“เวสป้า อิทธิพล” ชนะคดีลิขสิทธิ์เพลง 100 เปอร์เซ็นต์ ทวงคืนเพลงดัง ลั่นไม่ใช่การขายขาด เผยความเจ็บปวดคนเบื้องหลังแต่งเพลงให้เขาดัง แต่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะไปนั่งดู จี้รัฐตั้งองค์กรกลาง ย้ำบุญคุณส่วนบุญคุณ ความเป็นธรรมส่วนความเป็นธรรม
หลังจากที่นักร้องนักแต่งเพลง “เวสป้า สเตอร์” อิทธิพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ชนะคดีลิขสิทธิ์เพลงกับอดีตค่ายเพลงอย่าง RS ที่ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายล้านบาท โดยศาลอุทธรณ์ตัดสินให้เวสป้าชนะคดีทั้งหมด 21 เพลง และให้ RS ชดใช้ค่าเสียหายตามที่ฟ้อง พร้อมประกาศว่าตนเองไม่ได้ขายขาดลิขสิทธิ์เพลง และจะต่อสู้คดีเพื่อความเป็นธรรมให้กับนักแต่งเพลงต่อไป
ได้เจอตัวเวสป้าในงานเปิดตัวโปรเจกต์ยักษ์แห่งปี "THE IDOL NEXT GEN THAILAND 2026" ภายใต้คอนเซปต์ "เด็กแต่เด็ด" ชูจุดแข็ง Gender Inclusive เปิดรับทุกความหลากหลายอย่างไร้ขีดจำกัด ณ ฟีนิกซ์ ออดิทอเรียม โครงการฟินิกซ์ ประตูน้ำ เจ้าตัวได้เปิดใจว่า
“กับเรื่องลิขสิทธิ์ ผมชนะคดีกับทางบริษัท ทั้งสองคดี เราชนะ 100% ทุกเพลง คดีแรกที่ทางบริษัทฟ้องผม เรื่องการที่ผมนำเพลงไปร้องในคอนเสิร์ตต่างๆ และการที่ผมร้องเพลงในคอนเสิร์ตต่างๆผมก็จะร้องเพลงของหลายหลายคน รวมทั้งเป็นเพลงของผมเอง ศาลตัดสินให้ผมชนะคดีทั้งหมดทุกเพลง ตัดสินว่าบริษัทเป็นเพียงแค่อนุญาตให้ใช้สิทธิ์เท่านั้น
นั่นคือคดีที่หนึ่งที่เขาฟ้องผมมา เขายื่นฟ้องว่าผมนำเพลงไปร้องและลงออนไลน์ ในเชิงพาณิชย์ และในคดีที่สองผมฟ้องบริษัทในเรื่องลิขสิทธิ์เพลง ฟ้องไปเบื้องต้น 21 เพลง มันมีสัญญาหลายๆ รุ่นเพราะว่าผมอยู่กับเขามานาน ตั้งแต่อยู่อาร์เอส จนมาอาร์สยาม และจนมาถึงศาลอุทธรณ์ ผมชนะร้อยเปอร์เซ็นต์
ศาลให้เหตุผลว่าไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ที่ขายขาด และถ้าขายขาดจะต้องไม่มีสัญญาผูกพันต่อกัน คือหนึ่งบริษัทต้องจ่ายค่าเทปซีดีให้ผม และต้องจ่ายทุกครั้งเมื่อนำเพลงของผมไปให้นักร้องๆ เพลง เป็นค่าแต่งเพลง แล้วถ้าซื้อขาดจะต้องไม่จ่ายอะไรอีกแล้ว ศาลมองว่าเจตนาที่เราร่วมกันทำมันเป็นแบบไหน
21 เพลง ที่ผมยื่นฟ้องไปนั้น ค่ายเก่าก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์ที่เป็นมาสเตอร์เท่านั้น ให้ทุกคนเข้าใจว่าเวลาเราขึ้นบนโซเชียล การเก็บค่าลิขสิทธิ์นั้น มันจะได้ทั้งค่ามาสเตอร์ และค่าคำร้อง-ทำนอง จะได้ด้วยกัน ดังนั้นสรุปว่าผมชนะทั้งสองคดีครับ”
มีอีก 200 กว่าเพลงที่อยู่กับบริษัทเก่า เจ็บปวดแต่งเพลงให้เขาดัง แต่ไม่มีสิทธิ์แม้ไปนั่งดู
