู่วาทะเด็ด “ให้คิดว่าครูตายไปแล้ว”
ในยุคที่ครูอ้อยรุ่งเรืองที่สุด กาละแมร์คือ “ภาพจำ” สำคัญของลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ กาละแมร์มีคอนโดหรู 100 ล้าน ทำธุรกิจอาหารเสริมจนรวยเหยียบพันล้าน จับมือเดินสายธรรม กาละแมร์เคยออกโรงปกป้องครูอ้อยอย่างหนักในช่วงที่มีดรามาเรื่องลัทธิ และการสะกดจิต โดยเธอยืนยันว่าครูอ้อยไม่ได้ล้างสมอง แต่สอนเรื่องความกตัญญูและการคิดบวก กาละแมร์มักปรากฏตัวในคลิปโปรโมตและงานสัมมนาเสมอ โดยเธอบอกว่า “ยินดีให้ใช้ภาพได้” เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เรียนมีประโยชน์ต่อคนอื่น

สัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่าง กาละแมร์ และ ครูอ้อย มีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวกันระหว่าง “ความเป็นศิษย์-อาจารย์” กับ “เครือข่ายธุรกิจ” แม้กาละแมร์จะเปิดตัวแบรนด์ Power Shot ในฐานะเจ้าของและผู้ก่อตั้งหลัก แต่ในเบื้องหลังนั้น มีจุดที่เชื่อมโยงกับครูอ้อยและเครือข่ายเข็มทิศชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ

ในช่วงที่กาละแมร์เริ่มทำธุรกิจอาหารเสริม (ประมาณปี 2562-2563) เธอให้เครดิตครูอ้อยเสมอว่า "ธุรกิจนี้สำเร็จได้เพราะคำสอนของครู” กาละแมร์ใช้หลักการสั่งจิตและการคิดบวกที่เรียนมาจากครูอ้อยมาใช้ในการผลักดันยอดขาย ในช่วงแรก กลุ่มลูกศิษย์และคนในเครือข่ายเข็มทิศชีวิตคือ “ฐานลูกค้า” ช่วยกันรีวิวและผลักดันสินค้าของกาละแมร์จนเติบโตแบบก้าวกระโดด
แม้จะไม่มีชื่อครูอ้อยเป็น “ผู้ถือหุ้น” ในบริษัทของกาละแมร์ แต่ชาวเน็ตและผู้ติดตามมักมองว่าเป็น “ธุรกิจในเครือข่ายเดียวกัน” ครูอ้อยมักจะปรากฏตัวในสื่อของกาละแมร์เพื่อการันตีคุณภาพสินค้า และกาละแมร์ก็มักจะนำสินค้าไปแจกหรือไปร่วมกิจกรรมในงานสัมมนาของครูอ้อยเสมอ

เมื่อกาละแมร์เจอวิกฤต “รีวิวเกินจริง” (เช่น อ้างว่ากินแล้วดั้งโด่ง หน้ายกกระชับ หรือรักษามะเร็งได้) จนถูกดำเนินคดีในปี 2564 นี่คือจุดที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจและส่วนตัวเริ่มสั่นคลอน ในวันที่กาละแมร์โดนถล่มหนัก ครูอ้อยไม่ได้ออกมาปกป้องในฐานะพาร์ตเนอร์หรือครูเหมือนเคย แต่เลือกที่จะ “เงียบ” เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองไม่ให้จมไปกับดรามาอาหารเสริม

ภายหลังครูอ้อยออกมาโพสต์นัยๆ ว่า การที่ธุรกิจของบางคนพังลง เป็นเพราะ “เลือกวิธีคิดที่ผิด” หรือ “ดำเนินชีวิตผิดทาง” ซึ่งหลายคนโยงว่าหมายถึงกรณีของกาละแมร์

