“กิฟท์ซ่า ปิยา” ประกาศลงประกวดนางงาม MUT ยืนยันไม่ใช่คอนเทนต์แต่คือฝันวัยเด็ก พร้อมปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อคว้ามง แต่ลั่นไม่ทิ้งลายเซ็นเกิร์ลลี่เบอร์รี่ ใครจ้างเต้นเด้งๆ ก็ยังไปเหมือนเดิม
ทำเอาแฟนๆ แปลกใจไม่น้อย ที่สาว “กิฟท์ซ่า ปิยา พงศ์กุลภา” หนึ่งในอดีตเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังอย่างเกิร์ลลี่เบอร์รี่ ประกาศจะลงประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2026 ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้มาเปิดใจแล้วว่าเป็นความฝันอีกอย่างที่อยากทำจริงๆ แต่ตอนเด็กๆ ไม่สามารถทำได้ เพราะตนเริ่มเป็นนักร้องตั้งแต่อายุ 17 จากนั้นก็ก้าวมาเป็นนักแสดง ทำให้อายุเกินเกณฑ์ประกวดไปแล้ว
“ตื่นเต้นค่ะ กำลังเตรียมความพร้อมอยู่ เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสได้ลงมิสแกรนด์ วันนี้ก็มาร่วมแสดงความยินดีกับผู้เข้าประกวดทุกๆ คนค่ะ ก็เป็นมิติใหม่ในชีวิตเลย ที่อยากประกวดก็คือโอกาส และเงื่อนไขที่ปรับแล้วมันเข้ากับเราในยุคนี้ได้ ตอนสมัยพี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ (ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ไซมอน) ประกวดนางงาม สมัยก่อนเขาให้ผู้หญิงอายุ 18-25 ปี ก็เป็นข้อกำหนดเรื่องอายุและอีกอย่างด้วยบทบาทหน้าที่ คนที่เป็นนางงามบทบาทหน้าที่สมัยก่อนต้องลงไปเต็มตัวเลย ทั้งก่อนและหลังการประกวด แต่ด้วยความที่เราไม่ได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นนี้ เพราะตอนที่เราเรียนหนังสือ เราก็เป็นเกิร์ลลี่เบอร์รี่แล้ว และความฝันของเราคือเป็นนักแสดง มันอายุเกิน 25 ไปแล้วตอนนั้น มันไม่ได้มีโอกาสออกมาพูด พูดแล้วมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรในสมัยนั้น
ถึงแม้เราจะบอกว่าอยากเป็นนางงาม อยากเป็นนางสาวไทย มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เพราะมันไม่มีโอกาส ไม่มีช่องทาง บวกกับบทบาทหน้าที่ของเราในการเป็นนักแสดงและศิลปินมันแน่น ตอนเด็กคือฝันอยากเป็นเหมือนพี่ปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ เลย อยากเป็นเหมือนพี่ป๊อป อารียา สิริโสภา แต่พอตอนนี้กฎเปลี่ยนไป ก็คือเป็นช่องทางโอกาส ตั้งแต่เด็กมาเราก็ทำมาทุกอย่างแล้ว การเข้าสู่เส้นทางผู้เข้าประกวดนางงามก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราอยากทำมาตั้งนานแล้ว ถ้าสมมติเราประกวดตอนเด็กๆ กับตอนนี้ก็คงไม่เหมือนกัน แต่กิฟท์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราตั้งใจแล้ว และจะทำให้ดีที่สุด”
