xs
xsm
sm
md
lg

“เต๋อ นวพล” ชื่นใจ! พาหนังไทยคว้ารางวัลต่างประเทศ เปิดประตูให้โลกรู้จัก เพื่อโอกาสและอนาคตของหนังไทยเรื่องอื่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“เต๋อ นวพล” เผยหนังใหม่ “HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา” คว้ามา 2 รางวัล ตั้งแต่ยังเข้าไม่เข้าไทย ไปทัวร์มาแล้ว 20 เทศกาล ฟีดแบ็กต่างกันมากในแต่ละประเทศ ชื่นใจหายเหนื่อย พาหนังไทยไปสร้างชื่ออีกครั้ง บอกการได้รางวัลในต่างประเทศ คือการเปิดประตูให้โลกรู้จักและคุ้นเคยกับหนังไทย เพิ่มโอกาสการได้ไปฉายในอนาคต

เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับมากฝีมือ ที่หลายคนตั้งตารอชมผลงาน สำหรับ “เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” เพราะชื่อนี้การันตีคุณภาพ ว่าคุณจะคุ้มค่าตั๋วแน่นอน และกับภาพยนตร์เรื่องใหม่ “HUMAN RESOURCE พนักงานใหม่ โปรดรับไว้พิจารณา” ที่กำลังเข้าฉายในไทย 29 มกราคมนี้ ก็ปังตั้งแต่เริ่มเปิดตัว เพราะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกจาก GDH ที่ได้ฉายเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 82 (Venice International Film Festival) นอกจากนี้ยังคว้ามาแล้ว 2 รางวัล จากการไปเดินสายในเทศกาลภาพยนตร์ กว่า 20 เทศกาล

โดยรางวัลแรก คือรางวัล Best Picture จากเวที Fondazione Fai Persona Lavoro Ambiente Award เพื่อยกย่องภาพยนตร์ที่สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับ บุคคล การทำงาน และสิ่งแวดล้อม ส่วนรางวัลที่ 2 คือรางวัล FIPRESCI AWARD จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Singapore International Film Festival 2025 ล่าสุดวันนี้ (7 ม.ค.) ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เจ้าตัวก็ได้เปิดใจกับสื่อ ถึงผลงานและความสำเร็จในครั้งนี้ 

“เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 9 ของผม ก็คุยกับ GDH ว่าอยากทำหนังที่มีปัญหาอะไรใหม่ๆ และเป็นเนื้อหาที่สามารถพูดคุยกับชาวโลกได้เลย ไม่ใช่แค่เมืองไทย เลยออกมาเป็นเรื่องนี้ พนักงานใหม่สำหรับเรามันมากกว่าคนทำงานในออฟฟิศ เราเกิดมาบนโลก ก็เหมือนเป็นพนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้กฎของบริษัทที่ชื่อว่าโลก เราต้องทำงานในฐานะลูก ฐานะน้อง ฐานะพ่อแม่ ก็เปรียบเทียบแบบนี้ คิดว่าน่าจะเหมาะกับคนยุคนี้ด้วย เพราะบางครั้งเวลาเจอเรื่องยากๆ ในชีวิต บางทีเราก็แบบเอ๊ะ เอากำลังทำอะไรกันอยู่ เรามาทำอะไรกันที่นี่นะ เราจะแก้ปัญหานี้ยังไง”

ยันหนังเรื่องนี้ ไม่หลอกคนดูแน่นอน
“ไม่หลอกเลย หนังเรื่องนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ถามคำถามนี้กับคนดู เป็นคำถามที่อยู่ในใจทุกคนนั่นแหละ เวลาเราเจอปัญหาในงาน ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่อยากทำแต่ต้องทำ บางครั้งเราก็จะเกิดคำถามต่างๆ ว่าทำไมเราถึงทำ ทำไมเราถึงไม่ทำ หนังเรื่องนี้มันจะเปิดพื้นที่ให้เราได้มีเวลาคิดเรื่องนั้น ผมคิดว่าเวลาเราใช้ชีวิตประจำวัน บางทีมันเหนื่อยจนไม่มีเวลาคิดแล้ว แต่ปัญหามันยังอยู่ หนังเรื่องนี้สมมติยาว 2 ชั่วโมง น่าจะเป็นเวลาที่เราค่อยๆ คิดกับชีวิตตัวเอง และอาจจะได้คำตอบ ไปตอบคำถามในชีวิตจริงของเรานั่นแหละ