ช่วงต้นปี 2566 กาละแมร์เปิดใจกับสื่อว่าไม่สนิทกับครูอ้อยแล้ว โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่าทัศนคติไม่ตรงกัน และได้เฟดตัวออกมาใช้ชีวิตของตัวเอง ครูอ้อยฟาดกลับทันที ลั่นเป็นคนบอกกาละแมร์เองว่า “ให้คิดว่าครูตายไปแล้ว” เมื่อศีลไม่เสมอกันหรือเลือกเดินคนละทาง ก็ขอให้จบกันเพียงเท่านี้ ย้ำไม่ได้ทวงบุญคุณใคร แต่ตอนที่อยู่ด้วยกันทุกคนล้วนมั่งคั่ง

“ครูอ้อย - ครูเงาะ” การปะทะกันของตัวแม่ไลฟ์โค้ชสายมายด์เซ็ต
หากคู่ของ กาละแมร์ คือ “ศิษย์เอกสายดารา” คู่ของ ครูอ้อย กับ “ครูเงาะ รสสุคนธ์ กองเกตุ” ก็คือการปะทะกันของ ตัวแม่สายมายด์เซ็ตที่สั่นสะเทือนวงการไลฟ์โค้ช เพราะทั้งคู่ต่างเป็นครูที่มีลูกศิษย์ทั่วบ้านทั่วเมือง ปมขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเลิกคบ แต่รุนแรงถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดี
 
ครูเงาะเคยเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดและเป็นหนึ่งในวิทยากรในคอร์สของครูอ้อย ปี 2560 ครูเงาะออกมาเคลื่อนไหวขอให้ทางเพจ “เข็มทิศชีวิต” นำภาพและวิดีโอของเธอออกจากการประชาสัมพันธ์คอร์สเรียน โดยระบุว่าเธอไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเรียนที่นั่นนานแล้ว และไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่าเธอยังสนับสนุนแนวทางนั้นอยู่

เรื่องบานปลายเมื่อครูอ้อยเข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม โดยอ้างว่ามีขบวนการส่งอีเมลลึกลับมาข่มขู่กรรโชกทรัพย์เป็นเงินจำนวน 11 ล้านบาท มีการกล่าวหาว่าครูเงาะและพวกอยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ เพื่อทำลายชื่อเสียงครูอ้อย

ครูเงาะโต้กลับ “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว” ระบุว่าทัศนคติการสอนของเธอและครูอ้อย “เดินไปคนละทาง” ครูอ้อยฟาด เธอเป็นครูบาอาจารย์ที่ครูเงาะก้มกราบ ร้องห่มร้องไห้ บอกว่าชีวิตเปลี่ยนได้ เลิกดูถูกพ่อแม่ เมื่อก่อนเคยเช่าห้องเดือนละ 7,500 ตอนนี้มีบ้าน 40 ล้านเพราะครูอ้อย สัมพันธ์ทั้งคู่สะบั้น

“ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด” ความเจ็บปวดและเงิน 100 ล้าน
ตุ๊ยตุ่ยถือเป็นลูกศิษย์ที่รักและศรัทธาครูอ้อยมากที่สุดคนหนึ่งถึงขั้นเรียก “แม่” ในอดีตตุ๊ยตุ่ยคือหน้าตาของเข็มทิศชีวิต เธอไปปรากฏตัวในทุกสัมมนา ร้องไห้ ซาบซึ้ง และประกาศว่าชีวิตดีขึ้นเพราะครูอ้อย ตอนนั้นศรัทธามาก ใครพูดจาไม่ดีถึงครูอ้อยเธอจะออกหน้าสู้ตายแทนทันที เธอทำตามคำสอนทุกอย่าง รวมถึงการนำเงินไปลงทุนหรือทำธุรกิจตามคำแนะนำในกลุ่มเครือข่ายความเชื่อนั้น