บอกไม่มีอะไรที่ช้าเกินไป
“ถามว่าเกิร์ลลี่เบอร์รี่แยกกันนานแล้ว ทำไมถึงไม่ประกวดตั้งแต่ตอนนั้น คือด้วยเส้นทางของอาชีพและโอกาสค่ะ ตั้งแต่ตอนเป็นเกิร์ลลี่เบอร์รี่ตั้งแต่อายุ 17-19 เราสู้กับการที่จะเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ แล้วพอสำเร็จแล้ว มันก็ค่อยๆ ขึ้น เราก็ต้องอยู่กับวง มันเป็นความรับผิดชอบที่ต้องอยู่กับวงแล้วก็ทำเรื่อยมาจนหมดสัญญาตอนนั้นก็โตแล้ว เราก็ไม่ได้คิดถึงเวทีตรงนี้ บวกกับเมื่อก่อนไม่ได้มีโซเชียลด้วย แต่ตอนนี้ทั้งโซเชียล ข่าวหรือการรับรู้อะไรต่างๆ ทำให้เรารู้ว่าการประกวดนางงามมันไม่ได้เหมือนกับที่เราคิดเมื่อก่อน มันมีวิธีการ มีโอกาสที่จะทำให้เราสามารถเป็นไปได้ มันไม่มีอะไรช้าเกินไปสำหรับใครค่ะ ถ้าสมมติเราคิดที่จะทำแล้วมันไม่ช้าไปแน่นอน
อะไรที่เราเคยเป็นมาเราจะทิ้งมันไป เพราะในทุกๆ เวทีเขามีบทบาทของเขาอยู่ อย่างตอนเราเป็นศิลปินก็เป็นอีกบทบาทนึง พอเป็นนักแสดงก็เปลี่ยนเยอะนะคะ กิฟท์ใช้เวลาในการปรับตัวจากศิลปินมาเป็นนักแสดงปีครึ่ง กว่าที่เราจะเข้ารูปเข้ารอยในการเป็นดารานักแสดง จากนั้นก็เข้ามาสู่บทบาทนักธุรกิจ กิฟท์ก็ใช้เวลาปรับตัว 2 ปีนะคะ และตอนนี้เรากำลังจะเข้าสู่บทบาทของการเป็นผู้ประกวดนางงาม กิฟท์ต้องฝึกเยอะมากในเวลาอันสั้นก่อนที่จะไปสู่เวทีนั้น”
ไม่ห่วงเรื่องการขายของปักตะกร้า เพราะทำมาตลอดอยู่แล้ว
“ก็น่าจะเป็นอีกลุคนึงเลยค่ะ ตั้งใจว่าจะทำใหม่หมด ก็คงต้องทิ้งบุคลิกการเป็นศิลปินหรือเป็นน้ำเสียง วิธีการพูด วิธีการตอบคำถาม การเป็นศิลปินก็จะตอบคำถามอย่างนึง การเป็นนางงามก็จะตอบคำถามอีกอย่างนึง อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องฝึกค่ะ สิ่งที่ต้องเพิ่ม ก็น่าจะเป็นบุคลิกภาพที่น่าจะต้องปรับเยอะ เรื่องการปักตะกร้าขายของ อันนี้ไม่กังวล เพราะทำอยู่แล้วค่ะ
คือบริษัทกิฟท์เราเริ่มตัวเองมาจากการเป็นครีเอเตอร์ ขายปักตะกร้าก่อน แล้วก็พัฒนามาเป็นสังกัดครีเอเตอร์นักขาย และตอนนี้เราเป็นเอเจนซี่การตลาดออนไลน์ที่ดูแลครีเอเตอร์ 500 กว่าคน เราทำมาอยู่แล้ว แต่ถามว่าเราเก่งไหม เราไม่ได้เก่งนะคะ แต่อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เรากังวล กังวลเรื่องอื่นมากกว่า เรื่องเดิน เรื่องตอบคำถาม เรื่องพุง (หัวเราะ) ท้องแขน
