xs
xsm
sm
md
lg

“ทราย เจริญปุระ“ เล่าชีวิตสุดพีกทำงานตั้งแต่อายุ 13 ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน รู้ตัวอีกทีแทบไม่เหลืออะไรเลย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทราย เจริญปุระ” แชร์ประสบการณ์อย่ารอให้พ่อแม่กลายเป็นไร้ความสามารถแล้วค่อยเคลียร์ธุรกรรม ยกมือไหว้ถือว่าขอผู้ใหญ่ทั้งหลายหากยังมีสติรู้ตัวบอกทรัพย์สินกับลูกหลานทั้งหมด จะได้ไม่วุ่ยวายภายหลัง ส่วนตนพีกสุดหลังจากแม่เสียชีวิตจึงมารู้เงินที่หามาทั้งชีวิตตั้งแต่อายุ 13 ปีแทบไม่เหลือเลย

ในรายการมยุราหาเรื่องเม้าท์ ได้เชิญนักแสดงมากความสามารถ “ทราย เจริญปุระ” ในอีพีที่มีชื่อว่า ทราย เจริญปุระ ทำงานมาทั้งชีวิต ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน รู้ตัวอีกที... เงินแทบไม่ เหลือ !!! โดยทรายได้มาเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กของตัวเองที่ทำงานมาตั้งแต่อายุ 13 แต่ไม่เคยได้จัดสรรเงินตัวเองที่หามาได้ รวมไปถึงความวุ่นวาย เมื่อแม่ไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินได้อีกต่อไป พอจะได้ดูแลเงินตัวเอง ก็พบว่าเงินที่หามาทั้งชีวิตแทบไม่เหลือเลย

“ทรายทำงานตั้งแต่อายุ 13-14 ปี เวลาทำงานได้เงินมาแม่ก็จะดูแลทั้งหมด ทรายมีแม่เป็นผู้จัดการ คอยดูแลคิวมาตั้งแต่เข้าวงการเลย ทรายจะไม่รู้เลยว่ามีงานอะไรยังไงบ้าง ในแต่ละวันแม่จะเป็นคนโทร.มาบอกว่าวันนี้ไปงานนี้นะ พรุ่งนี้ไปตรงนี้นะ เราไม่เคยรู้ว่าเราทำงานได้เงินเท่าไหร่ยังไง มีเงินอยู่เท่าไหร่ รู้แค่ว่าวันไหนเราต้องไปทำอะไร เป็นวันต่อวัน

คุณแม่เป็นคนเก็บเงิน จัดสรรเงินให้ทั้งหมด ถามว่ามีเงินเก็บมากมายไหมทำงานมาตั้งแต่เด็ก เคยถามแม่ แม่บอกไม่ต้องรู้ ไม่อยากให้รู้เราก็ไม่ไปรู้ มันก็ไม่ได้มากเท่าที่เราทำงานไปหรอกคะ ระหว่างทางมันก็มีการใช้จ่ายเพียงแต่ทรายไม่เคยรู้ยอด เวลาอยากจะใช้จ่ายอะไร ขอแม่ แม่ไม่เคยให้ พอโตหน่อยแม่ก็เริ่มให้เป็นเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาทรวมทุกอย่างแล้ว ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่านั่นค่านี่ ห้ามขอเพิ่ม แม่บอกว่าเรียนจบปริญญาตรี เงินเดือนของคนทำงานแรก ก็คือ 20,000 บาท อยู่ที่เท่านี้แหละ

ตอนนั้นก็เศร้านะ เราเป็นเด็กผู้หญิง บางทีก็อยากได้ของจุกจิก บางทีไปกองถ่ายเห็นเขาสะพายกระเป๋าสวยจัง ก็อยากจะได้ บางทีก็อยากจะได้ชุดในกองถ่าย เราใส่แล้วรู้สึกชอบ อยากจะซื้อต่อ แม่ก็จะบอกว่าก็มีแล้วไม่ต้องหรอก ใส่ของฉัน ทรายก็คือจะได้ใส่เสื้อของแม่แทน ทรายขี้เกียจเถียง เพราะรู้สึกเหนื่อย เราทำงานมาก็เหนื่อยอยู่แล้ว แม่เราไม่เหมือนแม่คนอื่น

