"คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์" รับตอนที่รู้เรื่องที่ "โดม" โพสต์ถึง "น้องจินนี่" ยอมรับตกใจและห่วงสภาพจิตใจลูกสาว แต่ลูกเข้มแข็งมาก รับมือกับอารมณ์ตัวเองได้ดี พร้อมยืนยันว่าที่ต้องดำเนินคดีก็ไม่ใช่เพราะอารมณ์โกรธหรือเรื่องส่วนตัว แต่อยากสร้างบรรทัดฐานให้สังคม ว่าการด้อยค่าผู้หญิงและการคุกคามแบบนี้ควรจะหมดไปจากสังคมไทย บอกพร้อมพูดคุยด้วยและอยากให้เจ้าตัวมาช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้กับสังคมต่อไป
หลังจากที่เกิดกรณีของหนุ่มหล่อขั้นเทพ "โดม ปกรณ์ ลัม" ที่กลายเป็นผู้ที่จะถูกดำเนินคดีคนแรก จากกฎหมายพ.ร.บ.คุกคามทางเพศ จากการที่ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ที่มีภาพของ "จินนี่ ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ" ลูกสาวของ "คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ในลักษณะคุกคามทางเพศ ซึ่งล่าสุดทางด้าน คุณหญิงหน่อย ได้ออกมาเปิดใจผ่านรายการ กรรมกรข่าว ของ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" โดยยอมรับว่าตอนแรกที่ทราบข่าวนี้ก็ตกใจ แต่พอได้คุยกับลูกสาวก็ได้เห็นว่าลูกนั้นเข้มแข็งกว่าที่คิด และจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ดี
"เมื่อวานพอดีไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ และต้องขออนุญาตว่าเขาก็ติดต่อมานะคะกับคนรอบข้าง เพราะไม่ได้รู้จักกันโดยตรง คนรอบข้างมาบอก ก็ได้แจ้งไปนะคะว่าขอให้เป็นหลังปีใหม่แล้วค่อยนัดหมายกัน ซึ่งก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้จากเรื่องที่เกิดขึ้นขอบพระคุณทุกกำลังใจและความห่วงใยที่ส่งมาให้ครอบครัวเราทุกช่องทางจริงๆ มากมายจริงๆ ต้องกราบขอบพระคุณทุกๆ คนค่ะ
ซึ่งวันนั้นดิฉันก็ป่วยอยู่ มีไปหาคุณหมอ ก็มารู้ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เพราะเรากำลังไปหาหมอ คนก็ไม่ค่อยอยากจะกวน ก็มีเลขาตัดสินใจตามไปหาที่โรงพยาบาลและตัดสินใจบอก ตอนที่เห็นข้อความ (ถอนหายใจ) คุณสรยุทธเรื่องอย่างนี้มันไม่ควรจะเกิดกับไม่ใช่เฉพาะลูกเราเนอะ กับคนอื่นๆ ก็ไม่ควรจะเกิด พอเห็นก็เสียความรู้สึกค่ะ รู้สึกว่าไม่ควรที่จะเกิดกับใคร เราก็ต้องลุกขึันมาปกป้องลูก และถึงไม่ใช่ลูกเรา เกิดขึ้นอย่างนี้เราก็ต้องไม่ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องตลกหรือเรื่องขำ ตอนนั้นก็โทรหาเขาว่าทำไมไม่บอกแม่ เขาบอกว่ารู้ว่าคุณแม่ไปหาหมออยู่
ก็ถามว่าลูกโอเคมั้ย เขาบอกว่าตอนต้นเขาก็เสียใจว่าทำไมเขาต้องมาโดนแบบนี้ แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ ระหว่างที่คุยโทรศัพท์กับลูก ก็รู้สึกว่าลูกเข้มแข็งกว่าที่เราคิดนะคะ ก็เซอร์ไพรส์ว่าเขารับมือกับอารมณ์ของตัวเองได้ดี ถ้าเทียบกับเขาไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน อย่างแรกเลยก็คือเราแคร์ลูกค่ะ ลูกไม่เคยเจอ พอเลขามาบอกก็รีบโทรหาลูกก่อน ตอนแรกเขาไม่ได้รับสายก็ตกใจเหมือนกัน ก็เลยโทรหาพี่ชายเขาที่อยู่ด้วยกัน เลยได้คุยพร้อมกัน น้องบอกว่าน้องก็เสียใจ แต่ฟังการที่เขาตอบโต้กับเรา ดูเขาเข้มแข็ง พร้อมที่จะรับมือกับเรื่องนี้ได้ จัดการเรื่องอารมณ์และพูดด้วยเหตุผล"
บอกเรื่องนี้ไม่ควรเกิดกับใครทั้งสิ้น ไม่ควรจะไปทำแบบนี้กับใคร
"มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นคนดังหรือคนไม่ดังค่ะ มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ที่มาด้อยค่าหรือผู้ที่ถูกโดนด้อยค่า โดนคุกคาม โดนลดทอนศักดิ์ศรี เป็นใครก็แล้วแต่ก็ไม่ควรที่จะเกิดขึันค่ะ ถ้าฟังจากมุมมองของสังคม ของตัวพวกเราเองนะคะ ซึ่งการขอโทษโดยไม่มีข้อแก้ตัวก็สมควรนะคะ เพราะก็เป็นการกระทำที่มันยากที่สังคมจะรับได้ ส่วนที่บอกว่าไม่รู้ว่าเป็นลูกคุณหญิง อันนี้มันไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นลูกคนอื่น เป็นผู้หญิงคนอื่นคุณโดมก็ไม่มีสิทธิไปทำกับเขาแบบนี้ ไม่ใช่ว่าเป็นลูกคุณหญิงแล้วจะมีสิทธิพิเศษว่าคุณโดมต้องมาขอโทษ อยากให้คุณโดมเข้าใจว่าคุณโดมก็ไม่สิทธิที่จะไปทำกับลูกคนอื่น หรือผู้หญิงคนอื่นแบบนี้
