“เอ็มมี่ แม็กซิม” ร้องไห้ภูมิใจ “น้องจื้อหลิง” ลูกสาว ขึ้นแท่นนางเอกหนังเรื่องแรก ขออย่าดรามา อายุ 16 เล่นเลิฟซีน ลั่นให้ลูกตัดสินใจเอง ขอโทษลูก 10 ปีก่อนเล่นหนังอีโรติก เพราะหนี้เยอะ ประกาศจะไม่ให้ลูกไปอยู่จุดนั้น ใครด่าลูกไปเจอที่ศาลเท่านั้น น้องจื้อหลิงยันไม่เคยโกรธแม่เล่นหนังอีโรติก สวยโนศัลย์แต่อยากอัปอึ๋ม
ยิ่งโตยิ่งสวยจริงๆ สำหรับ “น้องจื้อหลิง” ลูกสาวคนสวยของ “เอ็มมี่ แม็กซิม” อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์ ที่ล่าสุดได้มาเป็นนางเอกภาพยนตร์เรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ของบริษัทโกลด์ไฟเตอร์ ประกบพระเอกหนุ่ม “คิมม่อน วโรดม เข็มมณฑา” ซึ่งเอ็มมี่ยอมรับว่าหวั่นกระแสดรามากับบทที่ค่อนข้างแรงกับบทเลิฟซีน แต่ก็ยอมที่จะให้ลูกเป็นฝ่ายตัดสินใจเอง เพราะมั่นใจว่าลูกตัดสินใจเองได้แล้ว
จื้อหลิง : “ได้เป็นนางเอกหนังเรื่องแรก SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน รู้สึกดีใจค่ะ ไม่คิดว่าผู้ใหญ่ท่านจะเมตตาหนู แล้วก็จะเห็นความสามารถที่แม่คายตะขาบให้ เรื่องนี้ไม่ได้แคสค่ะ ผู้ใหญ่เห็นเราแล้วส่งบทมา หนูอ่านแล้วรู้สึกท้าทายดี ได้เล่นบทที่มันแรง เป็นชีวิตเกี่ยวกับวัยรุ่นที่เดินทางผิด ตื่นเต้นและดีใจมากๆ ค่ะ แม่เขาก็เป็นแอ็กติ้งโค้ชให้ ก็ยากค่ะ เพราะเป็นฉากที่ต้องเลิฟซีนด้วย ทุกคนอย่าเพิ่งดรามานะคะ หนูไตร่ตรองมาแล้วว่าบทนี้หนูสามารถเล่นได้ มีความยากตรงที่เลิฟซีน แต่ว่าฉากร้องไห้หนูร้องได้อยู่แล้วเพราะว่าเราเก่ง (หัวเราะ) มันยากตรงที่เลิฟซีน เพราะเราไม่เคยเล่นเลิฟซีนมาก่อน”
เอ็มมี่ : “เพราะหนูยังไม่มีแฟนไง”
จื้อหลิง : “สิ่งที่ท้าทายในการเป็นนักแสดง รู้สึกว่าเราได้เข้าถึงบทบาทของเด็กคนหนึ่งที่เขาเลือกเดินไปทางที่ผิด เราต้องเข้าถึง ต้องเป็นตัวเขามากๆ เราต้องเกเร ต้องดื้อ มียาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง”
เอ็มมี่ : “เรื่องต้องเถียงแม่ เพราะในชีวิตจริงเขาจะไม่เถียง”
จื้อหลิง : “เพราะว่าไม่มีโอกาสได้เถียง ไม่ทันได้อ้าปากเขาก็ใส่มาแล้ว”
แอบหวั่นกระแสดรามาเรื่องเลิฟซีน แต่ก็ให้ลูกตัดสินใจเอง
เอ็มมี่ : “ตอนแรกเอ็มมี่ยังไม่ได้อ่านบท เพราะอะไรก็แล้วแต่ให้เป็นการตัดสินใจของเขา แต่พอซีนแรกมาเลย เลิฟซีนถกกระโปรง แล้วต้องเอามือเข้าไปในขา ตอนแรกเหมือนจะรับได้ แต่ก็ได้เปิดใจคุยกัน ถามว่าไหวไหม เพราะหม่ามี้เห็นแล้วมันแรงนะลูก ลูกรับได้ไหม เพราะเราไม่รู้กระแสว่าอายุเท่านี้ทำไมถึงให้ลูกรับ ก็ต้องบอกตรงนี้ว่าทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของเขา