xs
xsm
sm
md
lg

“ป๋อ ณัฐวุฒิ” วัย 51 ปี โรครุมเร้า หัวใจเต้นผิดจังหวะ เตรียมปั้นร่างทองเพื่อสุขภาพ ศัลย์ตาที่เกาหลี-ทนความย่นไม่ไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ป๋อ ณัฐวุฒิ” ยอมรับซุ่มไปทำตาที่เกาหลีเพราะทนความเหี่ยวย่นไม่ไหว เผยวัย 51 โรครุมเร้าสารพัด ทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ ริดสีดวง แขนซ้ายชา จนต้องตั้งเป้าขอทำร่างทองเพื่อสุขภาพ ส่วนภรรยา “เอ๋ พรทิพย์” เพิ่งสวดมนต์ตรวจสุขภาพ ทุกอย่างปกติแล้ว มีความสุขมากขึ้น 

หายหน้าหายตาไปจากการอัปเดตผลงานไปพักใหญ่ จนหลายคนคิดว่าพระเอกหนุ่มรุ่นใหญ่ “ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ” ไม่ค่อยรับงานแสดงแล้วหรือเปล่า แต่ล่าสุดเจ้าตัวมาเผยถึงเรื่องนี้ในงานเปิดตัวละครเรื่อง ยิหวาดาตัง ณ อาคารมาลีนนท์ ทาวเวอร์ ว่ายังรับงานแสดงอยู่ตลอด เพียงแต่หลังๆ ซีรีส์ต่างๆ ไม่ค่อยให้เปิดเผย เพราะอยากให้รอตอนเปิดตัวทีเดียวมากกว่า

“จริงๆ ผมรับอยู่ตลอดนะ เพียงแต่เดี๋ยวนี้การทำซีรีส์เขาไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยเปิดกัน มันทำเชิงลับเยอะมากเลย ก็เลยกลายเป็นว่าไม่ค่อยได้เล่าไม่ค่อยได้โพสต์ ปกติเมื่อก่อนเราจะโพสต์ว่าเราอยู่กองนี้ เราเล่นกับคนนั้นคืนนี้ เดี๋ยวนี้เขาจะมีถึงขั้นเซ็นสัญญานะบางกอง ก็เท่ากับว่า 4-5 เดือนนั้นเราทำแค่เรื่องนั้นแล้วไม่มีใครรู้ก็มี อย่างยิหวาดาตังนี่ก็ทำมานานแล้วครับ แล้วก็ออก แต่จริงๆ ก็อยากจะไลฟ์สดในนั้นบ้าง (หัวเราะ) แต่ก็เข้าใจครับ งานเขาต้องการให้ว้าวเวลาเปิดตัว อยากให้คนตกใจในแคส ตกใจในซีรีส์ที่เขาทำ เพราะฉะนั้นก็เข้าใจครับ ไม่ได้ต่อต้านอะไร แต่ก็คันไม้คันมือบ้าง

หลังๆ ชอบได้บทเป็นลาสบอสใช่ไหม เขาก็พยายามหาบทดีๆ ให้แหละ ลาสบอสก็เป็นบทที่ดี ก็ต้องขอบคุณผู้จัดทุกคนนะครับ ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากจะทำให้ดีที่สุดครับ (หัวเราะ) ยากนะ คือมันทำให้เราสนุกเหมือนเดิม คือตอนเราเล่นเป็นพระเอกก็จะเป็นคนดี ทำแต่เรื่องดีๆ แต่บางทีเป็นตัวไม่ดีบ้าง เป็นหัวหน้าโจรบ้าง มันก็เป็นอีกฟีลนึง มันเป็นการแสดงซึ่ง 25 ปีที่ผมไม่เคยเล่นบทแบบนี้เลย ผมก็สนุก เพราะรู้สึกว่าบทแบบนี้กูไม่เคยเล่นเลยว่ะ ก็ดีเหมือนกัน และมันได้เล่นอะไรเกินกว่าที่เราเคยเล่น”