ผมรู้สึกว่าภาพยนตร์มันมีหลายฟังก์ชัน มันมีหนังที่เอ็นเตอร์เทน หลายๆ ครั้งเราก็ดูเหมือนกัน แต่อีกฟังก์ชันของภาพยนตร์ คือพอมันเป็นสื่อที่กว้าง เราสามารถสื่อสารแมสเสจที่ทำให้ผู้คนเริ่มคิด หรือตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ ในชีวิต หลายๆ ครั้งการที่เราเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่รอบๆ มันช่วยแก้ปัญหาหลายๆ อย่างในชีวิตเรา โดยที่ไม่ต้องไปถึงจิตแพทย์ บางทีมันคือการพูดคุย หรือค่อยๆ หาว่าจริงๆ สิ่งที่เรากังวลหรือกลุ้มใจ มันเกิดจากอะไร มันอาจจะไม่ได้อยู่ที่เรา แต่อยู่ที่โครงสร้างหรือสังคมรอบๆ มากกว่า”

คว้ามาแล้ว 2 รางวัลจากเทศกาลหนัง ตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวในไทย
“ผมไปเทศกาลแรกที่เวนิส เดือนกันยายน ก่อนมาที่นี่ก็ไปทัวร์มาเยอะมาก 20 กว่าเทศกาล ก็มีทั้งไปฉายโชว์เฉยๆ และที่เป็นประกวดด้วย ล่าสุดคือที่สิงคโปร์ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็ชนะรางวัลมา เป็นรางวัลจากกลุ่มนักวิจารณ์ ก็ภูมิใจเหมือนกัน เป็นรางวัลที่ได้ยาก แล้วเราก็ได้มา ตอนนี้ก็ได้มา 2 รางวัลแล้ว สำหรับเรื่องนี้ ที่เวนิส 1 รางวัล ที่สิงคโปร์ 1 รางวัล ที่เหลือก็จะเป็นเข้าชิงบ้าง ซึ่งที่เวนิสจะเป็นรางวัลพิเศษ เกี่ยวกับว่าด้วยชีวิตของคนทำงานสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ฟีดแบ็กในแต่ละประเทศต่างกันมาก แต่ฝั่งเอเชียจะอินกว่า เพราะสภาพสังคมคล้ายกับไทย
“ฟีดแบ็กของแต่ละประเทศจะต่างกันมากๆ สมมติไปฉายที่ยุโรป เขาก็จะสนใจเรื่องโครงสร้างสังคมที่อยู่ในหนังเรา ซึ่งสำหรับผมดีมากเลยนะครับ เวลาเราดูหนัง มากกว่าเรื่องสตอรี่หรือตัวละคร บางทีก็มีการพูดถึงบริบทที่อยู่ในหนัง ทำไมเมืองไทยเป็นแบบนี้ ทำไมเอเชียเป็นแบบนี้ แต่พอย้ายกลับมาฝั่งเอเชีย สมมติไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เขาจะอินกับหนัง เพราะสภาพสังคมเอเชียเราก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ มันมีความอึดอัด มีความกดดัน โดยที่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่าสนุกดี เวลาหนังไปฉายที่ต่างๆ มันได้เห็นแง่มุมอื่นๆ ส่วนตัวเวลาทำหนัง เรารู้สึกว่าคนที่จะเข้าใจหนังเรื่องนี้ที่สุดก็คือคนไทยนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเรามาฉายช้ากว่าเพื่อนนิดหนึ่ง”

เตรียมส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไป ในหลายๆ ประเทศ
“ช่วงนี้มันเป็นช่วงฉายโชว์ตามเทศกาล แต่หลังจากนี้มันจะเป็นการฉายตามโรงทั่วๆ ไปของประเทศต่างๆ คือเราเพิ่งเริ่มที่ไทยเป็นที่แรกแล้วหลังจากนี้เราจะเริ่มกระจายแล้วครับ ตอนนี้จะเป็นใกล้ๆ ก่อน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มีไต้หวัน ญี่ปุ่น เริ่มติดต่อมา มันก็จะค่อยๆ กระจายออกไป (มีโอกาสจะได้ไปหลายประเทศเลย?) ใช่ เพราะปกติเวลาหนังเดินทาง จะประมาณ 1 ปีเต็ม แต่นี่ผ่านไป 5 เดือนเอง จริงๆ ครึ่งทาง 20 เทศกาลถือว่าเยอะมากๆ แล้ว แต่หลังจากนี้ก็จะมีมาเรื่อยๆ เพราะว่าอย่างเดือนนี้สัปดาห์สุดท้ายช่วงวีกที่หนังฉายในไทย ก็จะมีไปฝรั่งเศส ก็ยังคงเดินทางอยู่เหมือนกัน”

