“ม่อน วรวิทย์” เปิดใจหมดเปลือก พี่ชายเคยจะจ้างผู้หญิงมานอนด้วยหวังให้เป็นชายแท้ พ่อเคยห้ามไม่ให้เป็นกะเทย แต่วันนี้ยอมรับตัวตนแล้ว แฮปปี้ที่เป็นตัวเองเต็มที่ พลิกชีวิตหลังเปิดตัวจนงานรุมเพียบ
ทำเอาหลายคนตกใจ โดยเฉพาะสาวๆ หลังนักร้องหน่ม “ม่อน วรวิทย์ จันทะเสน” ออกมาเปิดตัวแต่งหญิง ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพศที่สาม ซึ่งมีทั้งกระแสยินดีและต่อต้าน ล่าสุดเจ้าตัวมาเปิดใจถึงเรื่องนี้ในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง SOS ของบริษัทโกลด์ไฟเตอร์ ยอมรับว่าแฮปปี้มากที่ได้เป็นตัวเอง ไม่ได้สนใจว่ากระแสใครจะวิจารณ์ยังไง ขอแค่ตัวเองมีความสุขและทำงานของตัวเองได้เต็มที่ก็พอแล้ว
“เปิดตัวแล้วโล่งขึ้นไหม ก็เฉยๆ ค่ะ (หัวเราะ) จริงๆ เราไม่ปิดบังตัวเองอะไร เราก็เป็นแบบนี้ของเรา แต่คนจะรู้หรือไม่รู้เราก็ไม่รู้ แต่ในวันที่เราอยากจะทำในสิ่งที่เราชอบ เราแค่กล้าและลงมือทำก็แค่นั้นเอง สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราแฮปปี้ก็คือเราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำมานานแล้ว คือการเป็นตัวตนและทำให้ทุกคนได้เห็น และวันนี้ก็ทำแล้ว เราไม่ได้สนใจว่าคนจะมองเรายังไง หรือวิจารณ์เรายังไง ตอนที่เริ่มมีคนสงสัยเราก็ใช้ชีวิตปกติ ทำงานของเรา เราตั้งใจเต็มที่กับทุกๆ งานของเราดีกว่า โฟกัสแค่ตัวเรา เราทำแล้วมีความสุขก็พอ แต่พอเราเปิดตัวแล้วบางคนเขาก็ตกใจ ยังช็อกอยู่ว่าใช่เหรอ บางคนก็ไม่รู้เลยว่าเราเป็นแบบนี้จริงๆ
กับครอบครัวจริงๆ จะมีแค่แม่ที่เข้าใจตัวเรามากที่สุดมาตลอด ส่วนวันที่ไปเปิดตัวกับคุณพ่อ วันนั้นก่อนที่จะไปหาพ่อที่ฟาร์มไก่ เราเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ แล้วมีคนถ่ายคลิปวิดีโอไปลงโซเชียล คิดว่าพ่อน่าจะเห็นคลิปแล้ว ก็เลยโทร.หาพ่อว่าอยู่ไหน ตั้งใจจะไปเซอร์ไพรส์วันเกิดพ่อเพราะไม่ได้เจอพ่อนานมาก
คือครอบครัวเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน พ่อกับแม่แยกกันอยู่ เราเลยโทร.หาพ่อว่าจะไปหาที่ฟาร์มไก่นะ แต่ไม่ได้บอกว่าเราแต่งตัวเป็นบียอนเซ่ไป ที่ตัดสินใจแต่งแบบนั้นไป เพราะอยากให้เขารู้ว่าเราเป็นแบบนี้จริงๆ โดยที่เราไม่กลัวอะไรแล้ว จากที่เมื่อก่อนเรากลัวมาตลอดว่าพ่อจะไม่โอเค พ่อจะด่า พ่อจะว่าอะไรหรือเปล่า แต่พอไปพ่อก็ตกใจถามว่าแต่งตัวอะไรมา (หัวเราะ) พ่อนั่งเลี้ยงไก่อยู่ พ่อก็ไม่ได้พูดอะไร แค่บอกว่าจะเป็นอะไรก็ลูกเรา”
โดนพูดตลอดว่าห้ามเป็นกะเทย
