“หมิว สิริลภัส” เบรกเส้นทางการเมือง ซ่อมร่างกายและจิตใจ หารายได้ใหม่ก่อน คัมแบ็กวงการรับทุกงาน โอดเหลือเงินใช้แค่ 2 เดือน หลังเจอมรสุมหนัก แม่โดนสแกมเมอร์หลอก 1.2 ล้าน ช็อกซ้ำพ่อเจอเนื้อร้าย
หลังเมื่อปลายปีที่แล้ว “หมิว สิริลภัส กองตระการ”ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ ที่คุณแม่ถูกแก๊งสแกมเมอร์หลอกให้แอดไลน์ จนสูญเงินไปกว่า 1,260,000 ล้านบาท และทำให้คิดสั้นฆ่าตัวตาย เพียงเพราะไปโพสต์ขายคาร์ซีทในเฟซบุ๊ก และต้องการขอที่อยู่ส่งของให้ลูกค้าในคราบมิจฉาชีพ ล่าสุดวันนี้ (14 ม.ค.) เจ้าตัวก็ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อที่ร้านวีนัสแฮร์สตูดิโอ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าที่เสียใจก็คือตอนเป็น สส. ได้ลงพื้นที่ให้ความรู้ผู้สูงวัยตามชุมชนเรื่องภัยคอลเซ็นเตอร์ แต่สุดท้ายแม่ตัวเองกลับโดนเอง พร้อมขอโอกาสกลับมาทำงานในวงการบันเทิง เพื่อหาเงินมาชดเชยกับสิ่งที่เสียไป
“ความคืบหน้าของคดี มีการประสานกับสถานีตำรวจแล้วค่ะ แต่ถามว่าตามเส้นเงินได้ไหม ก็หวังได้ยาก ตอนนี้เราก็ได้เห็นแล้วแหละ ว่าบัญชีม้าคือใครบ้าง เส้นเงินไปตรงไหนบ้าง แต่มันตามได้ยากเพราะมันไปเร็วมาก ตอนนี้ผ่านมาเดือนหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ 11 ธันวาคมก็รู้สึกว่าตัดตรงนั้นออกไปดีกว่า ค่อยเริ่มใหม่เซ็ตซีโร่ หางานใหม่ดีกว่าค่ะ มูลค่าความเสียหายทั้งหมดที่แม่เสียไป ตีกลมๆ ก็ประมาณ 1,260,000 บาท”
เล่ากลลวงที่แม่โดนหลอกโอนเงิน เริ่มจากไปขายของในเฟซบุ๊ก แล้วลูกค้าบอกให้แอดไลน์ จะส่งที่อยู่ให้
“ตอนแรกแม่โพสต์ขายคาร์ซีทในเฟซฯ ที่มีการขายของแม่และเด็ก แล้วก็มีคนทักมาว่าสนใจ และโอนเงินเข้ามาเลย แต่ขอที่อยู่แล้วเขาไม่ได้ให้ แม่ก็กลัวว่าจะโดนฉ้อโกงหรือเปล่า ก็เลยบอกว่าจะขอที่อยู่ ทางนั้นเลยบอกให้แอดไลน์เข้าไปในกลุ่มนี้ กลุ่มแรกเป็นแอดมินเซ็ตแอ็กเคานต์ให้ ก็จะมีทั้งสแกมเมอร์และหน้าม้าที่อยู่ในนั้น พอโอนสมัครเมมเบอร์แล้ว ก็ให้เข้าไปอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ไปทำการเปิดร้านค้าออนไลน์ เพื่อทดลองซื้อขายกัน ก็จะมีสินค้ามาให้ทดลองซื้อขาย เพื่อที่จะรู้ว่าโอเค ร้านนี้มีการทดลองขายจริงแล้วนะ