บอกคนดูยุคใหม่เข้าใจอะไรมากขึ้น
“พอเปลี่ยนบทบาทคนก็รักเราเหมือนเดิมนะ ผมว่าคนเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมมาก แต่ในส่วนไลฟ์สดเราเป็นคนสนุกสนาน นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ไม่ใช่ชีวิตจริงของเราทั้งหมด ผมว่าในติ๊กต๊อกเป็นเรื่องของการแสดงแบบหนึ่ง คือตัวจริงเราอาจจะไม่ได้ตลกแบบนั้นก็ได้ แต่เราทำตลกเพราะว่าคอนเทนต์ของช่องเราคือตลก แต่เวลามาทำงานละครจริงจังเป็นตัวโกงตัวร้าย ก็จะเป็นอีกแบบนึง ผมว่าคนสมัยนี้แยกแยะได้อยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นคนเงียบๆ นะ คนก็เข้าใจ เราก็ไม่ได้ตลกตลอดเวลา

แต่ถามว่า 2-3 ปีหลังก็ไม่ต้องมีพิธีรีตองเรื่องของการแสดงออก คือตื่นมาก็ไลฟ์สดได้เลยไม่ต้องแต่งหน้าทำผมมาก อาจจะมีวันที่หน้าตาดีบ้างไม่ดีบ้าง คนก็รับได้ เดี๋ยวนี้คนเปลี่ยนไปหมดแล้ว คนดูเขาก็รับความเป็นธรรมชาติมากกว่า จริงๆ ความเป็นธรรมชาติดีกว่ามานั่งแต่งแต้มอีกนะ คนชอบแบบนั้นมากกว่า คือเมื่อก่อนมันเป็นแบบเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้มันเป็นแบบเดี๋ยวนี้ เมื่อก่อนเรามาก็ต้องไปนั่งแต่งหน้าทำผม แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องเลย คนแบบเมื่อก่อนก็แก่ไปหมดแล้ว คนยุคใหม่ๆ ที่เขาดูหน้าสดๆ เขาเห็นเราตอนนี้เขาก็ชินกับหน้าเราแบบนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นแยกยุคกันไปเรียบร้อย คนดูอายุเยอะๆ เขาก็ไปดูอย่างอื่นแล้ว ผมถือว่าเราอยู่ตรงนี้เราต้องปรับตัว ผมก็คิดว่าปรับตัวได้ดีพอสมควร”

ยอมรับต้องพึ่งศัลยกรรมบ้าง แต่ทำนิดๆ หน่อยๆ ไม่ได้ทำมาก
“คนชมว่าหน้าไม่เปลี่ยน ก็เปลี่ยนนะ ไปเกาหลีหน้าก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็นิดนึง ตามันไม่ไหวแล้วไง ตาด้านล่างมันย่น ตาตก ก็ต้องทำบ้าง จริงๆ ก็สนุกขึ้น คือพอหน้าตาเราสดใสขึ้น เราก็รู้สึกสนุกขึ้น เรามั่นใจขึ้น เพราะมีอยู่ช่วงนึงรู้สึกไม่ไหวเลย ช่างภาพบอกพี่ยิ้มหน่อย เราก็บอกนี่กูยิ้มแล้วนะ ตาตก ย่นมาก สักพักบอกว่าพี่อย่ายิ้มดีกว่า มันยิ่งย่นมากเลย ก็ทำสักนิดนะครับ หลังๆ ผมก็ไม่ธรรมดา ผมซื้อเยอะกว่าเอ๋ (พรทิพย์ สกิดใจ) อีกนะ เพราะตอนนั้นหน้าแย่มาก ก็เลยมาทาโน่นนี่ เอ๋ก็ช่วยด้วย ก็ดีขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะเข้าไปถึงศัลยกรรม และพอเข้าไปแล้วออกไม่ได้ คราวนี้ไปเกาหลีทุกรอบต้องกลับมาหน้าบวมๆ ก็ไม่ต้องตกใจ แสดงว่ามีโรงพยาบาลประจำแล้ว

