“มัดหมี่ - ดาต้า” เล่าสูญเงินรวม 58 บาท เพราะไว้ใจคนผิด เชื่อใจ “อาจารย์ต้น ผู้วิเศษ” จนทะเลาะกับที่บ้านเพราะปกป้องสำนัก ยอมรับโง่เอง แต่ขอโง่ครั้งเดียว กว่าจะตาสว่างก็ 4 ปีกว่า เอ๊ะหลายครั้ง แต่มีเหตุผลมาซัปพอร์ตตลอด เผยช็อกหนัก ร้องไห้เป็นเดือน ตอนรู้ความจริงจากกองปราบฯ เอาเงินไปใช้ส่วนตัว แถมยังมีคดี แจ้งข้อหาฉ้อโกงแล้ว จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ผัดคืนเงินมาเกือบ 2 ปีแล้ว ด้าน “ขวัญ ม.ล.พลอยนภัส” เสียงสั่น โดน “ไฮโซต้น” ยืม 14 ล้าน ผัดมา 2 ปี สุดท้ายขาดการติดต่อ
จากกรณี “ไฮโซต้น” ติดเงิน 14 ล้าน ก่อนหนีไปอยู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับ “อาจารย์ต้น ผู้วิเศษ” ที่สาว “มัดหมี่ พิมดาว พานิชสมัย” และเพื่อนไฮโซ “ดาต้า ดรัลชรัส ศุขีวิริยะ”ออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์สูญเงินรวมกันกว่า 58 ล้านบาท จากสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ล่าสุดวันนี้ (8 ม.ค.) ในรายการโหนกระแส ก็ได้มีการเชิญทั้งสองคนมาพูดถึงประเด็นนี้ พร้อมกับ “คุณขวัญ ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์” ผู้เสียหายที่ถูก “ไฮโซต้น”ยืมเงิน โดยงานนี้หลังจบรายการ ทั้ง 3 คนก็ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชน ยอมรับว่าโง่เอง ที่ไว้ใจคนผิด และจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
มัดหมี่ : “เรารู้จักเขาจากการแนะนำของรุ่นพี่ 2 คน ที่ไว้ใจและสนิท ช่วงนั้นถ่ายหนังอยู่แล้วถอดตัวละครไม่ออก มีอาการซึมเศร้าและเครียด ก็ได้ไปไหว้พระ ไปปฏิบัติธรรม รวมถึงพบจิตแพทย์ แต่ก็ไม่หาย เขาเลยแนะนำว่ามีคนเชี่ยวชาญด้านนี้ เราเลยไป นั้นคือจุดเริ่มต้นตอนปี 2560 เขาก็บอกว่าสิ่งที่เกิดกับเราเป็นเรื่องของวาระกรรม เกี่ยวกับอดีตชาติ ตอนนั้นเราก็เชื่อ เพราะรู้สึกว่าน่าเชื่อถือ มันมีความอบอุ่น ไปกันเป็นกลุ่มเล็กๆ 15 คน ครั้งแรกยังไม่มีการพูดถึงเรื่องเงิน แต่ครั้งที่ 2-3 ก็เริ่มแล้ว บอกให้เราโอนเข้ามูลนิธิ ทำบุญที่ไหนก็ได้ แต่หลังจากนั้นพอคนเริ่มเยอะประมาณ 1-2 ร้อย เริ่มเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ก็เริ่มจะเข้าที่ของเขาแล้ว
มาออก “โหนกระแส” เพราะอยากรับผิดชอบ ที่เคยชักจูงคนไปร่วมปฏิบัติด้วย