ในนั้นก็จะมีหน้าม้าอยู่อีก ว่าหนูขายได้แล้ว เบิกออกมา บางคนก็บอกว่าอันนี้ทำผิดนะ ต้องไปแก้ทำใหม่ แล้วก็มาบอกว่าโอเคค่ะได้แล้ว แล้วก็ออกจากกลุ่มไป แต่ของแม่ปีปัญหา ถอนออกมาไม่ได้ มันเลยส่งไปอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็นเซอร์วิสเซ็นเตอร์ มันก็จะบอกว่าให้ทำแบบนี้ๆ ก็น่าจะคล้ายๆ กับคนอื่นที่โดน คือเราโอนไป มันก็จะมียอดเงินในนั้น พอเราจะถอนออก มันก็บอกว่าเราทำกระบวนการผิด ทำให้ร้านค้าเสียหาย ต้องโอนเงินเข้าเพิ่มไปเพื่อซ่อมแซมร้านค้า ถึงจะถอนเงินในนั้นออกมาได้
ทีนี้มันก็เป็นยอด 1 แสน 2 แสน มากสุดคือ 8 แสน ถ้าจำไม่ผิดโอนไปประมาณ 11-12 รอบได้ เหมือนเขาไม่รู้จะทำยังไงแล้ว วิ่งวุ่น ต้องไปเห็นแชตที่หมิวโพสต์ บอกว่าพี่ลนลานไปหมดแล้ว ช่วยหน่อยได้ไหม คือมันใช้จิตวิทยาว่าต้องทำภายใน 10 นาทีนี้ ไม่งั้นบัญชีคุณจะโดนอายัดจะโดนฟ้อง แล้วก็แปะหมายมาด้วย ซึ่งแม่ไม่ได้มาปรึกษาเรา เขาคิดว่าจะจัดการเองได้ สุดท้ายพอถึงจุดที่ไม่มีเงินโอนเข้าไปแล้ว เขาก็ไม่รู้จะทำยังไง
แม่โดนหลอกไปประมาณ 4 วันค่ะ ตั้งแต่วันที่ 8-11 ธันวาคม แล้วช่วงนั้นมันตู้มหลายตู้ม เพราะวันนั้นยุบสภา พอมารู้เรื่องคุณแม่ กลับไปเห็นเขาไม่มีสติ พูดไม่รู้เรื่องเลย ใจคนเป็นลูกมันก็แบบ… พอมานั่งอ่านแชตแล้ว คิดว่าจะตามตัวมึงเจอได้ยังไงวะ แค้นมากค่ะมันเป็นเงินเก็บที่เราทำงานส่งให้เขาทุกเดือนๆ แล้วทรัพย์สินมันหายไปหมดเลย ทองแม่ก็เอาไปจำนำ เอาไปขายเพื่อเอาเงินก้อนมาฝาก ถามว่าแม่ไม่เอะใจเลยใช่ไหม คือมันใช้จิตวิทยาตลอดค่ะ ต้องทำแบบนี้ ภายในเวลาเท่านี้
ซึ่งเรื่องมันเริ่มจากแค่แม่อยากได้ที่อยู่ของลูกค้า ในการจัดส่งคาร์ซีทเท่านั้น เป็นกระบวนการล่อเข้าไป สุดท้ายมันก็หลอกจนหมดตัว บัญชีที่แม่โอนไปก็เป็นบัญชีม้าทั้งหมด ตอนนี้ทราบชื่อหมดแล้ว เห็นหน้าหมดแล้ว แต่ถามว่าตามได้ไหม ทางตำรวจก็ได้ออกหมายเรียกไป ก็มีเจ้าของบัญชีท่านหนึ่งมารายงานตัว บอกว่ามีนักท่องเที่ยวจีนบอกว่าให้ฝากเงินไว้หน่อย เพราะเขาโอนไม่ได้ซึ่งสุดท้ายก็คือบัญชีม้า แล้วเหมือนเขาก็ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไร ที่จะมาชดเชยให้เราค่ะ มันทำเป็นกระบวนการอยู่แล้ว