ถ้าเขาบอกว่าทำได้ ก็แปลว่าเขาทำได้ แต่ถามว่าอยากเล่นเลิฟซีนแทนไหม ก็อยากเล่นเพราะพระเอกเป็นคิมม่อน พอพูดถึงเรื่องสแตนอินต้องเป็นเอ็มมี่ มันต้องจูบกับคิมม่อนนะ เราก็ถามว่ามันต้องจูบเยอะไหม เขาก็บอกเนื่องด้วยอายุน้อง ให้เอ็มมี่เป็นสแตนอิน ก็เดี๋ยวฉันหาคนให้ เพราะฉันเล่นไม่ได้ ผัวไม่ให้เล่น (หัวเราะ)”
จื้อหลิง : “รู้สึกว่าแม่อาจจะไม่ได้ห่วงลูก แม่อาจจะอยากเป็นเองหรือเปล่า เพราะว่าพระเอกเป็นระดับพี่คิมม่อนเลย ก็คิดว่าแม่เป็นสแตนอินได้เพราะว่าหนูกับแม่เราเหมือนกัน คือหนูรู้สึกว่าหนูทำได้แหละ มันก็ไม่ได้ยาก แต่ก็ด้วยอายุของเรา ไม่อยากให้ทุกคนมาโจมตีแม่หนูว่าลูกอายุแค่นี้ทำไมถึงต้องให้ลูกไปเล่นเลิฟซีน คือหนูเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด”
เอ็มมี่ : “เป็นเลิฟซีนเด็กๆ วัยรุ่นๆ ก็ได้แค่นี้เลย แค่จุ๊บ ซึ่งเอ็มมี่มองว่ามันเบสิก ปกติที่บ้านเราก็จุ๊บกันแบบนี้ตลอด เอ็มมี่กับลูก บางทีกลับบ้านที่พัทยา ก็จุ๊บกับปะป๊า กับคุณยายอยู่แล้ว ด้วยความที่เราอยู่แบบฝรั่งก็เป็นเรื่องปกติในการจุ๊บกัน แต่ถามว่ากังวลอะไรกับผลงานชิ้นแรกของลูกไหม ก็กังวลเรื่องนี้แหละ เราสองแม่ลูกเข้าใจกัน แต่คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจ แล้วก็จะขอพูดไว้ตรงนี้หนูไม่ได้บังคับให้ลูกรับงาน ลูกโตแล้ว เขาตัดสินใจเองได้ เอ็มมี่เชื่อในมายด์เซ็ตของลูก เอ็มมี่เป็นแม่ที่ศรัทธาในความคิดของเขา เขาอยากทำอะไรทำเลย ห้ามร้องนะ (น้ำตาคลอ)
เอาตรงๆ ยอมรับว่ากังวลกลัวลูกโดนกระแสดรามาว่าอายุแค่นี้ทำไมลูกถึงกล้า ทำไมแม่ถึงกล้า ทำไมถึงไม่ห้ามลูก คือเด็กเขาอยู่ในเจนนี้แล้ว เราห้ามเขาไม่ได้นะคะ เด็กเขาอยากทำมาหากินก็ปล่อยเขา เขามีลิมิตของเขา เอ็มมี่เชื่อและศรัทธาในความคิดของลูก วันนี้จะไม่ปิดกั้นอะไรลูกเลย เพราะว่าที่ผ่านมาเอ็มมี่บังคับลูกเยอะมาก ต้องกลับบ้านเวลานี้ ต้องอย่างนี้ๆ ถึงบอกว่าสิ่งที่ยากที่สุดในการเล่นหนังเรื่องนี้ของลูกคือ บทที่เขาต้องทะเลาะกับลิลลี่ เหงียน เพราะว่าในบทลิลลี่เขาแรงมากลิลลี่เล่นจริง สิ่งที่ลิลลี่ถ่ายทอดออกมาในหนังมันคือตัวเอ็มมี่เลย เวลาเอ็มมี่ด่าลูกด่าแบบนี้จริงๆ เพราะเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะเถียงเอ็มมี่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เขาโตแล้ว เขาตัดสินใจเองได้ว่าเขาอยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร หนูส่งบทให้ เขาจะเล่นหรือไม่เล่นคือเรื่องของเขา อย่าด่าฉันมาก เข้าไปดูหนังเยอะๆ ซัปพอร์ตน้องหน่อยนะคะ อยากให้น้องมีด้อม มีงาน