มัดหมี่ : “ตอนนี้ตัวรุ่นพี่ที่ชวน เขาก็ยังอยู่ ยังเชื่อ ยังศรัทธาอยู่ แต่อาจารย์ไม่อยู่แล้วค่ะ หนีไปแล้ว แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ วันนี้ที่มาโหนกระแส เนื่องจากเราต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ เพราะเราได้ชักจูงคนไปปฏิบัติด้วย ตอนแรกเราคิดว่ามันดี ก็เลยอยากขอโทษคนที่เราเคยนำพาไปทั้งคนที่ยังอยู่และออกมาแล้ว คนที่ออกมาแล้วก็ถือว่าโชคดี คนที่ยังอยู่เขาอาจจะมีวาระกรรมต่อกัน ก็อยากให้ตื่นค่ะ”
ใช้เวลา 4 ปีกว่าจะเอ๊ะ และตัดสินใจออกมา
มัดหมี่ : “มัดหมี่ปฏิบัติมา 4 ปีกว่า เริ่มตอน 2560 เอ๊ะตอน 2564 และออกมาตอนต้นปี 2565 จริงๆ ก็เอ๊ะพร้อมกัน เพราะวิถีชีวิตเขาเปลี่ยน จากความสมถะ เริ่มเปลี่ยนรถ เปลี่ยนบ้าน ใส่แบรนด์เนม แล้วมัดหมี่มีปัญหากับที่บ้านเลย เพราะครอบครัวเตือนว่านี่ไม่ใช่วิถีของพระพุทธศาสนาก็ทะเลาะกับที่บ้านเลย ปกป้องสำนักมากๆ ตอนนั้น เรื่องภาพพระเยซู ตอนนั้นที่เราไม่เอ๊ะ เพราะเขาบอกว่าทุกศาสนามาที่ตรงนี้ได้หมด”
ดาต้า : “เขาบอกว่าจิตเขานิพพานไปแล้ว ที่อยู่ตรงนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงมาประทับล้วนๆ เพราะจิตของนายต้นนิพพานไปแล้ว เขามีหน้าที่ช่วยเหลือผู้คน เขาจะบอกคนที่มาใหม่ๆ ว่าให้ไปทำบุญที่ไหนก็ได้ ดีเหมือนกันหมด แต่พออยู่มาสักปี เขาก็จะเปลี่ยนคำ ว่าทำกับเขาดีที่สุด เพราะเขาช่วยคนกลับนิพพาน”
มัดหมี่ : “เงิน 8 ล้านที่เสียไป ก็เข้าสำนักเขาทั้งหมด เราลดละกรรม เราทำบุญ เราคิดว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยสถานปฏิบัติธรรม ช่วยเพื่อนมนุษย์ เราถูกฝังความกลัวมา ก็เป็นอวิชชา เป็นความไม่รู้ของเรานี่แหละ เป็นบทเรียนยิ่งใหญ่ ก็ทยอยโอนไปเรื่อยๆ ในระยะเวลา 4 ปีครึ่งค่ะ ไม่ได้เสียไปทีเดียว ส่วนเรื่องอาการมันก็ไม่ได้หาย เราถึงได้ออกมา เพราะสุดท้ายเราก็รู้ว่าความจริงคืออะไร และเรื่องเงินตอนนี้ ก็อยู่ในกระบวนการตามกฎหมายแล้วค่ะ”
ดาต้า : “ทางกฎหมายทวงไปแล้ว เขาก็บอกว่าจะคืนให้ทุกอย่าง แต่ก็ผัดมาประมาณ 1-2 ปีแล้วค่ะ”
มัดหมี่ : “ถามว่าเคยไปทวงกับตัวเขาเลยไหม ก็ไม่เจอค่ะ เขาบล็อกทุกทาง แล้วก็ให้ลูกศิษย์ทุกคนบล็อกพวกเราหมดด้วยบอกว่าถ้าดูแล้วเดี๋ยวมารจะลง”
ดาต้า : “ตั้งแต่ออกมาพวกเราก็เดินเข้ากองปราบฯ เลย แล้วเพิ่งได้ทราบหลังตรวจสอบชื่อจริงของอาจารย์ต้น ว่าเขามีคดีติดตัวหลายอย่าง ทั้งฉ้อโกงทั้งอะไร ส่วนชื่อภรรยาของอาจารย์ ก็เป็นคนที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็คือแจ้งตายเท็จตอนนั้นเราก็ช็อกว่านี่มันอะไรกัน ตกใจมากส่วนคดีของเราเท่าที่ถามเจ้าหน้าที่ น่าจะเป็นคดีฉ้อโกงประชาชน เพราะเสียหายหลายคน
