xs
xsm
sm
md
lg

Materialists ความรักยังมีค่าอยู่ไหม ในโลกที่ทุกอย่างมีราคา?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: อภินันท์ บุญเรืองพะเนา



หลังจากที่ เซลีน ซง (Celine Song) เคยทำให้คนทั้งโลกต้องปาดน้ำตาเงียบๆ กับความสัมพันธ์แบบ “อินยอน” ใน Past Lives เธอกลับมาอีกครั้งในปี 2025 พร้อมกับโจทย์ที่ท้าทายกว่าเดิมใน Materialists หนังที่ฉาบหน้าด้วยสีสันสดใสของมหานครนิวยอร์กและทีมนักแสดงระดับเอลิสต์ แต่เนื้อในกลับซ่อนคมมีดที่กรีดลึกไปถึงกระดูกสันหลังของคำว่า “ความรักสมัยใหม่” ได้อย่างเจ็บแสบและงดงามในคราวเดียวกัน

Materialists พาเราไปรู้จักกับ “ลูซี่” (ดาโกต้า จอห์นสัน) นักจัดหาคู่มือโปรในนิวยอร์ก ผู้มองความสัมพันธ์เป็นเหมือนพอร์ตการลงทุน เธอไม่ได้ขายความเพ้อฝัน แต่เธอขาย “ความเหมาะสม” โดยมีตัวเลขในบัญชี ความสูง และสถานะทางสังคมเป็นดัชนีชี้วัด ทว่าโลกที่เธอควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จกลับต้องสั่นคลอน เมื่อเธอต้องติดอยู่ตรงกลางระหว่างชายสองคนที่เปรียบเสมือนขั้วตรงข้ามของชีวิต

คนแรกคือ “แรนดี้” (เปโดร ปาสคาล) มหาเศรษฐีผู้เพียบพร้อมที่เป็นเหมือน “รางวัลใหญ่” ในอุดมคติของลูซี่ และอีกคนคือ “จอห์น” (คริส อีแวนส์) แฟนเก่าผู้ถังแตกแต่เต็มไปด้วยความทรงจำและแรงดึงดูดที่เธอพยายามจะลืม


เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ “ดาโกต้า จอห์นสัน” เธอพิสูจน์ให้เห็นว่าความนิ่งเฉยและการแสดงออกผ่านแววตาที่ดูเหมือนจะไร้ความรู้สึก คืออาวุธลับที่ทรงพลังที่สุด ลูซี่ไม่ใช่ตัวละครนางเอกพิมพ์นิยมที่น่าสงสาร แต่เป็นผู้หญิงที่ “สมจริง” จนเราอาจจะเกลียดเธอไม่ลง เพราะลึกๆ แล้วเราต่างก็มีความเป็น Materialist ในตัวไม่ต่างกัน

ในขณะที่ “เปโดร ปาสคาล” มอบการแสดงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันซับซ้อนภายใต้หน้ากากของความร่ำรวย ส่วน “คริส อีแวนส์” ก็สลัดภาพลักษณ์ฮีโร่ทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อสวมบทบาทชายหนุ่มที่แบกความล้มเหลวไว้บนบ่าแต่ยังคงมีความหวังในความรัก ทั้งสามคนสร้างเคมีที่ไม่ได้ลุกโชนด้วยไฟราคะ แต่เป็นเคมีที่ “อึดอัดและจริงแท้” ซึ่งหาได้ยากในหนังรอมคอมทั่วไป

งานภาพของ “ชาเบียร์ เคิร์ชเนอร์” (Shabier Kirchner) เปลี่ยนนิวยอร์กให้กลายเป็นตู้กระจกที่หรูหราแต่เงียบเหงา หนังไม่ได้โชว์ความสวยงามของเมืองเพื่อการท่องเที่ยว แต่ใช้สถาปัตยกรรมและแสงเงาเพื่อสะท้อนความโดดเดี่ยวของตัวละคร ฉากการเดตในร้านอาหารสุดหรูถูกถ่ายทอดออกมาให้ดูเหมือนการเจรจาธุรกิจ ซึ่งเป็นการเสียดสีวัฒนธรรมการเดตผ่านแอปพลิเคชันในปัจจุบันที่ทุกคนต่างมองหา “ข้อดี” มากกว่า “คนที่เป็นตัวของตัวเอง”