ถามว่ากลัวคนจะตัดสินว่าเพราะแม่แรง ลูกถึงรับบทแรง ก็อย่างที่บอกดูนางให้ดูแม่เนาะ แต่เอ็มมี่ก็มีลิมิตของเอ็มมี่เหมือนกัน ที่ผ่านมาสังเกตว่าเอ็มมี่ไม่รับงานหนัง เอ็มมี่จะรับเป็นละครซีรีส์ก็ซอฟต์ลงเบาลง สำหรับหนู ก็ชิลมากๆ อะไรเป็นเงินทำหมด ยกเว้นขายตัวเพราะไม่มีใครซื้อหนู (หัวเราะ)
แต่คนตัดสินลูกจากภาพของแม่ก็เรื่องของเขา มันเป็นเรื่องความคิดของแต่ละคน ถ้ามายด์เซ็ตดีสิ่งดีๆ มันก็จะเกิดขึ้นกับตัวเขา แต่ถ้าเขาคิดไม่ดี เขาอคติกับเรามากเกินไปเขาก็จะอยู่ที่เดิม ไม่มีโอกาสได้ทำมาหากิน เพราะชีวิตเขาจะคิดอยู่แค่จุดเดิม จุดต่ำ คนต่ำจะคิดต่ำ แต่ถ้าคนมายด์เซ็ตดีก็จะเจริญ เพราะทุกวันนี้เราก็รู้แล้วว่าอะไรที่เราปลงได้ ทำตัวสบายๆ ได้ไม่ไปคิดอะไรกับมันมากมาย ก็รู้สึกว่าชีวิตหนูดีขึ้นในอันดับที่ค่อนข้างพอใจ”
จื้อหลิง : “หนูก็ยังยืนยันคำเดิมว่าหนูไม่ค่อยแคร์คนที่เขาไม่พร้อมที่จะซัปพอร์ตเรา ทุกวันนี้เราทำเพื่อแม่ บทที่หนูรับ ผู้ใหญ่ยื่นโอกาสให้หนูถ้าเราไม่คว้าไว้ตอนนี้แล้วอนาคตข้างหน้าเขาไม่ได้เห็นความสามารถของเรา เขาไม่ได้เห็นว่าเราเก่ง ไม่ได้เห็นว่าเราสามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการได้ หนูก็รู้สึกว่าโอกาสเรามีก็ต้องรีบคว้า เพราะแม่ก็ไม่ได้อยู่กับเราอีกนาน
หมายถึงว่าอนาคตข้างหน้าแม่ไม่ได้อยู่ซัปพอร์ตเราไปตลอด การที่คนตัดสินเราเพราะว่าแม่คือเอ็มมี่ แม็กซิม มันคืองานของเขาค่ะ เขาก็แรงของเขาอย่างนี้ แต่เขาไม่เคยสอนให้ลูกเขาทำตัวแย่ๆ ไม่เคยสอนให้ลูกเขาไปว่าคนอื่น ไม่เคยสอนให้ลูกเขาไปกดคนอื่นให้ดูต่ำลงให้ดูตัวเองสูงขึ้นคุณแม่ก็สอนเราแบบนี้มาตลอดค่ะ เราอาจจะไม่ได้แรงเหมือนแม่ แต่เราไม่ค่อยแคร์คนที่ไม่รักเรา
หนูภูมิใจที่เกิดเป็นลูกแม่ค่ะ ภูมิใจที่เก่งสามารถดูแลตัวเองได้จนถึงขนาดนี้ เพราะว่าเขาก็ดูแลลูกมา 3 คน เขาไม่เคยบ่นว่าเขาเหนื่อยเลย มีงานอะไรเขารับหมด ยกเว้นอย่างที่เขาว่า เพราะเขาไม่เอาตัวเองไปแลกเงินแบบนั้นเพื่อมาดูแลลูก เขายอมไปร้องเพลงทำมาหากินเต้นกินรำกินแบบนี้ดีกว่า รักแม่ (ยิ้ม)
ถามว่าเคยได้อ่านข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับแม่ไหม ก็มีบ้างค่ะ มันเด้งหน้าฟีด ก็รู้สึกว่ามันคือสิทธิ์ของเขา เขาอยากทำเพื่อลูก จะร้อง (หันไปถามแม่) หนูไม่อยากให้แม่หนูร้องไห้ เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนมองว่าแม่หนูอ่อนแอ หนูเคยไล่อ่านคอมเมนต์ว่าสองแม่ลูกคู่นี้มาทีไรร้องไห้ตลอด”