แต่เราก็เสียใจอย่างหนึ่ง ที่ว่าตอนเราทำงานเป็นสส. เราไปทำโครงการผู้สูงวัย รู้ทันภัยคอลเซ็นเตอร์ ก็ไปตามชุมชน ว่ามันมีกลเม็ดอะไรบ้าง แม่ต้องโหลดแอปฯ อันนี้ไว้นะ ถ้าผิดปกติต้องโทร.ไปที่ธนาคารเลยนะ เราไปทำอย่างนี้กับคนเยอะมาก แต่สุดท้ายแล้วเหตุการณ์เกิดกับแม่เรา เราก็รู้ว่าเออ… มันต้องรณรงค์เรื่องนี้กันอีกเยอะมากๆ ไม่ว่าใครก็โดนได้ทั้งนั้น วันที่เราไปแจ้งความ มันยังส่งมาอยู่เลย ว่าคุณพร้อมดำเนินการต่อหรือไม่
ถามว่ามิจฉาชีพรู้ไหมว่าเรารู้แล้ว เขารู้แหละค่ะ แต่เขาก็รู้ว่าเราตามจับตัวเขาไม่ได้มากกว่า ความรู้สึกมันเหมือนคนที่เราไม่ชอบอยู่ข้างหน้า แต่เราทำอะไรเขาไม่ได้ แล้วมันไม่ใช่ตัวการใหญ่ มันคือตัวเล็กตัวน้อยที่เราเอาเรื่องไปเขาก็ไม่มีอะไรมาชดใช้ให้เราอยู่ดี ส่วนเรื่องเจ้าของบัญชีม้า ทาง สน.ดอนเมือง เขาก็จะมีอัปเดตมาเป็นระยะๆ ค่ะ”
ไม่หวังจะได้เงินคืนแล้ว อยากทำงาน หารายได้ มาชดเชยสิ่งที่เสียไป
“ส่วนตัวหมิวไม่หวังแล้ว เราแจ้งความไว้เพื่อเป็นเคสตัวอย่าง แล้วก็อยากออกมาแชร์เป็นประสบการณ์ เพราะมันเป็นกลเม็ดใหม่ สมัยก่อนมันจะหลอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหลอกให้รักแล้วโอนเงินไป แต่อันนี้มันเกิดขึ้นในหลายๆ กลุ่มแล้ว มันมาทางนี้แล้ว เพราะรู้ว่าผู้สูงอายุสมัยนี้เล่นเฟซบุ๊กมากกว่าวัยอื่นๆ แต่ความหวังก็ยังมีอยู่เล็กๆ ว่าอย่างน้อยได้คืนมา ก็ให้แม่เก็บไว้เป็นเงินที่ใช้บั้นปลายเขา เพราะอันนี้คือเงินเก็บเขาทั้งชีวิตเลย หายวับไปเลย แต่สุดท้ายถ้าเรายังไปหมกมุ่น เราจะไม่มีพลังมาทำงาน เลยรู้สึกว่าอันนั้นเราวางไว้เป็นอันดับสอง ตอนนี้เราอยากได้รายได้ อยากทำงาน เพื่อที่จะเอามาชดเชยในสิ่งมาที่เสียไป”
คุณแม่เครียดหนักจนคิดสั้น เพราะมีอาการซึมเศร้าเป็นทุนเดิม
“เขาบอกว่าเขาไม่เหลืออะไรแล้วสักอย่าง มันคือปัญหาที่หนักมาก หนูก็ถามว่าตอนแรกหายไปไหน เขาบอกว่าไปนั่งอยู่ร้านอาหาร แล้วเพื่อนบ้านรู้ว่ามันคือร้านไหน หนูก็ถามว่าถ้าไม่มีใครไปเจอล่ะ เขาบอกว่าเขาจะทิ้งรถ ทิ้งข้าวของไว้ที่นั่น แล้วก็มีจดหมายเขียนลาไว้แล้วด้วย เขาบอกว่าเดี๋ยวจะเดินไปที่สะพานนวลฉวี แล้วก็จะไปจบปัญหาตรงนั้น
เราฟังแล้วก็รู้สึกว่าเราเป็นลูก ทำไมเราช่วยอะไรไม่ได้เลย หนึ่งคือคุณแม่เป็นซึมเศร้าอยู่แล้ว ตัวหมิวเองก็เป็น แต่หมิวรู้ว่าเวลาเกิดปัญหา หมิวจะรับมือได้ยังไง แต่เราไม่รู้ว่าแม่รับมือกับปัญหา ที่มันหนักมากขนาดนี้ยังไง เขาก็คงมีแว็บหนึ่ง ที่รู้สึกว่าไม่อยากเป็นภาระกับใครอีกแล้ว ก็อยากจะไปจบ แต่มันโชคดีที่ว่าหมิวรีบกลับมาบ้าน แล้วก็มาค่อยๆ คุยกัน ว่าเราจะแก้ปัญหาแบบนี้ๆ นะ ก็ตกลงกันว่าอย่าเพิ่ง เราแก้ปัญหาให้จบก่อน ได้ไม่ได้ยังไงค่อยว่ากัน”