ชื่นใจหายเหนื่อย พาหนังไทยไปสร้างชื่อระดับโลก
ชื่นใจอยู่แล้ว เพราะว่าเวนิสมันยากมาก เหมือนเตะบอลโลกนิดหนึ่ง มันเหมือนกับว่าเวลาเราส่งไปบางทีเราไม่รู้หลักเกณฑ์คืออะไร มันเป็นงานศิลปะสร้างสรรค์ เราไม่รู้ว่ามันต้องทำยังไงถึงจะได้ ก็แค่ทำแบบที่เราอยากทำ แล้วพอเราได้รับเลือก ก็ดีใจ เพราะว่าอย่างที่บอกเราไม่ได้รู้หลักเกณฑ์มันหรอก แต่เอาเป็นว่าถ้าสมมติเขาเลือกเราคิดว่ามันก็คงโอเคแหละ แล้วก็ในอีกทางหนึ่งผมรู้สึกว่าในแง่ของภาพยนตร์ไทย อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย มันก็ดีที่เราไปมากกว่าตลาดในประเทศ มันคือการหาพื้นที่ใหม่ๆ ในทางหนึ่งมันก็ได้เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นบันไดขึ้นหนึ่ง เราก็หวังว่าคนที่ทำหนังต่อจากเราไปเรื่อยๆ ก็จะสเต็ปอัปขึ้นไปต่อจากเราได้”

หนังทุกเรื่องที่ทำ หวังแค่ให้คนดู ดูแล้วได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
“จริงๆ หนังที่ผมทำทุกเรื่อง ความคาดหวังคืออยากให้คนดูดูแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่ว่าแต่ละเรื่องเนื้อเรื่องมันแตกต่างกัน อารมณ์ของหนังก็จะแตกต่างกัน บางเรื่องตลกหน่อย บางเรื่องช้าหน่อย บางเรื่องเศร้าหน่อย ก็จะแตกต่างกันไป บางทีคนก็จะงงว่าตกลงหนังเรามันเป็นประเภทไหนกันแน่ แต่ว่าสำหรับผมทำหนังมา 10 ปี มี 9 เรื่อง ผมรู้สึกว่าทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเนื้อเรื่องแบบไหน มันก็เป็นหนังเราทุกเรื่อง เพราะว่ามันเป็นหนังที่มีคำถาม ถามคนดูเสมอ คือหนังของเราอาจจะไม่ได้ดูง่ายหรือว่าไม่ได้แบบนั่งสบายใจได้ เพราะว่าเราจะมีคำถามโยนให้คนดูตลอด แต่ผมแค่รู้สึกว่ามันสำคัญกับการที่ชีวิตเรามีคำถามใหม่ๆ ให้ตอบ บางครั้งมันช่วยให้เราเติบโตขึ้น แล้วเราก็จะตอบคำถามในชีวิตเราได้จริงๆ นั้นแหละในหลายๆ ครั้ง”

การที่หนังไทยได้รางวัลในต่างประเทศ คือการเปิดประตูให้โลกได้รู้จักและคุ้นเคยกับหนังไทยมากขึ้น
“ใช่ จริงๆ มันเป็นการเปิดประตูมากๆ ในการไปฉายแต่ละครั้ง เพราะว่าอย่างที่ผมบอกคือโอเคหนังเราไป พวกเราได้ไป แต่ว่าในอนาคตข้างหน้าคือการที่มีหนังไทยมาที่เวนิสอีกแล้ว อย่างน้อยคนที่นั่นก็จะคุ้นเคยมากขึ้น สมมติมีน้องๆ หรือใครก็ตามในอนาคตส่งไปอีก ที่นั่นก็จะมีความคุ้นเคยกับหนังของประเทศเรามากขึ้น ก็อาจจะรับไปฉาย โอกาสมันเยอะขึ้นครับ”















กำลังโหลดความคิดเห็น