เอ็มมี่ : “เออ ชีวิตพวกมึงไม่เคยเจอเหมือนกูนี่ ขออธิบายตรงนี้ก่อนว่าทำไมต้องร้องไห้ตลอด ลองมาเป็นเอ็มมี่ก่อน ลองมาเลี้ยงลูกคนเดียวก่อน ลองมาอยู่ในจุดที่เอ็มมี่อยู่ก่อนแล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเอ็มมี่ถึงต้องร้องไห้ตลอด การที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้โตมามีคุณภาพมันยาก แต่ว่าเราจะไปไข่กับใครเมื่อไหร่ตอนนั้นมันง่าย เข้าใจเนาะ
แต่เอ็มมี่ไม่กังวลว่าลูกจะได้รับรู้ข่าวเก่าๆ เกี่ยวกับเรา เพราะเราคุยกันตลอด เขาก็เห็นตั้งแต่เล็กจนโตแล้ว เอาจริงๆ จื้อหลิงเขาเป็นเด็กฉลาดนะ เขาก็เห็นตั้งแต่เด็ก เห็นตั้งแต่พ่อเขาไปถือทะเบียนสมรสกับผู้หญิงคนอื่น นั่นคือเริ่มต้นของการเล่นโซเชียลของเขาเลย เขาก็เจ็บปวดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่แม่เจอมันไม่เท่ากับการที่เขาเจอพ่อเขายืนถือทะเบียนสมรสคู่กับผู้หญิงคนอื่น มันไม่เจ็บเท่านี้ค่ะ”
จื้อหลิง : “หนูไม่เคยถามแม่เลยนะคะ จะเป็นคุณแม่เองที่เขาเปิดใจเข้ามาคุยกับหนูว่าเขาเคยทำงานแบบนี้ เขาเล่าตั้งแต่เขาเกิดมา เขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาเล่าให้หนูฟังหมด หนูไม่ได้โกรธเขาค่ะ เพราะมันคือสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว มันอาจจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบอาจจะเพราะเงิน เขาก็เลยตัดสินใจทำแบบนั้นลงไป”
เอ็มมี่ : “เอ็มมี่จะอธิบายเกี่ยวกับพวกเรื่องอีโรติก หนังอีโรติกที่เอ็มมี่เล่น มันเป็นภาพที่วาบหวิว มีแค่อันนี้แหละที่อยากบอกลูกแค่นั้นเอง พูดไปเมื่อหลายปีที่แล้วด้วยความที่เราอายุน้อยใช่ไหมคะ พูดตรงๆ ว่าหนูก็อยากดัง แล้วหนูก็คิดสั้นคิดว่าการเล่นอีโรติกของหนู ขออนุญาตก็ต้องเข้าใจคำว่าอีโรติก ซึ่งอีโรติกวิดีโอ ไม่ใช่เอ็กซ์วิดีโอ เอ็มมี่อยากให้ทุกคนแยกแยะ สำหรับตัวเรามองว่ามันเป็นศิลปะ ใครมองให้สวยก็คือสวย แต่ถ้าใครไม่รักหนูเขาก็จะมองว่ามันไม่ดี แค่ตรงนี้ที่อยากบอกลูก เมื่อก่อนหม่ามี้คิดสั้น แต่วันนี้หม่ามี้ไม่คิดสั้นแล้ว หม่ามี้คิดได้ ก็แค่อยากให้ลูกรู้ว่าลิมิตของลูกไม่ต้องไปเหมือนหม่ามี้เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว อยากให้ลิมิตลูกมีจุ๊บ ถกได้ ล้วงได้เหมือนเมื่อวาน แค่นี้เอง และอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้แม่หนูปลดหนี้ หนูทำได้หมด