ด้วยความที่แม่ทรายเป็นโรคซึมเศร้า เราไม่อยากไปเพิ่มเรื่อง เพราะมันจะไม่จบ กลายเป็นว่าเหมือนเราโดนฝึกมาตั้งแต่เด็กว่าเราจะไม่เอาความทุกข์หรือเรื่องราวที่เราหนักใจไปถึงกอง เพราะบรรยากาศกองมันจะเสีย ถ้ามีเรื่องกับแม่แล้วจบไม่ลง เรื่องมันจะไปถึงกองไง ก็ไม่อยากให้แม่โทร.ไปวีนกอง ก็เลือกจบที่เราดีกว่า”

แชร์ประสบการณ์วุ่นวายพ่อแม่ป่วยด้วยโรคทางสมอง ควรบอกลูกหลานให้รับทราบว่ามีอะไรตรงไหนบ้าง
“เป็นเรื่องที่ยุ่งที่สุดเลยค่ะ (ยกมือไหว้) หนูขอทุกคนเลยนะคะที่เก็บเงินเองไม่ให้ลูกหลานรู้ไม่ให้อะไรเลย บอกเขาเถอะ บอกเขาหน่อยว่าคุณมีอะไรอยู่บ้าง มันเป็นเรื่องยุ่งมหาศาลกับการทำเอกสาร ทุกวันนี้ทรายยังรู้ไม่หมดเลย ยังมีจดหมายจากแบงก์เป็นชื่อแม่ทรายมาที่บ้านอยู่เลย ทรายยังเคลียร์ไม่จบไม่สิ้นเพราะไม่รู้ว่าแม่มีอะไรอยู่บ้าง

คือตอนนั้นทรายไม่ได้คิดเลย ตัวแม่เองเขาก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นโรคทางสมองแล้วมันจะมีผลต่อการจัดการการเงิน ดีว่าทรายเคยมีประสบการณ์อยู่บ้างตอนพ่อ ว่าถึงจุดนึงเขาจะทำธุรกรรมอะไรไม่ได้เลยนะแต่อยู่ๆ จะไปขอให้แม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถก็ไม่ได้อีก มันจะดรามาขึ้นมาอีก ทำได้แค่ไปบอกที่แบงก์ว่าช่วยหยุดขายอะไรให้แม่ เพราะแม่เขาไม่มีสติแล้ว

เงินมันควรจะอยู่ที่เราบ้าง ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม แต่เรื่องพ่อแม่มันเป็นเรื่องที่พูดยากมาก จะปรึกษาใครก็บอก นี่แม่ เราไปคิดอะไรกับแม่แบบนั้น คิดไม่ดี เขาดูแลเรามาทั้งชีวิต แล้วแม่ทรายก็ดรามาเก่งมากด้วย ตอนนั้นก็คือเขาบอกว่าลูกกีดกัน ไม่ให้นั่นนี่ คือเขาป่วย ทรายรู้ดี แต่คนอื่นเขาไม่ได้มารู้เหมือนเรา ก็วุ่นวายมหาศาลจนแม่เสีย”

พีกสุดหลังจากแม่เสียชีวิตว่ามารู้เงินที่หามาทั้งชีวิตแทบไม่เหลือเลย
“หลังแม่เสีย เราก็คิดว่าเอาละ เราจะได้รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างของเราเอามาดูแลว่ามีอะไร เท่าไหร่ โอ้…เงินไม่เหลือเลย คือเงินเหลือน้อยมาก มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีมากกว่าเงินเดือนทรายไม่เท่าไหร่เลย ที่พีกกว่าคือ แม่เสียปี 62 ปี 63 คือโควิด ไม่มีงานเลย ตอนนั้นทรายเลือกจะขายทุกอย่างที่ทรายมี ขายรถ ขายกระเป๋าแม่ ขายทุกอย่างให้เราใช้ชีวิตได้ ชีวิตทรายตอนนี้เรียกว่าลงตัวแล้ว กับโรคซึมเศร้าทรายก็หยุดยามา 5 ปีแล้ว”











กำลังโหลดความคิดเห็น