ความพร้อมตอนนี้คือเป็นช่วงเตรียมตัว ใจพร้อม 100% แต่ทุกอย่างที่จะเป็นองค์ประกอบในการที่จะไปเป็นผู้สมัครน่าจะต้องอีกเยอะ แต่กิฟท์ไม่ได้เอาความคิดที่ว่าเราเคยเป็นตำนานหรืออะไรมาเป็นทุนเลยค่ะเพราะตั้งแต่ตอนที่เริ่มทำธุรกิจก็ไม่ได้เอาตรงนั้นมาเป็นทุนเลยค่ะ สิ่งที่เป็นทุนคือมีพี่ๆ ให้การสนับสนุน มีแฟนๆ ที่รู้จักและถ้าเขาชอบในบทบาทที่เราทำ เขาก็สนับสนุน
แต่ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เราเรียนรู้เลยว่าไม่ใช่ทุกบทบาทของเราแล้วคนจะสนับสนุน เช่น เราเริ่มต้นการปักตะกร้าตอนแรก ไม่มีคนซื้อเลย มีแต่คนขอว่าจะให้เต้นเด้งๆ ให้ดู มันต้องเสิร์ฟ เราก็ไลฟ์ขายอย่างนั้น 6 เดือน ไม่มีคนซื้อเลย ศูนย์บาทจนวันนึงมีคนถามว่าแชมพูนี้ใช้ยังไงจ๊ะ เราเลยรู้ว่าความที่เราต่อสู้มาวันนั้นมันเป็นเหมือนแบบฝึกหัดนึงที่เรารู้ว่าไม่ใช่ว่าคุณเป็นนักร้องดังแล้ว คนจะอยากซื้อของคุณนะ หรือไม่ใช่ว่าวันนี้คุณมาเป็นนางงามแล้วแฟนนักร้องเขาจะมาติดตามคุณนะ”
ยอมรับกดดัน แต่ถึงจะไม่ได้ ก็ไม่หยุดฝันแน่นอน
“ถามว่ากดดันกว่าคนอื่นไหมที่เรามีชื่อเสียงมาก่อน ก็เป็นคนกดดันตัวเองเก่งอยู่แล้วค่ะ (หัวเราะ) ก็ต้องแก้ คือเป็นคนจริงจังเกิน เหมือนเรามีภาพ มีเสียงในหัว แล้วเราอยากให้มันเป็นอย่างนั้นพอมันไม่เป็นเราก็จะซีเรียส ซึ่งบุคลิกนี้เราต้องเอาทิ้งก่อนที่จะประกวด เพราะกิฟท์เชื่อว่ามันจะเร็วมาก และมันจะมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมาก เพราะคนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ร่วมสมัครด้วยกัน หรือแม้กระทั่งตั้งแต่เวทีจังหวัด ถ้ามีโอกาสได้ผ่านจังหวัดไประดับประเทศ ก็จะมีอีกโหมดนึง
เป้าหมายก็ต้องผ่านระดับจังหวัดให้ได้ก่อนค่ะ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่หยุดฝันค่ะ ในส่วนคอมเมนต์ต่างๆ ที่บอกว่าอายุเยอะแล้ว หรือไม่ควรประกวดแล้วอะไรก็ตาม ต้องบอกว่าอาจจะไม่ได้สวยถูกใจใคร แต่ทั้งหัวใจเต็มที่ 100% นะคะ มีคอมเมนต์เยอะมากค่ะ ก็ไม่บั่นทอนนะคะ แต่เก็บไว้พิจารณา เพราะเราอาจจะยังไม่สวยจริง หรือไหล่เราอาจจะต้องเฟิร์มกว่านี้ไหม เนื้อข้างๆ เราต้องออกกำลังแบบไหนดี (หัวเราะ) ก็มีแต่คนเตือนค่ะ เราไม่ประมาทเลย เราก็วางตัวให้อยู่ในจุดที่เราเป็นผู้สมัครคนนึงที่เราก็เต็มที่ คุณจะชอบหรือไม่ชอบก็ได้ แต่ชอบก็ดีกว่า เราตั้งแบบนี้ไว้ก่อน แต่ถ้ามีคำเตือนหรือคำติชม เราอ่านหมดค่ะ”
ยืนยันไม่ได้มาประกวดเพื่อสร้างกระแส