เซลีน ซง ไม่ได้พยายามจะบอกว่าเงินซื้อความรักไม่ได้ หรือความรักแท้จะชนะทุกสิ่ง ตรงกันข้าม Materialists  ตั้งคำถามที่ซื่อสัตย์กว่านั้นว่า “ในโลกที่ความมั่นคงคือปัจจัยสี่ เราจะยอมแลกความสบายเพื่อความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้จริงๆ หรือ?”


หนังมีฉากสำคัญอยู่ประมาณ 3 ฉากซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นฉากที่ เซลีน ซง ใช้เป็นหมุดหมายสำคัญในการวิพากษ์สังคมได้อย่างแหลมคม เริ่มตั้งแต่ฉาก “การสัมภาษณ์คัดกรอง” ที่ลูซี่นั่งสัมภาษณ์ลูกค้ามหาเศรษฐีเพื่อค้นหาคู่ที่เหมาะสม หนังใช้การตัดสลับภาพและมุมกล้องที่ทำให้ดูเหมือนการสัมภาษณ์งานมากกว่าการหาคู่ครอง ฉากนี้สะท้อนประเด็นสังคมเรื่อง “ความสัมพันธ์แบบธุรกรรม” ที่คนรุ่นใหม่เริ่มมองว่าความรักคือทรัพยากรที่ต้องบริหารจัดการให้คุ้มค่าที่สุด โดยลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ลงเหลือเพียงตัวเลขและสถิติในหน้ากระดาษ

ฉาก “มื้อค่ำที่ไร้เสียงหัวเราะ” ระหว่างการเดตในร้านอาหารสุดหรูที่ล้อมรอบด้วยกระจกใส ฉากนี้กล้องจะจับภาพสะท้อนของคู่รักคู่อื่นๆ ในร้านที่ต่างคนต่างก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์ หรือคุยกันด้วยบทสนทนาที่ว่างเปล่า มันเป็นภาพสะท้อนของ “ความโดดเดี่ยวในที่สาธารณะ” แม้เราจะมีคู่ที่ “สมบูรณ์แบบ” ตามบรรทัดฐานสังคมอยู่ตรงหน้า แต่ช่องว่างทางความรู้สึกกลับกว้างขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรามัวแต่กังวลกับภาพลักษณ์ที่ปรากฏสู่สายตาคนภายนอก

สุดท้ายคือฉาก “การเผชิญหน้าในอพาร์ตเมนต์แคบๆ” เมื่อลูซี่ต้องเลือกระหว่างความหรูหราของคฤหาสน์แรนดี้ กับอพาร์ตเมนต์ที่แออัดและทรุดโทรมของจอห์น ฉากนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องความรัก แต่มันสะท้อนถึง “วิกฤตความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ” ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก หนังบีบให้ผู้ชมเห็นว่า บางครั้ง “เสรีภาพในการเลือกความรัก” ของเรา ก็ถูกจำกัดด้วย “สภาพเศรษฐกิจ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความรักจึงไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจ แต่เป็นเรื่องของชนชั้นทางสังคมด้วย

หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนที่โหยหาเทพนิยายขายฝัน แต่มันคือ “จดหมายรักฉบับความเป็นจริง” สำหรับทุกคนที่เคยลังเลระหว่างความถูกต้องกับความถูกใจ มันสนุกด้วยบทสนทนาที่คมคาย มีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องที่คาดเดาไม่ได้ และจบลงด้วยความรู้สึกที่ทิ้งตะกอนไว้ในใจนานแสนนาน











กำลังโหลดความคิดเห็น