ตุ๊ยตุ่ยออกมาเปิดใจในรายการแฉ และสื่อต่างๆ ในช่วงปี 2566 ทั้งน้ำตา ว่าเธอได้เฟดตัวออกมานานแล้วหลังจากพบความจริงที่เจ็บปวด สูญเงินร้อยล้าน สูญเสียเงินที่สะสมมาทั้งชีวิตจากการทำธุรกิจและการลงทุนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ยังคลุกคลีอยู่ในลัทธิความเชื่อนั้น จนถึงขั้น “ไม่มีเงินเหลือติดบัญชี” ซ้ำเป็นหนี้อีก 50 ล้าน เมื่อเธอเริ่มตั้งคำถาม หรือเริ่มไม่มีเงิน/ไม่มีประโยชน์ต่อกลุ่ม เธอกลับถูกคนในกลุ่มแสดงท่าทีเปลี่ยนไป และถูกทำให้รู้สึกว่า “ถ้าเธอชีวิตแย่ลง เป็นเพราะเธอคิดไม่ดีเอง” ในช่วงนั้นตุ๊ยตุ่ยเสียเพื่อน เสียสังคม และเสียความเป็นตัวเอง เพราะต้องอยู่ในกรอบความคิดที่ถูกวางไว้

ครูอ้อยไม่ได้นิ่งเฉย เธอตอบโต้ทันที “ตอนรวยไม่เห็นพูด” แหกกลับตุ๊ยตุ่ยไม่เคยให้เงิน แล้วยังอยู่ฟรี กินฟรี เรียนฟรี พร้อมขอหลักฐานว่ามีเงิน 100 ล้านตอนไหน ส่วนหนี้ 50 ล้าน ก็ไม่เกี่ยวกับตัวเอง เพราะเจ้าตัวไปซื้อคอนโดที่สาทร 40 ล้าน และ ปี 60 ตนเป็นขอเลิกคบเอง มีแต่ให้ไม่เคยรับ

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คน มีจุดร่วมกัน ที่น่าสนใจ คือ การสร้างสภาวะ “โลกใบนี้มีแค่เรา” ทุกคนพูดตรงกันว่า เมื่อเข้าไปอยู่ในจุดนั้น จะรู้สึกเหมือนได้เจอ “บ้าน” หรือ “ครอบครัวที่แท้จริง” จะมีการยกย่องกลุ่มคนที่เชื่อเหมือนกันว่าเป็น “คนมีปัญญา” ส่วนคนข้างนอกที่ไม่เข้าใจคือ “คนลบ” ทำให้ศิษย์หลายคนยอมตัดขาดจากเพื่อนเก่า หรือแม้แต่คนในครอบครัวที่ไม่เห็นด้วย เพื่อมาทุ่มเทให้กลุ่มนี้กลุ่มเดียว

มีความเชื่อที่ถูกปลูกฝังว่า ความสำเร็จและเงินทองที่ได้มา เกิดจาก “บารมีครู” เมื่อชีวิตเริ่มดีขึ้น ครูจะย้ำเสมอว่า “จำได้ไหมว่าใครช่วยเธอไว้ในวันที่เธอลำบาก” ทำให้ศิษย์รู้สึกว่าต้องกตัญญูตลอดไป ยอมทำงานให้ฟรี ยอมให้ใช้ชื่อเสียงโปรโมตคอร์ส หรือยอมบริจาคเงินจำนวนมากเพื่อต่อบุญ

“พ่อเลี้ยงเจ” ผู้กระชากหน้ากาก!
“พ่อเลี้ยงเจจากดาวอังคาร” เป็นคนแรกๆ ที่เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของครูอ้อย พ่อเลี้ยงเจได้ออกมาเล่าเรื่องราวสมัยที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ได้ทำโครงการเชิญวิทยากรมาบรรยายธรรม ติดต่อครูอ้อย และโดนถามว่ามีคนฟังกี่คน ไม่ถึง 50 คนไม่มา เพราะเสียเวลา ทำแม่ถึงกับอึ้ง