“แต่ก่อนหน้านี้พ่อก็รู้มาตลอดว่าเราเป็น แต่พ่อไม่อยากให้เราเป็น คือปิดกั้นตลอดว่าอย่าเป็นนะ พูดตลอดว่าห้ามเป็น เหมือนเวลาคุยกับเราก็จะบอกตลอดว่าให้ทำตัวแมนๆ เขาบอกว่าห้ามเป็นกะเทย อย่าเป็นกะเทย มันมีครั้งนึงที่เราเอาชุดชั้นในแม่มาใส่ ตอนนั้นเด็กมากๆ ประมาณ 4 ขวบ เขาเห็นก็เลยวิ่งเอาไม้กวาดมาไล่ตีเราบอกว่าใส่ทำไม แต่พอวันนี้เขารับได้ เราก็รู้สึกโอเคนะ แต่การที่รับได้ก็ไม่ใช่รับได้ในการที่เราเป็นบียอนเซ่ในตอนนั้น คือรับได้ในแบบที่เป็นผู้ชายที่เป็นนักร้อง
แต่ที่เริ่มรับได้จริงๆ คือตอนที่เราประสบความสำเร็จและเลี้ยงดูตัวเองได้ มีอาชีพ หาเงินด้วยตัวเองได้ เขาก็เลยไม่เป็นห่วงแล้ว แต่ตอนที่เห็นแต่งตัวเป็นบียอนเซ่เขาก็ตกใจ เพราะทางค่าย ทางพี่ชายและพ่อจะบอกเสมอว่าไม่อยากให้แต่ง คือแค่เราใส่เสื้อตาข่ายและใส่สูททับ คือแต่งเป็นผู้ชายนะก็ยังไม่ให้เราแต่งเลย เขายังด่าเราเลย พี่ชายโทร.มาด่าว่าแต่งตัวอะไรของมึง เลิกแต่งตัวแบบนี้ได้แล้ว”
บอกพี่ชายถึงขั้นจะจ้างให้ผู้หญิงมานอนด้วย เผื่อจะเปลี่ยนใจได้
“จริงๆ รู้สึกว่าสุดท้ายแล้วเขาต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นเรา สุดท้ายไม่ว่าเราจะเลือกเป็นแบบไหน เขาก็ต้องเคารพในสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว แต่ในใจลึกๆ รู้สึกว่าเขาก็ยอมรับไม่ได้ รู้สึกว่าเขาไม่อยากให้เราเป็น เสียดายไม่อยากให้ลูกเป็น เพราะคำว่ากะเทย คำว่าเพศที่สามมันโดนตีตราในสังคมว่าเป็นเพศที่ไม่ควรจะเป็น เขาก็เลยเป็นห่วงเรา แต่ในวันที่เราสามารถดูแลตัวเองได้แล้วเขาจะไม่ห่วงอะไรเลย เขายังบอกเลยว่าอยากให้มีเมีย ให้เอาลูก (หัวเราะ)
คือครอบครัวเรามีพี่น้อง 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่ พี่ชายก็อยากให้น้องเดินตามรอยพี่คือเป็นนักร้องเหมือนกัน เป็นแบบเท่ๆ หล่อๆ แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็เป็นตัวของตัวเองตั้งแต่เด็กแหละ แต่พอโตมามันจะมีช่วงที่เราอยากทำ เราก็ไม่เห็นต้องไปสนใจหรือไปแคร์อะไรเลย แค่เราฟังใจตัวเองให้มากๆ แล้วก็ทำ
ตอนที่เขาบอกว่าอยากให้เรามีลูกมีเมีย เราก็รู้สึกลึกๆ ว่าไม่ชอบมากๆ รู้สึกว่าทำไมในวันที่เราโตแล้วก็ยังมีคำนี้ในหัวอีกเหรอ ยังมีเสียงนี้ให้ได้ยินอีกเหรอ ทั้งที่ครอบครัวเราก็รู้ว่าเราเป็นอะไร ก็ไม่อยากให้เขามายัดเยียดว่ายูต้องมีลูกให้ไอนะ ถึงขั้นว่าเดี๋ยวไอจะจ้างให้ผู้หญิงมานอนกับยู (หัวเราะ) คือพี่ชายจะจ้างให้ผู้หญิงมานอนด้วย แต่ตอนนั้นเราก็ยังเป็นบอย เขาอยากให้เราลองกับผู้หญิง เราจะได้รู้สึกเผื่ออยากจะเปลี่ยนใจไปชอบผู้หญิง กลับใจมาเป็นผู้ชาย เพื่อที่จะมีครอบครัว มีลูก มีหลานให้เขา เขาก็มีความหวัง แต่ ณ ตอนนี้เขาก็คงไม่หวังแล้ว คือถ้าเกิดมันห้ามไม่ได้ ต่อต้านไม่ได้ ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เราเป็น”
