“บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์” ชนะคดีที่ดิน “แพรวพราว แสงทอง” ศาลสั่งย้ายออกทันที หลั่งน้ำตาแห่งชัยชนะ ขอเดินหน้าสู้ต่อเรื่องลูก ลั่นลูกต้องอยู่กับพ่อเท่านั้น
แม้จะเลิกรากันไปนานแล้ว แต่เรื่องคดีความก็ยังไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะประเด็นฟ้องร้องกันเรื่องที่ดิน ที่จ.ยโสธร ระหว่าง “แพรวพราว แสงทอง” ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง “บิ๊ก ธิติวุฒิ” หรือ “บิ๊ก ผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์”โดยเมื่อวานนี้ (30 ม.ค.69) ศาลตัดสินให้บิ๊กเป็นฝ่ายชนะคดี พร้อมมีคำสั่งให้แพรวพราวออกจากที่ดินที่มีข้อพิพาท ขนย้ายทรัพย์สินออกภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบิ๊กยืนยันว่าที่ดินผืนนี้ตนเป็นคนซื้อและมีสิทธิ์ในที่ดินมาตั้งแต่ต้นถูกต้องตามกฎหมาย
ขณะที่ก่อนศาลตัดสิน แพรวพราวได้โพสต์ว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็จะเคารพการตัดสินของศาล ถ้าแพ้ก็จะไม่อุทธรณ์ เพราะเหนื่อยมามากแล้ว จะไม่มีการยืดเยื้ออะไรต่อ อยากให้มันจบ จะได้ใช้ชีวิตกันต่อ
ภายหลังได้ฟังคำตัดสินของศาล แพรวพราวได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียล ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยระบุว่า “หนูทำเต็มที่แล้ว... ไม่โทษใคร โทษตัวเราเอง บทเรียนครั้งนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต”
ขณะที่บิ๊ก ได้ขอบคุณที่ฟ้ามีตา พร้อมทั้งไลฟ์สดเปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า เผยว่าศาลพิพากษาแล้วยกฟ้องโจทก์ โจทก์คือเขาที่ฟ้องเรามา เราคือคนโดนฟ้อง แต่เราคือเจ้าของที่ เราชนะคดี และขับไล่โจทก์และบริวารออกจากพื้นที่ ส่งมอบโฉนดคืนให้เรา และให้เราชำระเงินให้โจทก์ตามราคาสภาพบ้าน ไม่ให้รื้อบ้าน ให้จ่ายเงินแทน ถ้าเราเอารัดเอาเปรียบใครคงไม่มีทุกวันนี้
“ตั้งแต่มีการซื้อขาย มันเป็นชื่อที่ถูกกฎหมายตั้งแต่แรก แล้วผมไม่เคยไปฟ้องใครเขาเลย เงินที่ไม่รู้กี่ร้อยล้านที่หามาด้วยกัน ขอ 10 ล้านมาตั้งตัวเขาก็ไม่ให้ เขาบอกว่าให้ไปฟ้องศาลเอา ก็ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ซีเรียส ไม่เอาก็ได้ ก็ไม่เป็นไร หาใหม่ และไม่คิดจะฟ้อง
จากนั้นช่วงปลาย พ.ค. ก็ได้ประกาศขายและขอให้ทุกคนออกจากบ้านหลังนั้น ทั้งแดนเซอร์และนักร้องออกไปให้หมด เพราะมันเป็นอาณาจักรของผม ภายใต้โฉนดของชื่อผู้ใหญ่บ้านฟินแลนด์ ซึ่งตอนที่ประกาศขายไม่ได้ขับไล่ แค่บอกให้เขาออกจากพื้นที่ไปแบบดีๆ เขาก็ไม่ออก เขาเอาป้ายมาปักว่า ห้ามใครมายุ่งกับพื้นที่เขา และทีนี้เขาก็มาฟ้องผมเอง ซึ่งผมไม่เคยไปฟ้องใครเลย ซึ่งถ้าตามภาษาบ้านๆ ก็คือ ผมชนะ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
ในวันนี้ถามว่าผมดีใจไหม ผมไม่ดีใจ แต่ผมต้องปกป้องสิทธิ์ผม ผมไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร แต่ในเมื่อเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มันก็ต้องแลกกันคนละหมัด
ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ คือเขาแพ้คดี และให้จำเลยขับไล่โจทก์และบุคลากร สิ่งก่อสร้างต่างๆ ออกจากพื้นที่ดินของจำเลย ภายในเวลาที่กำหนด และให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้กับจำเลยซึ่งก็คือผม และตัวผม ต้องชำระเงินให้กับคนที่ฟ้องในราคาตามสภาพ ไม่ให้รื้อบ้าน แต่ให้จ่ายเงินแทน และในวันนี้มีเจ้าของพร้อมซื้อบ้านและที่ดินเรียบร้อยแล้ว เบื้องต้นตีมูลค่า 50 ล้าน
ที่ผ่านมาต้องกล้ำกลืนฝืนทน ต้องทนเห็นอะไรมานานแล้ว และผมไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใคร ถ้าทำอย่างนั้นจริง คงไม่ได้มีอย่างทุกวันนี้ เอาเปรียบผมไปเท่าไหร่ โกงผมไปเท่าไหร่ ได้คืนมาหมดแล้ว เพราะว่าฟ้ามีตา”
นอกจากนี้บิ๊กได้ร้องไห้ด้วยความอัดอั้น ระบุว่า “1 ปีที่ผ่านมา สู้มาหนักมาก เจอเรื่องมาหนักมาก กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ กว่าจะมีรถ มีบ้าน มีทุกอย่างที่เสียไป วันที่ทะเลาะกับเพื่อน ขอแค่ 10 ล้าน แต่เพื่อนไม่ให้ บอกให้ไปฟ้องศาลเอา ผมเจ็บจี๊ดในหัวใจ ผมเลยแข็งแกร่งอย่างทุกวันนี้ ทำไมถึงทำกับฉันได้ ฉันขี่รถไปกราบเท้าเวสสุวรรณ ไปขอบารมีท่าน ขอให้ปู่ดลบันดาล ขอให้ข้าพเจ้าได้ใหม่เยอะกว่าเดิม ถ้าไม่โกงใคร ทุกวันนี้ทุกอย่างคือคำตอบ
สังคมมีตา ทุกอย่างเริ่มต้นจากต้นเหตุถึงมีปลายเหตุ ไม่มีต้นเหตุ ไม่มีปลายเหตุเกิดขึ้น 200 บาท เพื่อนกินอิ่มหนำสำราญ แต่ดิฉันดิ้นรนทำมาหากินปีนึง พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า 1 ปีที่ผ่านมาเจออะไรมาบ้าง ร้องไห้ภูมิใจ 1 ปีที่ผ่านมาทำค่ายหนักมาก สู้หนักมา กว่าจะมีรถ มีบ้าน มีทุกอย่างที่เสียไป (ร้องไห้) เราเก่งมาก ปีหนึ่งเราทำค่ายมาหนักมากจริงๆ กว่าจะเริ่มต้นใหม่ได้ ตอนที่เรามา เราไม่เหลืออะไรเลย เราสู้ เราอดทน ยึดมั่นในความดี ออกมาแต่รองเท้า เพื่อนใช้เงินแซบมาก เรื่องเงินย้อนหลังเต็มที่ ส่วนกลางเราต้องเก็บให้ลูกนะ อย่าลืม ส่วนบุคคลเราไม่ยุ่งอยู่แล้ว ร้องไห้ขอบคุณตัวเอง กว่าจะได้เงินล้าน ได้เงิน 100 ล้าน 200 ล้าน มันเริ่มใหม่อย่างภาคภูมิใจ
จากนี้จะเดินหน้าต่อเรื่องลูก เพื่อให้มาอยู่ในที่ปลอดภัย สะสมข้อมูลมา 1 ปีเต็มที่เก็บมาเรื่อยๆ อดเปรี้ยวกินหวานมาค่อนข้างนาน เดินหน้าเต็มที่เรื่องลูกทั้ง 2 คน มันเหมาะสมไหม พื้นที่ปลอดภัยตรงไหนดูกันเอาเอง ผมพูดคำเดียวว่า นาริตะ โตเกียว ต้องมาอยู่กับพ่อเท่านั้น ถ้าลูกทั้ง 2 มาอยู่กับผม ผมไม่เอาอะไรแล้วก็ได้ ผมเลี้ยงลูกได้ ผมวางแผนเรื่องงานไว้หมดแล้ว ผมเลี้ยงลูกคนเดียวได้สบาย สู้เรื่องลูกสุดใจ สุดซอย ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ก็หนึ่งเดียวสิ!
จำได้ไหมจุดกำเนิดการขายที่ดิน เกิดจากอยากให้ลูกมาวันเกิดพ่อ แต่พอลลี่ไม่ให้มา ก็เลยเป็นเรื่อง จำแม่น อะไรที่เกี่ยวกับลูกจำแม่น ไม่ให้ไปวันเกิดครั้งเดียว ชีวิตเปลี่ยน เห็นแก่ตัวมาก”