ในส่วนตัวดาต้ารู้จักเขา เพราะมัดหมี่ชวนไปปฏิบัติธรรมด้วยกัน เราเชื่อเพื่อน เพราะเพื่อนเป็นคนดีและหวังดี เห็นว่าเราปวดหัวตลอด ไปหาหมอก็ไม่หาย หาสาเหตุไม่ได้ ตอนนั้นก็จนปัญญา ก็เป็นจุดที่ดิ่งสุดในชีวิต มัดหมี่ก็เป็นห่วงเรา เลยบอกให้ลองมาที่นี่ รุ่นพี่เขาบอกว่าจะช่วยได้ แต่ดาต้าไปหลังมัดหมี่ประมาณครึ่งปี ช่วงแรกก็โอนไปทำบุญที่อื่นอยู่เป็นปีๆ เลย จนกระทั่งการ์ดตก ว่าเขาคงไม่ได้จะมาหาผลประโยชน์อะไรจากตรงนี้จริงๆ พอการ์ดตกเขาก็เริ่มเปลี่ยนคำ ว่าโอนมาที่เขาดีที่สุด เงินตรงนี้เขาจะไปสร้างประโยชน์
สุดท้ายพอกองปราบสืบ ก็ได้ทราบเส้นทางการเงิน ว่าเงินลดละกรรมทั้งหมด มันกลายเป็นบ้าน 35 ล้านเงินสด รถพอร์ชเงินสด 10 กว่าล้าน และเป็นของแบรนด์เนมต่างๆ ยอดความเสียหายรวมทั้งหมด อาจจะต้องถามทางกองปราบฯ แต่ส่วนของดาต้ากับครอบครัว 50 ล้าน ก็คือมีที่ดินด้วย เป็นอาคารปฏิบัติธรรมที่เขาขอให้ช่วยลง
ช่วงที่พวกเราออกมาตอนนั้น เขามีลูกศิษย์ประมาณ 300 คน ค่าลดละกรรมก็จะแล้วแต่คน ซึ่งก็ทำกันเยอะ หลักแสน หลักล้าน หลัก 10 ล้านก็มี เขาจะบอกวิธีว่าเราต้องไปสื่อจิตเอาเอง ว่ามันต้องเท่าไหร่ จริงๆ ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ว่าเราไม่เอ๊ะนะคะ แต่พอเราเอ๊ะแล้วเราถาม เขาจะมีเหตุผลมาซัปพอร์ตเสมอ ถ้าถามเยอะๆ เขาก็จะบอกว่าเดี๋ยวมารจะลง แต่ของดาต้าที่โอนตัดกรรม ก็น่าจะหลักหมื่นค่ะ”
มัดหมี่ : “ของมัดหมี่ก็เหมือนกัน สุดท้ายคืออยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เป็นประสบการณ์และเป็นอุทาหรณ์ อยากให้คนที่ได้ดูรายการ ใช้ปัญญาตรวจสอบ ก่อนที่จะศรัทธาอะไร เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมาทุกรูปแบบ สุดท้ายแล้วถ้าเงิน 8 ล้านไม่ได้คืน มันก็ยังเป็นอุทาหรณ์ให้คน มัดหมี่ว่าแค่นี้ก็ดีแล้วค่ะ แต่ถ้าได้คืนก็ดีค่ะ ถามว่าเข็ดไหม ก็เข็ดค่ะ ตอนนี้มัดหมี่มีขอบเขตชัดเจนกับชีวิตมาก สุดท้ายไม่ว่าคุณจะศรัทธาหรือเชื่ออะไร อยากให้มาจากการตรวจสอบ การใช้ปัญญาพิจารณาก่อน ถ้าเขาดูอยู่… ก็อยากบอกว่าถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ก็กลับมาสู้คดี หรือว่ากลับมาคืนเงินค่ะ”
คุณขวัญ : “ในส่วนของขวัญกับไฮโซต้น จุดเริ่มต้นคือสามีเป็นเพื่อนกันมานาน ก็เหมือนคนสนิทและไว้ใจกัน เราคิดนานมากๆ ว่าจะออกมาหรือเก็บเงียบดี เพราะการที่จะออกมา จะมีคำว่าโง่จังออกมาเสมอ เราก็ต้องใช้ความพยายามและความกล้าหาญมาก (เสียงสั่น) แต่เราก็ออกมาเพื่อที่จะได้ไม่มีคนที่ 2 3 4 ต่อจากเรา เราไม่ได้บอกว่าเขาผิดหรือไม่ผิด ก็อยากให้เขากลับมาชี้แจง เพราะเราพูดอยู่ฝ่ายเดียว มันก็ไม่ยุติธรรมกับเขา อยากฟังความคิดเขา ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาถึงหายไปเลย
เขายืมเงินเราเกือบ 5 ปีแล้ว กำหนดคืนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว สุดท้ายก็บอกว่าไม่มีเงิน ถ้าขวัญลำบากมากนัก ก็ไปยืมเงินคนอื่นไป คือคำพูดนี้มันไม่ใช่คำพูดที่เพื่อนควรพูดกัน ก่อนหน้านี้เราโดนเอเจนซี่เจ้าหนึ่งโกง 97 ล้าน เขาก็บอกว่าฉันไม่มีวันทำกับเธอแบบนี้ เขาลืมไปแล้วหรือเปล่า ว่าเคยพูดคำนี้ เราเลยคิดว่า 97 ล้านเราโดนแล้วเงียบ แล้วเราโดนอีก 14 ล้าน ถ้าเราเงียบอีก มันจะหมายความว่าเราเป็นคนที่ขี้กลัวมาก ไม่กล้าเผชิญความจริง แล้วจะมีคนที่เดือดร้อนจากการที่เราไม่ออกมาอีกกี่คน ขวัญไม่อยากรู้สึกผิดกับตัวเองอีกแล้ว ว่าทำไมเราไม่พูด
ตอนนี้เลยอยากให้ผู้เสียหายที่มีเยอะแยะมากมายเลย ที่กลัวสังคมจะรุมให้เขาต่ำลงไปอีก ออกมาพูด สำหรับขวัญพูดกี่ครั้งก็จะร้องไห้ เพราะเสียใจว่าทำไมเพื่อนทำกับเราได้ยังไง ตอนนี้เราจะไม่ยอมอีกแล้ว คนที่ฟังก็จะได้ระวัง นั่งฟังที่น้องดาต้าพูดในรายการโหนกระแส มันเป็นข้อมูลใหม่ๆ ที่เราไม่อยากจะเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริงๆเราคิดว่าเขาคงเดือนร้อนเลยไม่มีเงินคืนเรา ไม่ได้คิดว่าเขาจะไม่คืน คิดว่าเดี๋ยวเขาหายเขาต้องมาคืนเรา แต่ตอนนี้เขาไม่แม้แต่จะติดต่อเรามาเลย ก็ทราบจากน้องดาต้า ว่าเขาน่าจะอยู่ที่อเมริกาหรือเปล่า ตอนที่ติดต่อตอนเดือนสิงหาคม เขาก็น่าจะอยู่ที่อเมริกาแล้ว เพราะเขาบอกว่าให้ติดต่อภรรยาเขาแทน”
ดาต้า : “ไม่กลัวว่าคดีจะเงียบไป เพราะมันชัดเจนเลยว่าเขาไม่ได้จะคืนเราจริงๆ อย่างที่เขาฝากทนายบอกเราเป็น 2 ปีแล้ว ว่าจะทยอยคืน จนเรารู้สึกว่าเราให้โอกาสเขาอยู่ ที่ยังไม่ออกมาพูดในโซเชียล แต่ตอนนี้พอทราบว่าเขาย้ายไปด้วยกันเลย เราก็มั่นใจแล้วว่าเขาไม่ได้คิดจะคืนเราหรอก เราก็เลยคิดว่างั้นก็ออกมาพูดสักทีเถอะ ตอนนี้เห็นว่าทางกองปราบฯ อยากให้ดาต้ากับมัดหมี่ เข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ”
ยอมรับช็อกมาก ร้องไห้อยู่เป็นเดือน
ดาต้า : “ช็อกมาก ร้องไห้อยู่เป็นเดือนๆ เพราะเป็นคนที่เราไว้ใจมาก เราไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้กับเรา เราให้เขาทุกอย่างที่เรามี กำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ ช่วยหมดตอนนั้นเราเข้าใจว่าเขาช่วยเหลือคนอื่น เลยอยากช่วยเหลือเขา แต่พอเราวางศรัทธาผิดคน เราก็ได้บทเรียนเลย เราก็ชวนคนไปตรงนั้น เลยรู้สึกว่าเราต้องออกมารับผิดชอบเหมือนกัน ต้องออกมาบอกว่ามันไม่ได้เป็นแบบที่ทุกคนเข้าใจ ต่อหน้าเขารับฟังอย่างดี แต่ลับหลังเขาเอามาพูดนินทาเป็นเรื่องตลก