เผยแยกมาทำงานเดี่ยวจากพี่ชายแล้ว
“เราไม่ได้ทำงานกับเขา เราทัวร์คอนเสิร์ตของเราต่างหาก คือเราแยกกันได้ปีกว่าแล้ว คือพอถึงจุดที่เรามีคนรู้จักมากขึ้น มีคนรักเรามากขึ้น มีคนติดตามมากขึ้น เขาก็บอกว่ายินดีกับน้อง บอกว่าภูมิใจนะ ไม่คิดว่าจะได้ขึ้นมาเป็นศิลปิน คือไม่คิดว่าเราจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินได้จากที่เมื่อก่อนเราเป็นแค่เด็กที่เดินตามพี่ ไม่ได้มีคำมั่นสัญญาอะไรเลย ไม่ได้บอกครอบครัว ไม่ได้บอกพี่ชาย เราฟังแค่ใจตัวเอง อยากทำทำเลย อยากแต่งแต่งเลย อยากร้องร้องเลย ไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาอะไร เพราะรู้สึกว่าสุดท้ายแล้วชีวิตเรา เราคือคนกำหนด
ส่วนแฟนเพลงที่ก่อนหน้านี้เคยอยากเป็นเมียเรา จริงๆ ถึงตอนนี้เขาก็ยังอยากได้เราเป็นผัวอยู่ เขาบอกว่าไม่ติดนะคะแม่ หนูอยากได้แม่เป็นผัวเหมือนเดิมค่ะ (หัวเราะ) เราก็บอกว่าขอบคุณนะที่ชอบ ขอบคุณนะที่ติดตามเรา เขาบอกว่ายิ่งเปิดตัวแบบนี้เขายิ่งรักเรามากกว่าเดิม ชอบเรามากกว่าเดิม อยากติดตาม เมื่อก่อนเขาบอกว่าเฉยๆ นะ แต่พอมาเป็นควีนบีแล้วเขากดติดตามทันที จริงๆ เราไม่ได้คาดหวังกับการที่เราเปิดตัวแล้วจะมีคนมารักเราหรือชอบเรามากขึ้น แต่เราทำตามหัวใจตัวเองเฉยๆ เราแค่อยากทำในสิ่งที่เราอยากทำ เพราะชีวิตคนเรามีได้ไม่นาน เราอยากทำอะไรทำไปเถอะ เพราะสุดท้ายแล้วคนก็ลืมเรา”
ยอมรับมีกระแสต่อต้าน
“มีเยอะ บางคนก็จะเป็นผู้หญิงที่มีอายุหน่อย หรืออย่างมีป้าทักมาบอกว่าทำไมหนูต้องแต่งเหรอคะ เราก็อธิบายว่าทำไมคะป้า มันเป็นอะไรคะป้า แต่งแล้วทำไม (หัวเราะ) เขาก็บอกว่าแต่งเป็นผู้ชายหล่อกว่า แต่งแบบนี้ไม่ดีหรอก กลับไปเป็นผู้ชายสิ เสียดาย แล้วตอนที่เราเป็นผู้ชายคุณเมนต์ไหม คุณก็ไม่เมนต์ แต่ทำไมพอเราเปลี่ยนเป็นแบบนี้คุณกลับมาเมนต์ มาเสียดาย ก็ดี ก็ขอบคุณที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น (ยกมือไหว้)
แต่เวลาไปโชว์เราตั้งใจจะแต่งเป็นควีนบีก่อน 2 เพลงแรก จะโชว์เพลงสากลไปเลย พอเสร็จก็ลงไปเปลี่ยนชุดมาเป็นผู้ชายธีมลูกทุ่ง ก็จะเป็นพี่ก๊อต จักรพันธ์ เป็นกุ้ง สุทธิราช มีปีกกระพือ มีแดนเซอร์ แต่ยังเป็นชุดผู้ชายอยู่ ก็ยังบอยๆ ได้อยู่ (ดึงวิกออกโชว์) คือเราทำตามคาแรกเตอร์เพลง คือคนเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังสื่อสาร เราแค่อยากให้คนเอ็นจอยกับเรา”
บอกตั้งแต่เปิดตัวเป็นควีนบี งานเข้าไม่มีวันพัก