มรสุมชีวิตรุมเร้า แต่ล้มไม่ได้ ต้องฮึบและไปต่อ
“ตอนนี้มันก็รุมเร้ามาหลายเรื่องค่ะ เมื่อวานก็เพิ่งทราบอาการป่วยของคุณพ่อ ว่าตรวจเจอเนื้อร้าย ตัวเราเองสุขภาพก็ไม่ได้แข็งแรง เลยรู้สึกว่าตอนนี้เป็นหินก้อนใหญ่ ที่ต้องผ่านไปให้ได้ เราก็ไม่คิดว่ามันจะเข้ามาตู้มเดียวขนาดนี้ แต่มันก็ต้องฮึบและไปต่อ เพราะถ้าหมิวล้มคนหนึ่ง มันจะไม่มีใครดูที่บ้านแล้ว”
โชคดีมีผู้จัดการที่ไม่เคยทิ้ง
“ในโชคร้าย ยังมีโชคดี คือหมิวมีพี่โย มีผู้จัดการที่เขาไม่ทิ้งหนูเลย หลายปีก่อนหน้านี้ หมิวไม่มีงานอยู่ช่วงหนึ่ง มันก็ช่วยกันมาถึงทุกวันนี้ วันที่พี่โยรู้ว่าหมิวจะไม่ลงผู้แทนราษฏรต่อแล้ว เขาก็โทร.มาเลย ว่าไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่จะกลับมาทำให้เธอมีงานในวงการให้ได้ แล้วก็มีผู้ใหญ่ใจดีหลายคน ที่ติดต่องานเข้ามาอยากให้ไปทำงาน”
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุผลหลัก ในการตัดสินใจไม่ลงสมัคร สส. ต่อ
“ไม่ใช่ค่ะ หนึ่งคือหมิวมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว และได้แจ้งเองว่าขอไม่ลงต่อ เพราะว่าหมิวมีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ แล้วทีนี้พอเราไปเจอฝุ่นแป๊บเดียวเท่านั้น หมิวเข้าโรงพยาบาลกับเรื่องนี้บ่อยมาก อีกอย่างคือเป็นคนจริงจัง ไม่อยากให้มีอะไรที่ผิดพลาด ตอนสวมหมวกผู้แทนฯ เราก็เครียด เพราะอยากทำทุกอย่างให้มันดีที่สุด ทีนี้มันเครียดหลายทาง เลยรู้สึกว่าเราต้องเริ่มรักษาจิตใจเราก่อน พอมีเรื่องคุณแม่เข้ามา เลยรู้สึกว่าต้องแบ่งตัวเองมาดูแลครอบครัวก่อน ก่อนที่จะไปดูแลประชาชนได้ เราต้องเรียกพลังตัวเองกลับมาก่อน ก็ถือว่าเป็นการพักมาซ่อมแซมตัวเอง ทั้งร่างกายและจิตใจ
แต่ถึงแม้จะไม่ได้เป็น สส. แล้ว แต่เรายังมีประเด็นที่ตั้งใจทำเรื่องสุขภาพจิต อยากให้สังคมได้เห็นว่าเราตั้งใจกับเรื่องนี้จริงๆ อยากได้ให้ผู้ใหญ่ในหลายๆ ฝ่าย ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงๆ หมิวผู้เรื่องนี้มาน่าจะเกิน 6 ปีแล้ว”
ขอเบรกเส้นทางการเมือง มาซ่อมร่างกายและจิตใจ และหารายได้ใหม่ก่อน