ต่อมาครูอ้อยทะเลาะกับ “พอจ ปราโมชย์” เครือข่ายพวกไฮโซปฏิบัติธรรม ก็มาล็อบบี้แม่ว่าอย่าไปเชิญพอจมาบรรยาย สื่อเครือผู้จัดการอย่าไปลง พ่อเลี้ยงเจส่งนักข่าวไปเข้าคอร์ส เขียนข่าวออกมาเปิดโปง “เข็มทิศเป็นพิษ” จนถูกครูอ้อยฟ้องหมิ่นประมาทฯ และละเมิด เรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน แต่สุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้องจนครูอ้อยหงายเงิบ พร้อมนำคำพิพากษาแบบละเอียดยิบๆ มาให้อ่านเปิดโลก คนตาสว่างกันทั้งเมือง

นอกจากนี้พ่อเลี้ยงเจยังเผยอีกว่าในยุคที่ครูอ้อยขายอาหารเสริมร่วมกับกาละแมร์ รู้ตัวว่าจะเป็นข่าวฉาว รีบแจ้นมาขอผู้ใหญ่ให้เอ็นดู เลยสั่งให้ลงข่าวสั่งสอน เป็นที่มาแตกหักกับ “กาละแมร์”

รีแบรนด์ใหม่สู่ระดับอินเตอร์ “ไฮโซโมนาโก”
ก่อนที่ครูอ้อยจะหายไปจากหน้าสื่อ เจ้าตัวเคยออกมาร่ำไห้ ประกาศพอแล้วเหนื่อยแล้วกับประเทศนี้ ครูอ้อยหายไปจากหน้าสื่อเมืองไทย ก่อนกลับมาอย่างฮือฮา รีแบรนด์ตัวเองใหม่สู่ระดับอินเตอร์ ปรับลุคใหม่จนจำแทบไม่ได้ พร้อมเปิดเผยข้อมูลรายได้ที่ทำให้หลายคนต้องตกตะลึง ปัจจุบันเธอเป็นผู้ก่อตั้งแอปฯ ด้านสุขภาพจิต ซึ่งเน้นตลาดระดับ Luxury ทั่วโลก โดยมีการระบุว่ามูลค่าบริษัท พุ่งสูงถึง 7,700 ล้านบาท จากการระดมทุนของกองทุนต่างชาติ
 
ยังคงรักษาสถานะนักลงทุนรายใหญ่ โดยเน้นการจัดสรรสินทรัพย์ในหุ้นต่างประเทศและสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสร้างรายได้แบบมหาศาลจนทำให้เธอสามารถใช้ชีวิตหรูหราในโมนาโกได้โดยไม่ต้องเปิดคอร์สสอนเหมือนเดิม
 
รายได้ของครูอ้อยไม่ได้มาจาก “กระเป๋าคนไทย” ผ่านคอร์สสัมมนาเป็นหลักเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อนแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นการทำกำไรจาก ตลาดทุนโลก และ เทคโนโลยีสุขภาพจิต ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ลูกค้ากระเป๋าหนักทั่วโลกยอมจ่ายเพื่อ “ความสงบทางใจ”

ครูอ้อยมักนำเสนอภาพของ “ซาร่า” มหาเศรษฐีสาวในต่างประเทศอยู่เคียงข้าง จิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเธอ ซาร่าทำหน้าที่เป็นใบเบิกทางให้ครูอ้อยในตลาดโลก ได้ภาพลักษณ์มหาเศรษฐีระดับโลก มีคอนเนกชั่นที่ทำให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมชั้นสูงในยุโรป

ในขณะที่คนไทยบางส่วนด่าครูอ้อยว่า “ลวงโลก” มองครูอ้อยเล่าเรื่องเดิม แค่เปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ให้ยิ่งใหญ่กว่า แม้รูปลักษณ์ใหม่ แต่เนื้อหาเดิม เหมือนที่เคยทำกับคนไทย!





















กำลังโหลดความคิดเห็น