คิดเสมอว่ามาถึงจุดนี้ได้ยังไง แต่จะบอกว่าเมื่อเวลาคุณอายุสัก 45 ขึ้นไป อย่างผม 51 มันชัดเลยว่ามันไปหมด หน้า ตาทุกอย่างมันชัดมาก แต่ก็จะพยายามทำให้น้อยที่สุด ไม่อยากจะไปถึงขั้นหน้าเปลี่ยนไป เอาเท่าที่ไหว อาจจะเปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อยหวังว่าจะให้อภัยกัน เพราะว่ามันต้องทำจริงๆ แต่อะไรที่มันมากเกินไปก็รอสัก 60 แล้วกัน (หัวเราะ) แต่ไม่ถึงกับว่าแพลนทุกๆ 5 ปีหรอก คือตอนนี้มันมีคนมาชวนมากกว่า แต่ยังไม่ทำ เพราะเราอยากให้ไปตามธรรมชาติ แต่อันไหนไม่ไหวก็ต้องทำ กลัวที่สุดคือหน้าเปลี่ยน เพราะตัวเราคือคนที่ต้องอยู่กับหน้านี้ และคนก็เห็นเราหน้านี้มานาน มันเขินกับเสียงกระซิบเวลาคนพูดถึงเรา ซึ่งเราก็ตาไวพอเห็นว่าเขาเริ่มซุบซิบๆ แต่บางคนก็เดินมาถามเลยว่าพี่ไปทำที่ไหน เขาชอบจังเลย เราก็แนะนำเขาไป

ภรรยาก็ไม่ได้ว่ายังไง ภรรยาเขาทำอยู่แล้วครับ ไปด้วยกันนี่แหละ ส่วนลูกเขาก็บอกว่าแล้วแต่ เพราะว่าเขาก็อยู่ในวัยยังเด็ก ยังไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่เขาก็จะตกใจเวลาเราพันผ้าหน้าบวมมา เขาก็ถามว่าไปทำอะไรมาขนาดนั้น เราก็บอกว่าขอโทษนะถ้าไม่ได้เป็นดาราคงไม่ทำเยอะขนาดนี้หรอก ส่วนจะเป็นเอเจนซี่เองไหม ต้องยกให้คุณโอ๋ ภัคจีรา (หัวเราะ) เข้าไปในไลฟ์สดเขาเลยครับ เขาตอบคำถามได้ทุกเรื่อง”

แพลนปีนี้ทำร่างทองให้ได้ เพราะสารพัดโรคเริ่มรุม
“แต่พอแล้ว ปีนี้ไม่เอา 4 เดือนนี้ตั้งใจจะร่างทองอย่างเดียวเลย ฟิตหุ่น พยายามอยู่ เห็นชาย (ชาตโยดม หิรัญยัษฐิติ) เขาร่างทองแล้ว เห็นใครเขาทำแล้วเราต้องทำบ้าง ผมว่าความที่เจ๋งกว่าร่างทองคือเราต้องมีสุขภาพที่ดี เราลดไขมันของตัวเองลงหน่อย แล้วก็ออกกำลังกายมากขึ้น มันก็จะช่วยให้เราอยู่กับลูกไปนานๆ ต้องบอกว่าโรคภัยไข้เจ็บมันก็เข้ามาเนอะตอนนี้ พออายุเริ่มเยอะมันก็เริ่มมีเรื่องพวกนี้เข้ามา