“แล้วจริงๆ ผมมีอีก 200 กว่าเพลงที่อยู่กับทางบริษัท แต่การที่เราเลือก ฟ้อง 21 เพลงนั้น เราดูสัญญาตั้งแต่ปีแรกที่อยู่กับบริษัท เพราะสัญญามันไม่เหมือนกัน และการต่อสู้ก็จะเหลืออีกหนึ่งศาลคือศาลฎีกา ก็ต้องดูว่าศาลท่านจะให้ทางบริษัทฎีกาในทั้งสองคดีไหม คือผมเป็นคนแรกที่ผมเริ่มฟ้อง จากนี้ไปก็จะเป็นพี่หนึ่ง ณรงค์วิทย์ ณรงค์เดชะ ก็ฟ้อง กับทางบริษัทว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เขาเอาไปขึ้นออนโซเชียล ซึ่งมีรายได้เยอะมาก แต่เขาไม่ได้จัดแบ่งให้เรา ในทุกแพลตฟอร์มทั่วโลก ซึ่งเขาก็จะเก็บค่ามาสเตอร์และค่าคำร้อง-ทำนองเอาไว้ให้ อันนี้มันคือสิทธิ์การเผยแพร่ต่อสาธารณะชน
ย้อนกลับไปเราตกลงกันแล้วว่าการทำเพลงเราก็ต้องได้ค่าคำร้อง ค่าทำนอง ค่าโปรดิวเซอร์ ค่าซีดี แต่พอมันเปลี่ยนไปแล้ว มันมีโซเชียล เราก็ต้องได้ส่วนแบ่งตรงนั้น ไม่งั้นมันก็จะไม่มีกำลังใจให้กับนักแต่งเพลง การที่นักแต่งเพลงมารวมตัวกันเพื่อฟ้องบริษัท เพราะว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม บางคนก็ไม่สามารถร้องเพลงที่ตัวเองแต่งได้ งานคอนเสิร์ตที่เราแต่งเพลงให้เขาจนเขาโด่งดังจนทุกวันนี้ เรายังไม่มีสิทธิ์ได้ไปนั่งดูเขาร้องเพลงเลย บัตรนั่งดูยังไม่มีให้ เราเจ็บปวดมาก ตอนนี้ผมก็รวบรวมและประกาศจัดตั้งองค์กรดูแลนักแต่งเพลงและนักร้อง การที่เราตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา มันเป็นความหวังของศิลปินรุ่นใหม่ การแบ่งลิขสิทธิ์แบบเป็นธรรม มันก็จะเป็นสร้างพลังและความหวังให้กับนักร้องและนักแต่งเพลง ซึ่งเราก็จะได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกัน
อย่างเมื่อกี้ที่ยกตัวอย่างไปว่าขนาดเพลงของเราเองที่เราแต่งให้นักร้อง เรายังไม่มีสิทธิ์ไปนั่งฟังเลย มันก็เลยมีคอมเมนต์มาบอกว่ายกตัวอย่าง ก็คุณทำเสื้อขึ้นมาแล้ว คุณขายเสื้อไปแล้ว คุณจะเอาเสื้อกลับคืนมาได้ไง มันไม่ใช่นะครับ ไม่งั้นศาลจะต้องแยกออกเป็นศาล ศาลลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา และศาลธรรมดา คือการที่เราขายเสื้อไปเราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการออกแบบด้วยกัน แม้เราจะขายเสื้อไป แต่ลิขสิทธิ์มันควรจะเป็นเจ้าของร่วมกัน”
จี้รัฐตั้งองค์กรกลาง ตั้งราคาให้เป็นมาตรฐานเดียวกับต่างประเทศ