สำหรับคนที่ยังอยู่ ดาต้าเข้าใจพวกเขานะ เพราะครั้งหนึ่งก็เคยเป็นอย่างนั้น เขาศรัทธาว่าคนนี้ช่วยเหลือผู้อื่น เลยอยากช่วยเหลืออาจารย์ เขาไม่ได้มาทราบความจริงแบบที่ดาต้าเดินไปฟ้องกองปราบฯ แล้วได้รับรู้ความจริง แล้วตาสว่าง เราก็อยากให้ทุกคนตาสว่าง แต่เท่าที่เราสัมผัส ตอนเตือนใคร เรารู้เลยว่าเขาบล็อกเราทุกช่องทาง ไม่ให้รับข้อเสนออะไรจากเรา และบอกว่าถ้ามาคุยกับเรามารจะลง ซึ่งพอโดนปั่นแบบนี้ คนที่เคยรู้จักกันในนั้นก็หนีหายจากเราหมดเลย ติดต่อไปเขาก็ไม่คุย ไม่รับฟังเลย
ถามว่ามีคนบันเทิงคนอื่นอีกไหม ก็เคยมีนะคะ แต่ตอนนี้มีไหม ก็ไม่มั่นใจ แต่เท่าที่เห็นมาตลอด ก็มีมาตลอด ตอนนี้สถานปฏิบัติธรรมก็ยังมีอยู่ ในนั้นมีหลายชนชั้นมาก มีพระด้วย เขาใช้ชื่อเสียง ใช้ความเชื่อใจของทุกคน เอามาเป็นเครดิต ว่าคนเหล่านี้ได้ดีเพราะเขา”
มั่นใจคดีจะไม่เงียบ
ดาต้า : “ในเรื่องคดีตอนนี้ วันก่อนได้เข้าไปพบกับท่านบิ๊กเต่า ก็รู้สึกมั่นใจค่ะ ทรัพย์สินของเขาเท่าที่ทราบตอนนี้ เขาโอนบ้านเป็นชื่อลูก โอนรถเป็นชื่อพ่อ แล้วก็ขายไปแล้ว แบรนด์เนมก็เห็นว่าทยอยขาย นอกนั้นก็ไม่ทราบแล้วค่ะ”
คุณขวัญ : “ของเราอยู่ในคดีแพ่ง เพราะเป็นการยืมเงินค่ะ ตอนแรกเขาบอกว่าธุรกิจเขาดี จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่น้องดาต้าก็ไปสืบทราบมาแล้ว”
ดาต้า : “ที่เขาบอกว่ามีอยู่ 9 บริษัทในเครือ เท่าที่ตรวจสอบคือขาดทุนไปแล้ว 7 บริษัท ล้มละลายไปแล้ว 1 บริษัท แล้วอีก 1 ตรวจสอบไม่พบ ธุรกิจดูมีปัญหามานานแล้วเหมือนกันค่ะ”
คุณขวัญ : “แล้วเขาจะเอาเงินมาคืนขวัญตอนไหน (หัวเราะ)”
ดาต้า : “ก็เข็ดแน่นอนค่ะ ครั้งหนึ่งเราไว้ใจคนมากเกินไป ตรวจสอบน้อยเกินไป จะว่าโง่ก็ได้ ยอมรับเลย แต่จะขอโง่ครั้งเดียวพอหลังจากนี้จะไม่มีใครมาหลอกอะไรเราได้แล้ว เพราะเรามีภูมิคุ้มกันมากๆ ก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดแน่นอนค่ะ อยากให้เขารับผิดชอบให้ถูกต้อง ที่บอกว่าจะคืนๆ ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ตำรวจออกหมายเรียก ก็ไม่เคยให้ความร่วมมือเลย ไม่มาเลย ส่งทนายมาแค่ 2-3 ครั้ง ก็อยากให้เขาทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เชื่อว่าทุกอย่างมันเริ่มใหม่ได้เสมอ อะไรพลาดก็เริ่มต้นใหม่ ทุกคนสมควรมีชีวิตที่ดี โดยไม่เบียดเบียนใคร”