“เรื่องดรามาถ้าจะมีเข้ามา มันก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจตั้งแต่ต้นแล้วว่าถ้าเราตัดสินใจแล้วว่าถ้าเราจะก้าวขามาเป็นผู้สมัครประกวดนางงามจักรวาลหรือมิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ เราต้องพร้อมรับทุกอย่างที่จะเข้ามาอยู่แล้วค่ะ แต่หลายคนชอบพูดว่ามาประกวดเพื่อสร้างกระแส ถ้าจะเอาคอนเทนต์นะคะ โอ้ย ง่าย ทำได้เยอะกว่านี้ค่ะ แต่วันนี้ที่มาที่มิสแกรนด์คือโปรโมตเพลงด้วย และมาเพื่อมาดูศึกษางานค่ะ ว่าเวทีประกวดของมิสแกรนด์ต่างๆ เป็นยังไงบ้าง ถ้ามีงานไหนที่เป็นการเดินสายของนางงามก็จะไป
ถามว่าการประกวดครั้งนี้จะต่อยอดไปในทิศทางไหน คือเติมเต็มก่อนเลย ไหนๆ เราก็โสดแล้ว ไม่ได้มีแฟนมาห้าม ก็เลยคิดว่าจังหวะนี้ดีที่สุดแล้วที่จะได้เติมเต็มในสิ่งที่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ทำ และในจังหวะชีวิตเราได้ และกิฟท์เชื่อมากกว่าในนโยบายของบอส(ณวัฒน์ อิสรไกรศีล) ในมิสแกรนด์น่าจะได้ถูกหยิบยกไปใช้ใน MUT ก็คือ beauty brain business เราเองก็เป็นนักธุรกิจที่กำลังเติบโตในการทำการตลาดออนไลน์ ก็จะนำสิ่งที่เราเรียนรู้จากเวทีนี้ไปต่อยอด”
บอกอยากทำสาธารณประโยชน์ต่อสังคมให้ได้มากที่สุด
“ถ้าได้เป็นนางงาม หนึ่งเลยอยากต่อยอดในสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ของกิฟท์ คือกิฟท์เดินตามครูบาอาจารย์ในการทำบุญสร้างวัด กิฟท์ยังเชื่อและศรัทธาในพระพุทธศาสนา และสองคือสาธารณะประโยชน์ต่างๆ ในการช่วยคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ลำบากหรือช่วยเหลือเด็กที่ขาดโอกาส หรือคนที่พิการอวัยวะต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะสนับสนุนตรงนี้ค่ะ กิฟท์เชื่อว่าคนๆ นึงไม่จำเป็นที่จะต้องเอาตัวทั้งตัวทุ่มไปคนเดียว แต่ถ้าเราสามารถพูดได้ว่าเราทำประโยชน์ตรงนี้นะ คุณมาร่วมกับเราไหม และมีคนร่วมมากขึ้น สิ่งที่กิฟท์ตั้งใจ ณ วินาทีนี้จนถึงเสียชีวิตมันน่าจะต่อยอดไปได้ในเรื่องของสาธารณประโยชน์เพื่อประเทศค่ะ
ก็มีหลายคนมาคุยด้วยนะคะว่าจะประกวดจังหวัดไหน แต่ต้องขออนุญาตเก็บเป็นความลับไว้ก่อน เพราะว่าตอนนี้อาจจะต้องให้เวทีของมิสแกรนด์ได้ดำเนินการไป ของเราก็เป็นในฐานะของศิลปินคนนึง อาจจะเป็นนักธุรกิจคนนึง ก็ถือว่าเป็นการเปิดตัว เผื่อมีใครเห็นแล้วถูกใจเชียร์กันตั้งแต่ตอนนี้ได้นะคะ (ยกมือไหว้)
ส่วนถ้าไปโรดทูเป็นนางงามแล้วจะไปเต้นเด้งๆ ได้ไหม คิดว่าไม่มีผลค่ะ เพราะทุกวันนี้กิฟท์ทำเพลงเอง gift c you ก็มีท่าเต้นรอออกอยู่แล้วคือในการทำเพลงกับบทบาทนางงาม เราไม่จำเป็นที่จะต้องแยกกัน เพราะกิฟท์เชื่อว่ายุคนี้มันไม่จำเป็นต้องแยกแล้ว ยิ่งใครก็ตามที่มีหลายมุมมอง มีหลายบทบาทกิฟท์เชื่อว่าจะเป็นคนที่น่าสนใจ ยังเด้งได้ตลอด ขอให้จ้างมาเถอะ”