“และศิลปินบางคนไม่สามารถร้องเพลงตัวเองได้ ผมวอนผู้ใหญ่ในประเทศ ควรจะมีองค์กรที่จัดเก็บลิขสิทธิ์เพียงหนึ่งองค์กร และควรจะตั้งราคาให้มันเป็นมาตรฐานเดียวกันให้เหมือนกับต่างประเทศ ให้มันเป็นราคาที่ควบคุมได้ เพราะน้องๆ ศิลปินรุ่นใหม่ เขาโดนฟ้องกันเยอะมาก ซึ่งถ้าเรามีองค์กรเดียวที่จัดสรรตรงนี้ เขาก็จะจัดแบ่งเลยว่านักร้องได้เท่านี้ บริษัทได้เท่านี้ นักแต่งเพลงได้เท่านี้ แล้วตอนนี้น้องๆ ที่เป็นศิลปินดังๆ ก็ไม่สามารถจัดคอนเสิร์ตตัวเองได้ เพราะไม่สามารถร้องเพลงของตัวเองได้ บริษัทไม่ให้ลิขสิทธิ์ บริษัทต้องการเก็บเพลงไว้เพื่อจะจัดคอนเสิร์ตเอง
และสิ่งที่ทุกคนเข้าใจผิดกันว่าห้ามร้องเกิน 7 คำ ซึ่งถูกต้องหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะบางทีแค่เอ่ยขึ้นมาร้องก็ผิดลิขสิทธิ์แล้วนะ อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าศาลท่านจะตัดสินยังไง ผมก็อยากจะบอกน้องๆ ว่าที่ห้ามร้องเกิน 7 คำนั้น เราไม่รู้ว่าศาลจะตัดสินยังไง แค่ร้อง ‘หนูเอาแครอทมาฝาก’ มันเป็นคำแค่นี้และมีคนเอาท่อนนี้ไปแต่ง เจ้าของลิขสิทธิ์เขาก็สามารถฟ้องได้ เพราะมันคือท่อนจำ และการที่บางคนเอาเพลงไปโคฟเวอร์นั้น มันก็ควรมีมาตรฐานการแบ่งว่าค่ายจะต้องได้เท่าไหร่ ซึ่งถ้ามันชัดเจนแล้ว มันจะได้ไม่ต้องมานั่งฟ้องร้องกันอีก และทุกวันนี้ที่เอาไปใช้ก็โดนฟ้อง จึงอยากจะเรียกร้องว่าถ้าเราจัดตั้งองค์กรขึ้นมาองค์กรเดียว เพื่อจัดเก็บลิขสิทธิ์และตั้งราคามาว่าจะต้องแบ่งส่วนแบ่งได้เท่าไหร่”
อนุญาตให้เอาเพลงโลกทั้งใบฯ ไม่อาจเปลี่ยนใจ เจ็บแปลบ ทุกวินาที ไปร้องเปิดสร้างรายได้ แล้วเอารายได้มาแบ่งกัน
”อีกอย่างหนึ่งเราก็กลัวว่าเพลงที่เราแต่งจะกลายเป็นตำนาน จนไม่มีใครรู้จัก เนื่องจากบริษัทไปเก็บค่าลิขสิทธิ์ก็แพง เขาก็ไม่กล้าร้อง แต่ถ้าในมุมกลับกัน ถ้าเปิดให้เขาได้ร้อง ได้เล่น แล้วถ้าใครมีวิวเยอะ ก็มาแบ่งรายได้กันตรงนั้น ซึ่งค่ายดิจิทัลทุกค่ายก็สามารถจัดสรรแบ่งได้ แล้วตอนนี้ผมก็ประกาศเลยว่า ใครอยากจะเอาเพลงโลกทั้งใบฯ ไม่อาจเปลี่ยนใจ เจ็บแปลบ ทุกวินาที ของผม เอาไปร้อง เปิดสร้างรายได้แล้วก็เอารายได้มาแบ่งกันได้เลย ตอนนี้ลิขสิทธิ์เป็นของผม ณ วันนี้ศาลตัดสินให้ผมเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ทางบริษัท ไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าของลิขสิทธิ์คือคนแต่งเพลง”
บริษัทมีบุญคุณ แต่ต้องมีความยุติธรรม ความเป็นธรรมด้วย
“ถามว่าเหนื่อยไหมสิ่งที่เราสร้างสรรค์มา แต่เราไม่สามารถแตะต้องมันได้ ผมว่ามันคือความเจ็บปวด ทางบริษัทเขาให้โอกาสเรา เขามีบุญคุณกับเรา ผมก็ขอบคุณในส่วนนั้น เราก็ทำงานในส่วนนั้นเต็มที่ ซึ่งผมก็ลงทุนในการแต่งเพลง ลงทุนเครื่องดนตรีซึ่งก็หลายล้าน ซึ่งก็ควรมีความยุติธรรม จริงๆ บุญคุณบริษัทมีกับผมแน่นอน แต่ก็ต้องมีความยุติธรรม ความเป็นธรรม”