แต่ตอนนี้เอ็มมี่หลุดจากตรงนั้นมาแล้ว มันมีหลายคนเกิดผลกระทบหนักมากๆ เพราะว่าหลายคนทักมาหาหนูหลังจากที่เป็นข่าวเรื่องที่เอ็มมี่เล่นอีโรติก แต่เอ็มมี่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่ใช่หนูๆ หนูก็ออกมายอมรับว่าใช่ แล้วคนก็ทักมาบอกว่าหนูอยากปลดหนี้ให้แม่ หนูอยากไปถ่ายหนังโป๊ จะบอกว่าน้องคะ เรียกว่าอีโรติกดีกว่า แล้วบอกว่าไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดี หนูยอมรับว่าหนูคิดสั้น หนูยอมรับว่าหนูพลาด เพราะฉะนั้นเอ็มมี่ก็จะไม่ให้ทุกคนพลาด เพราะมันจะเป็นตราบาปไปทั้งชีวิต
สิ่งนี้เอ็มมี่อยากขอโทษลูก (ร้องไห้เสียงสั่น) เพราะไม่เคยขอโทษลูกมาก่อน แล้วก็ไม่เคยบอกเขาในสิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นว่าทำไมตอนนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วหม่ามี้ต้องรับเล่นอีโรติก เพราะช่วงนั้นที่บ้านก็เป็นหนี้เยอะ ด้วยความที่อยากให้ทุกคนปลดหนี้อยากให้ทุกคนสบาย ไม่อยากให้ใครมาดูถูกแม่หนู หนูก็เลยยอมทำแต่วันนี้ในเมื่อเราสามารถหลุดจากตรงนั้นมาได้ หนูจะไม่ให้ลูกหนูไปอยู่ตรงนั้น แล้วน้องๆ ทุกคนที่ทักมานะคะ พี่เอ็มมี่ขอเลย อย่าพลาดเหมือนพี่เอ็มมี่ ไม่ต้องคิดสั้นเหมือนพี่เอ็มมี่ ถ้ามันจะพลาดให้พลาดแค่เอ็มมี่ แม็กซิม ถ้ามันจะไม่ดีให้ไม่ดีที่เอ็มมี่ แม็กซิมคนเดียว วิธีปลดหนี้มันมีเยอะมาก ค่อยๆ ทำแล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเอง อย่าเป็นเหมือนพี่แค่นั้นเลย
ทุกคนจะไม่ชอบหนู ไม่เป็นไร ด่าหนู อย่าด่าลูก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ด่าลูกเอ็มมี่ เจอศาลอย่างเดียวเลย ไม่ยอม เพราะลูกเอ็มมี่เขาไม่เคยทำอะไรผิด เขาไม่ได้ไปทำร้ายพวกคุณ แล้วสิ่งที่เขาทำเพื่อทดแทนบุญคุณแม่ แล้วน้องก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยแม้กระทั่งหนังเรื่องนี้ มันเป็นประโยชน์กับสังคมมากๆ เพราะเด็กรุ่นนี้วัยนี้ แล้ววัยรุ่นสมัยนี้หัวร้อน ก็เลยอยากจะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสื่อที่ช่วยให้เป็นข้อคิดกับเด็กรุ่นใหม่ ไม่ได้ให้เด็กทำตามแต่ให้เป็นข้อคิด”
บอกด่าตนได้ไม่เคยว่า แต่อย่ามาด่าลูกก็พอ
เอ็มมี่ : “ไม่เลยค่ะ ทุกครั้งที่คอมเมนต์ ที่ลงคลิปกับลูกหลักหลายล้าน ไม่มีด่าเลย คนชมน้องหมดว่าน้องกตัญญู ก็ไม่ด่าแม่แล้ว เขาพูดว่าถึงเมื่อก่อนไม่ชอบเอ็มมี่ แต่ตอนนี้ยอมรับนางเลยว่านางสู้ชีวิต ถึงนางจะแรงแต่นางก็สามารถสอนลูกออกมาได้ดีทุกคนเลยเนาะถึงนางจะเป็นคนไม่ดีมาก่อนอะไรอย่างนี้เจอหมด แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นจะซึ้ง คอมเมนต์หนึ่งมาขอโทษเลยว่าเมื่อก่อนหนูเกลียดพี่มากๆ หนูไม่ชอบพี่เลย พี่แรง พี่แรดมากเลย แต่วันนี้หนูขอโทษนะคะที่หนูคิดไม่ดีกับพี่ จากนี้ต่อไปหนูรักพี่นะคะ ก็จะขอบคุณคอมเมนต์อะไรแบบนี้มากกว่า แล้วก็ขอบคุณทุกคนที่เอ็นดูลูกหนู ไม่รักหนูก็ไม่เป็นไร ด่าหนู แต่อย่าด่าลูกหนูก็พอ