ต้องตั้งวินัยมาก นี่ชายบอกว่าตอนช่วงลดน้ำหนักเตะวิกกี้ใหญ่เลย ผมก็ต้องเตะเอ๋นี่แหละ (หัวเราะ) แต่มันยากจริงๆ ครับ ตอนนี้ก็เบิร์นทุกวันประมาณ 5 กก. แล้วก็ทาน 2 มื้อ มื้อแรกเป็นอาหารที่อยากกิน มื้อสองก็เป็นผัก ไม่มีแป้งแล้ว ก็เอาเท่าที่ไหวก่อน คือไม่ได้ตั้งใจว่าจะซิกแพ็กขนาดนั้นหรอกครับ แต่คิดว่าเอาให้ท้องบางลงหน่อย ตัวเบาๆ ลงหน่อย คิดว่าสุขภาพน่าจะดีขึ้น เพราะจริงๆ ไปตรวจมาหัวใจเต้นผิดจังหวะอีก พอ 50 แล้วมีโรคเยอะมากเลย เป็นริดสีดวงด้วย อยู่ดีๆ ก็เป็น พออายุเยอะมันมาทุกโรคเลย ผมนี่หินปูนหลุด 2 ข้าง เดี๋ยวนี้ใครเป็นโรคเกี่ยวกับ 50 กว่าถามผมได้นะครับ ผมรู้ทุกอย่างเลย ถามสุขภาพได้ มะเร็งปอดผมก็รู้จักหมอ แล้วเป็นริดสีดวงนี่เลือดเต็มห้องน้ำเลย ต้องไปตรวจ ไปส่องกล้อง

หมอก็บอกว่าอายุครับ ถ้าคนอายุ 50 จะเข้าใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ แขนซ้ายชา ก็มีไปตรวจครับ มีเจ็บหลังก็ไปตรวจ แต่หัวใจคุณหมอบอกว่ายังไม่เป็น ปีที่แล้วภรรยารักษามะเร็งปอด ปีนี้มาถึงเราแล้ว ก็ไม่เป็นไรครับ มันเป็นจังหวะเวลาของวัยเรามันต้องเจอแบบนี้ ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนก็ต้องเจอ มันต้องเป็นอะไรสักโรค แต่เราก็ต้องหาหนทางในการรักษา แต่การตรวจสุขภาพดีนะครับ ทำให้เรารู้ก่อนเจอก่อนรักษาก่อน ทำให้เราไม่เป็นอะไรมาก”

เผยภรรยาแฮปปี้ขึ้นมาก แค่ตรวจเช็กทุก 6 เดือนในระยะเวลา 5 ปีไปเรื่อยๆ
“เอ๋ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมาเป็นการซีทีสแกนรอบ 2 ก่อนเข้าห้องก็สวดมนต์กันใหญ่เลย สุดท้ายก็ผ่าน ไม่เป็นอะไร ก็ตรวจทุกๆ 6 เดือนครับ ก็ให้ครบไปเรื่อยๆ ในระยะ 5 ปี แต่ใน 2 ปีนี้ต้องเข้มข้นที่สุด เพราะว่าห้ามพลาดเลย 2 ปีนี้เป็นช่วงเวลาที่มันจะกลับมาได้เร็วที่สุดถ้าเป็นมะเร็งปอดนะ แต่ในส่วนอื่นเราไม่ทราบ เราก็ต้องตรงเวลา อย่าปล่อยทิ้งไว้เช่น 7-8 เดือนไม่เอา 6 เดือนต้องรีบไปตรวจ

เอ๋ตอนนี้ก็ลั้ลลาอยู่ครับ สบายใจ แฮปปี้ ของเอ๋มันตัดออกไปแล้วครับ สิ่งที่น่ากังวลก็คือแค่มันจะกลับมาหรือเปล่าแค่นั้นเอง เราก็บอกว่าเอ๋อย่าไปคิดเลย กลับหรือไม่กลับมันก็เดาไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นถ้าตัดแล้วถือว่าดี เราก็ไปต่อดีกว่า ก็มีความสุขมากขึ้น พอเราเจอเรื่องนี้ครอบครัวก็คิดใหม่ทำใหม่ มีความสุขเลย อยากกินอะไรกินเลย อยากเที่ยวเที่ยวเลย อยากลดน้ำหนักเราก็คุมเอา ก็มีความสุข ของเอ๋ก็แค่นี้เลย ทุกๆ 6 เดือนก็เช็ก ถ้าไม่มีอะไรก็กลับบ้านไป”











กำลังโหลดความคิดเห็น