“มันก็มีผลต่องาน มีผลต่อทุกอย่างเลย ทั้งรายการทีวี งานรีวิว งานพรีเซ็นเตอร์ก็เข้า และงานคอนเสิร์ตเข้าเยอะมาก จากที่ตอนแรกเดือนธ.ค.หนูมีงานแค่ไม่ถึงสิบงาน แต่พอเราเปิดตัวเป็นบียอนเซ่งานเข้ามาไม่มีวันพักเลย ก็รับหมดเลย ต่างประเทศก็ไปหมด ล่าสุดไปญี่ปุ่นมา และเดือนนี้ก็จะไปไต้หวัน จะมีไปยุโรปตอนเดือนมิ.ย. ไปสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน
มันก็อยู่ที่ว่าลูกค้าอยากให้เราแต่งแบบไหน เราทำได้หมด อย่างบางร้านรีเควสว่าอยากให้เราแต่งเป็นผู้ชายได้ไหม ไม่ต้องแต่งเป็นบียอนเซ่มานะ เราก็เสิร์ฟให้ได้ คือแฟนคลับเราก็มีหลายกลุ่ม ก็จะมีผู้หญิงที่ชอบเรามากๆ คลั่งเรา เห็นแล้วกรี๊ดนะ แต่ใส่เสื้อปุ๋ย เต้น Crazy in love (หัวเราะ)
วันนั้นร้านที่อุตรดิตถ์ เขาบอกว่าลูกค้าตอนแรกจองมาเต็มเลย แต่พอเห็นว่าเปิดตัวเป็นควีนบีคือเขาคืนโต๊ะหมด เพราะจะมีแต่แม่ยกไง หนูก็เลยบอกว่าหนูขอเถอะ มันเลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว (ยกมือไหว้) ให้หนูแต่งหนูก็ไม่ได้เป็นอะไรหรอก เพราะมันก็คือโชว์ ก็พอใส่เสื้อปุ๋ย กางเกงยีนส์ขาด หนูก็ถือรองเท้าส้นสูงขึ้นไปด้วย ทีนี้เขาก็ปรบมือกันใหญ่ อยากให้เราใส่นะ ตอนแรกเราใส่ผ้าใบอยู่ จนเจ้าชองร้านเดินมาคุยกับเราว่าจริงๆ พี่ไม่ได้ว่าอะไรนะ พี่ยอมรับว่าเราเป็นคนมีความสามารถ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าบางคนเขาก็ไม่เก็ต บางคนเขาก็ไม่ได้เข้าใจ
ซึ่งจริงๆ สิ่งที่หนูต้องการคือหนูแค่อยากเป็นตัวเองแค่นั้น ไม่ได้ต้องการให้ใครมายอมรับใดๆ เลย ขอแค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำแค่นั้น ก็บอกว่าไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพี่อยากได้แบบที่พี่ต้องการหนูก็สามารถทำให้ได้ แต่บางส่วนที่ไม่เอาเลยก็มี แต่เราเป็นคนที่ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าลูกค้าต้องการให้เราแต่งเป็นผู้ชาย เราก็แต่งให้ ไม่มีปัญหาเลย
ก็อยากจะฝากบอกคนที่ไม่กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ เป็นคนที่กลัว อยากให้คุณฟังเสียงตัวเองให้เยอะๆ อย่าไปฟังคำดูถูกจากคนอื่นเลย ฟังแต่เสียงตัวเอง แล้วคุณจะเปล่งประกายออกมา และให้คุณมองมาที่ตัวม่อนสะท้อนไปที่ตัวคุณ แล้วคุณจะเห็นว่าความกล้าจะสามารถชนะสิ่งที่คุณกลัวได้ ก็ฝากคอนเสิร์ตด้วยนะครับ ช่วงนี้ก็มีงานแทบทุกวัน ติดตามตารางงานได้ตามโซเชียลต่างๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไอจีหรือติ๊กต๊อก ก็เข้าไปเสิร์จชื่อดูกันได้ครับ
และส่วนใครที่อยากจะดูภาพยนตร์ก็ฝากผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ด้วย เร็วๆ นี้ก็จะมีทั้งภาพยนตร์และมีผลงานเพลงใหม่ๆ ก็ฝากด้วยครับ”