“หมิวขอพักเบรกก่อน เพราะเราต้องทำงานหารายได้ หลายคนบอกเงินเดือน สส. ตั้ง 1 แสน เยอะจะตาย แต่เมื่อแลกกับการทำงาน เชื่อไหมว่าเราต้องแบ่งไปให้ผู้ช่วย แบ่งไปลงพื้นที่ เหลือเงินเก็บเดือนหนึ่งไม่ถึง 3 หมื่น โอนให้แม่อีก ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีก ถามว่าเรายังมีพลังไหม มีนะ แต่ตอนนี้ขอพักเบรกมาซ่อมร่างกายจิตใจก่อน ใช้ความสามารถ สกิลการเป็นนักแสดง การพูด มาทำตรงนี้ก่อน อยากมีงานเยอะๆ อยากมีรายได้เข้ามา เพื่อเอาไปเติมสิ่งที่หายไป เชื่อไหมว่าพอเสร็จจากที่จัดการเอาเงินเก็บทุกอย่าง ให้แม่ไปไถ่ทองคืนมาบางส่วน หมิวเหลือเงินใช้จ่ายได้น่าจะไม่ถึง 2 เดือน เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้ว เราต้องหาช่องทางทำงาน หารายได้ใหม่ๆ แล้ว ตอนนี้ก็พร้อมรับทุกงานนะคะ”
คัมแบ็กวงการบันเทิงเต็มตัว ไม่กลัวคนติดภาพตอนเป็น สส.
“เรียกว่าคัมแบ็กก็ได้ค่ะ อยากให้มองว่า สส. ก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง หมิวไม่เคยทำตัวให้เป็น สส. ไม่เคยทำตัวว่าฉันต้องเป็นท่านผู้มีอำนาจมากบารมี ตอนที่เป็นดารามีคนเกรงใจมากกว่าตอนเป็น สส. อีก เพราะหมิวขอปรับความคิดทุกคนใหม่ ทุกคนจะเรียกว่าท่าน แต่หมิวบอกว่าไม่เป็นไรเลย ถ้าอยากให้เกียรติกัน เรียกหมิวหรือเรียกคุณเฉยๆ ก็ได้ ชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ ได้มาวันหนึ่งก็ต้องหายไป ตอนนี้เราถอดหมวกนั้นออก เราก็ไม่เสียดาย เราอยากมีรายได้เข้ามาในส่วนที่เสียไป
แต่ในเรื่องการรับงาน ก็อาจจะต้องดูมากขึ้น เพราะเราโตขึ้นแล้ว จะไปถ่ายแบบเซ็กซี่เหมือนเมื่อก่อน ก็คงไม่ได้พิจารณาตรงนั้น เราก็เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นนางร้ายเซ็กซี่ ปีนี้หมิวอายุ 39 แล้ว หมิวเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น มีความคิด มีวุฒิภาวะมากขึ้น ความสามารถ ประสบการณ์ ชั่วโมงบินหมิวสูงขึ้น สามารถใช้การพูดเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและสังคมได้”
โอดทำงานมาไม่เคยเหลือเงินใช้แค่ 2 เดือน
“ไม่เคยเลย ครั้งแรกในชีวิต เราไม่ใช้แบรนด์เนม เลยมีเงินเก็บค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่เราไม่เคยคิดว่าจะมีอุบัติเหตุทางการเงินแบบนี้มันก็เลยค่อนข้างที่จะต้องปรับตัวกับมันเยอะพอสมควรค่ะ”