ถ้าบอกว่าแม่คือใบเบิกทางมันก็คือใบเบิกทาง แม่ทำงานด้านนี้ถ้าลูกไม่ทำงานด้านนี้แล้วจะให้ลูกไปทำงานด้านไหน สำหรับหนูมันก็คือใบเบิกทางที่ดีของลูก แม่มาด้านนี้แล้ว แม่ก็วางให้ลูกหมดแล้ว แต่ถ้าลูกไม่มาทางนี้ก็ไม่รู้จะให้ลูกเขาไปยังไง ดีใจที่ลูกคนนี้เขาตัดสินใจที่จะมาทางแม่หมดเลย เรื่องงานก็ช่วยกันสแกน แต่มีหนังเรื่องนี้แหละที่เอ็มมี่ให้ลูกตัดสินใจเอง คือมันเป็นหนังเรื่องแรกด้วย ส่วนเรื่องการแต่งตัว เอ็มมี่เป็นคนจัดเสื้อผ้าให้ลูกส่วนมากจะใส่เสื้อผ้าคล้ายๆ กัน แล้วหนูก็ลดความโป๊ลงตั้งนานแล้ว พวกหนูตอนนี้เน้นเซ็กซี่แบบต้องลดตามวัยกับลูกให้มันดูน่ารักค่ะ”
เข้าใจว่าคนจะมองว่าแม่แรง ลูกก็ต้องแรง แต่ขอให้ดูที่ผลงานดีกว่า
จื้อหลิง : “หนูรู้สึกว่าถ้าเขาจะตัดสินเรา อยากให้ตัดสินที่ความสามารถ เราอาจจะมีชื่อเสียงมาจากคุณแม่ เพราะว่าแม่เปิดทางให้ แม่โฆษณาให้เขามีลูกสาว ก็อยากให้เขาดูหนูที่ความสามารถ ชื่อเสียงแม่ก็ใช้ได้อยู่ ส่วนมากเขาจะบอกว่าลูกเอ็มมี่มันต้องอย่างนั้นเหมือนแม่มัน”
เอ็มมี่ : “ต้องแกร่งเหมือนแม่ ในคอมเมนต์เป็นแบบนี้ ให้อดทนให้ได้เหมือนแม่”
จื้อหลิง : “แต่ถ้าเป็นคอมเมนต์แม่ก็จะแรงขึ้น ส่วนมากเขาจะว่าแม่ แต่หนูไม่อยากให้ทุกคนว่าแม่หนู ก็อยากปกป้องแม่หนู เหมือนที่แม่หนูปกป้องลูก หนูรู้สึกว่าหนูมองไม่เห็นค่าของพวกเขาถ้าสมมติหนูเห็นปุ๊บก็จะปัดทิ้งเลย ถ้าเราอ่านแล้วเป็นพลังลบมันก็จะลบไปเรื่อยๆ หนูจะอ่านเมนต์ที่เขาให้คำแนะนำ เพราะเราจะได้เอาไปปรับปรุงให้ดีขึ้น ในสายตาเราอาจจะไม่ได้ดีสำหรับคนอื่นร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็อยากทำให้มันดีที่สุดค่ะ”
เอ็มมี่ : “ภูมิใจมาก ภูมิใจที่สุด ตอนแรกเอ็มมี่ก็ไม่ได้คิดว่าเขาเป็นนางเอก เขาก็ไม่ได้บอก แต่พอเอ็มมี่มาเจอการวางตัวนักแสดง มีลิลลี่เล่นเป็นคุณแม่ ก็เลยถึงรู้ว่าลูกเราเป็นนางเอกเหรอ เขาไม่บอกอะไรเอ็มมี่เลย ภูมิใจมากๆ ขอบคุณลูกที่เขาอดทนกับอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านมาของหม่ามี้ หลังจากนี้ก็นั่งรอรับเงินดีกว่า แล้วก็ร้องไห้คือภูมิใจที่เอ็มมี่สำเร็จแล้วในความเป็นแม่ที่เห็นลูกสำเร็จ”
ยืนยันลูกสาวไม่เคยผ่านมีดหมอ เพราะเพิ่งอายุ 16 ปี