เริ่มมีงานติดต่อเข้ามาแล้ว เชื่อหลังจากจะดีขึ้นเรื่อยๆ
“มีค่ะ มีทางพี่ๆ เสนองานมาให้ จ้างไปเป็นพิธีกร รีวิวสินค้า ก็เชื่อว่าเดี๋ยวหลังจากนี้มันจะดีขึ้น เราก็จะเก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อยๆ วางแผนการใช้เงินใหม่”
หายจากวงการบันเทิงไป 5-6 ปี
“น่าจะ 5-6 ปีได้นะคะ เราเบรกงานบันเทิงไป 1-2 ปี แล้วก็ได้มาทำงานการเมือง ถามว่าตื่นเต้นไหม หมิวยังไม่ได้เห็นบรรยากาศกองละคร แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปยังไง เรามีความรับผิดชอบของเราเราเห็นทุกคนเท่ากันหมด หมิวร่วมงานกับทุกคนได้เหมือนเดิม มั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นตัวปัญหาสำหรับกอง หรืองานไหนๆ เลย”
มีแพลนจะแต่งงานกับแฟนหนุ่ม “ฟาโรห์ เตชภณ คำสีแก้ว” หลังลงหลักปักฐานได้แล้ว
“ตอนแรกมีคุยๆ กับแฟนไว้ ว่าถ้าเราลงหลักปักฐาน ซื้อบ้าน ซื้อรถได้ ก็อาจจะมานั่งคุยกันว่าเราจะหมั้น จะแต่งกันไหม คือจริงๆ เขาก็พยายามเต็มที่ในการหารายได้เข้ามา เพื่อที่จะให้ชีวิตเรามั่นคง สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทำให้เรามีพลังได้ ก็คืออยากเก็บเงิน อยากซื้อบ้าน อยากมีชีวิตที่มั่นคงอยู่กับคนที่รัก ก็ขอทำงานเก็บเงินไว้เยอะๆ ก่อน ถ้าจังหวะเวลามันลงตัว ก็แน่นอนว่าน่าจะไม่เปลี่ยนคน ต้องเป็นคนนี้แหละ เพราะเขาอยู่กับหมิวมาตลอด
สมัยก่อนหมิวไม่อยากแต่งงาน เขาก็บอกว่าคุณไม่รู้หรอก ว่าวันหนึ่งมันจะเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากที่เราคบกันมา 3 ปี หมิวอยากแต่งงานกับคุณ เขาอยู่กับเราทุกช่วงเวลา ทั้งในจุดที่สูงสุดและในจุดที่ต่ำสุด มันคือความโชคดีหลังเจ็บมาเยอะแล้ว ความเจ็บทั้งหมดที่เคยโดนมา มันคุ้มค่ามากกับการเจอผู้ชายคนนี้”
กำลังใจยังไม่เต็มร้อย ทั้งตัวเองและคุณแม่ แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาให้ได้
“ก็ยังแหละค่ะ แต่มันต้องลุกขึ้นมาทำงาน ต้องมีพลังให้ได้ ส่วนคุณแม่ก็ยังไม่ค่อยโอเคเหมือนกัน เพราะมันก็มีหลายเรื่อง เพื่อทราบเรื่องคุณพ่อต้องผ่าตัดด้วย เจอเนื้อร้ายที่กระเพาะปัสสาวะ ก็ช็อกไปพร้อมกันนี่แหละ ไปฟังผลกัน 3 คน แต่กำลังใจคุณพ่อเขาก็ดี ตัวเรานี่แหละที่กลัว ก็คุยกับแฟนว่าที่อยากรีบจัดงานแต่งงาน เพราะอยากให้คุณพ่อยังเห็น แม่ยังมีเวลาที่จะเดินไปกับเรา”