เอ็มมี่ : “ขออนุญาตแจ้งว่าน้องอายุ 16 นะคะ น้องไม่สามารถทำศัลยกรรมได้ถ้าคุณแม่ไม่อนุญาต หน้าน้องนี่ตั้งแต่เกิดค่ะ หน้าน้องไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ ไม่ได้ทำศัลยกรรม หนูเห็นในคอมเมนต์ขออนุญาตขอโทษตอนนี้ด้วยที่หนูตอบแรง ตอนนั้นหนูโมโหไปหน่อย ก็จะอธิบายคุณป้านะคะว่าลูกหนูอายุ 16 ไม่ได้ผ่านมีดหมอ หนูขอโทษที่ถามป้าแรงเกินไปว่าหาหมอทำไม ป่วยดหรอ แต่จริงๆ คือไม่ค่ะ น้องอายุ 16 น้องไม่ได้ทำศัลยกรรม จมูก คาง เอ็มมี่ปั้นให้ กำลังทำฟันให้สวย ตาจริงๆ ตอนเขาเกิดมาไม่ได้ตาแบบนี้ เขาตาสองชั้นข้างหนึ่ง แล้วตาหนึ่งชั้นข้างหนึ่งก็รักษากันมาตั้งนาน
ที่หน้าเรียวๆ ก็ไม่เคยโบท็อกซ์ เขาเป็นคนหน้าทรงนี้อยู่แล้ว เขาเกิดมาเพื่อช่วยเอ็มมี่ แม็กซิมค่ะ จ้างพวกหนูสองคนหน่อยนะคะ เมื่อก่อนอาจจะเป็นโปรแม่แถมลูก ตอนนี้คนซื้องานยาวไปถึงสิ้นปีแล้วนะคะ ก็เป็นโปรลูกแถมแม่ค่ะ (หัวเราะ) แต่จริงๆ หนูแพลนจะทำจิ้มนั่นจิ้มนี่ให้ลูกเยอะมาก แต่ก็โดนหลายๆ คลินิกบอกว่าพี่เอ็มมี่หยุดเถอะ จะมาศัลยกรรมอะไร หน้าน้องไม่ต้องทำอะไรแล้ว หน้าเขาไม่เหมือนใครในโลกนี้เลย แต่ก็มีคิดอยากจะทำหน้าอกให้ลูก นิดเดียวนะลูกนะ”
จื้อหลิง : “หนูเป็นคนไม่มีอยู่แล้วค่ะ ถามว่าอยากทำไหม ก็อยากเสริมความมั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้าจะได้เข้าทรง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา อาจจะรอไปอีก 5-6 ปีเลย ถ้าทำหนูก็อาจจะ 1,200 ไม่ใช่ (หัวเราะ) ก็อาจจะไม่เอาใหญ่มาก เอาให้มันพอให้เราใส่เสื้อผ้าแล้วมันพอดี ไม่อยากให้มันดูโป๊เกินไป อยากให้มันมีความน่ารักเซ็กซี่แล้วก็ความสวยรวมกันให้หมด ถามว่าหนูสวยเหมือนแม่หรือสวยด้วยตัวเอง หนูรู้สึกว่าหนูสวยเหมือนแม่”
เอ็มมี่ : “ก็ขอบคุณนะคะ ตั้งแต่ที่น้องเป็นข่าวมา เริ่มมีผลงาน เริ่มมีข่าว ขอบพระคุณทุกคนมากๆ สิบนิ้วประนมกราบจริงๆ ที่ไม่มีใครด่าน้องเลย มีแต่คำชม แล้วก็ชมในเรื่องมายด์เซ็ตของน้องบทสัมภาษณ์ล่าสุดที่ได้มีการผ่านโซเชียลไป ก็ขอบคุณมากๆ ที่เอ็นดูน้องจื้อหลิงนะคะ ถ้าจะไม่ชอบก็เกลียดหนู ด่าหนู ก็ขอให้ด่าหนูคนเดียว จะแช่งจะทำอะไรหนูได้เลยตามสบาย แต่อย่าแตะต้องลูกหนูแค่นั้นเอง
แต่ถ้าเมื่อไหร่ลูกหนูทำผิด ลูกหนูทำไม่ดี ก็ด่าได้ เตือนได้ แล้วหนูก็เชื่อว่าลูกหนูเอาไปแก้ไขแน่นอน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ลูกหนูไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าแตะต้องลูกหนู เพราะหนูก็ปกป้องลูกสุดกำลังเท่าที่หนูทำได้เหมือนกันแล้วก็ฝากผลงานภาพยนตร์นางเอกเรื่องแรกของลูกเอ็มมี่ด้วย เรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน”