ไม่เกี่ยวกับความเป็นลูกดิฉันนะคะ เพราะดิฉันเองก็มีวุฒิภาวะและที่โพสต์ก็มีสติ มีวุฒิภาวะว่าเราต้องการที่จะเตือนเขา ต้องการที่จะให้เขาเห็นว่าไม่ควรที่จะไปทำอะไรกับคนอื่นเช่นเดียวกัน ก็เป็นการตั้งคำถามให้กับสังคมว่าการด้อยค่า การคุกคาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง มันไม่ควรที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงคนไหนทั้งสิ้นไม่ใช่เฉพาะลูกเรา ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานะหรือมีอาชีพอะไร แม้แต่ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือผู้พิการ มันไม่ใช่เรื่องตลกที่จะเอามานล้อเล่นกัน แต่มันเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจและไม่ควรที่จะถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในสังคมไทยอีกต่อไป"
ยันตัดสินใจดำเนินคดีไม่ใช่เพราะโกรธหรือเรื่องส่วนตัว แต่อยากสร้างบรรทัดฐานให้สังคม
"ที่ตัดสินใจดำเนินคดีก็น่าจะเป็นคดีแรกของไทยเลย เวลาที่ตัดสินใจก็ไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว เพราะน้องจินนี่ก็เหมือนกับอยู่กับพรรคแล้ว เราก็คุยกับคนในพรรคและในครอบครัว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการโกรธด้วยอารมณ์ใดๆ เลยค่ะ แต่เป็นเรื่องที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานขึ้นมาใหม่ และต้องบอกว่าได้เข้าใจในข้อแก้ตัวของคุณโดมที่เขาแก้ตัวมา อยากจะบอกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องอารมณ์ ความโกรธ ความโมโห แต่จำเป็นที่จะต้องให้สังคมมีบรรทัดฐาน เปลี่ยนค่านิยม และเราอยู่ในพ.ศ.นี้แล้ว การกระทำใดๆ ก็ควรจะต้องระมัดระวัง และดิฉันก็ไม่ได้คิดว่าดิฉันจะมีอารมณ์หรือโกรธเกลียด รวมทั้งตัวลูกสาวเองก็ได้แจ้งคุณโดมไปแล้วว่า ขอเป็นหลังปีใหม่ค่อยเข้ามาคุยกัน แต่เราก็ได้แจ้งไปด้วยว่าการดำเนินคดีเราได้ตัดสินใจไปแล้วที่เราจะต้องดำเนินคดี ไม่ใช่เพื่อตัวเรา แต่เพื่อการสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องตลก การดูถูก การดูหมิ่นหรือลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงมันมีเยอะมากนะคะ ซี่งก็มีตัวเลขออกมาแล้วว่าตั้ง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ เราไม่ช่วยกันเหรอที่จะให้สังคมอยู่แบบเคารพซึ่งกันและกัน ก็ยังได้แจ้งไปกับคนที่คุณโดมติดต่อมาว่าจะคุยค่ะ เราไม่มีอารมณ์ในการที่จะไปโกรธเกลียด แต่เราอยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลว่าสังคมมันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ค่ะ"
บอกไม่มีการยอมความแน่นอน
"ถามว่าจะไม่มีโอกาสยอมความไหม การตัดสินใจที่เราได้ดำเนินคดีไปแล้ว ก็แสดงถึงเจตนาของเราแล้วว่าเราตั้งใจที่จะดำเนินคดี ส่วนการพูดคุยหรือการที่คุณโดมมาขอโทษส่วนตัว มันไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว ก็คือเป็นส่วนตัวส่วนนึงที่มากระทบบุคคลในครอบครัวก็คือลูก แต่ที่มันกระทบใหญ่กว่านั้นคือกระทบต่อสังคมที่เราจะยอมรับให้การกระทำอย่างนี้เดินหน้าต่อไปมั้ย มันเป็นเรื่องปกติในสังคมมั้ย ซึ่งมันไม่ควรที่จะยอมรับให้เป็นเรื่องปกติในสังคม แต่เรามองปัญหาอย่างมีวุฒิภาวะ เราก็ยินดีที่จะได้นั่งพูดคุยกับคุณโดมเพื่อที่จะทำให้เห็นว่าทำยังไง
เรียกว่าชวนคุณโดมมาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยในสิ่งที่เขาทำค่ะ ไม่ใช่แก้ปัญหาให้ลูกเรานะ แต่แก้ปัญหาให้กับพฤติกรรมของคนมากมายที่ยังมีพฤติกรรมอย่างนี้ ซึ่งมันไม่ควรจะถูกยอมรับเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย และยิ่งเราเป็นพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องปกป้องการด้อยค่า การคุกคาม การริดรอนสิทธิของผู้หญิงและการทำร้ายเรื่องต่างๆ เราก็ต้องคิดมากค่ะว่ามันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวเรา ถ้าส่วนตัวคงเป็นเรื่องเล็กมากนะคะ เพราะดูลูกแล้วลูกก็เข้มแข็ง จัดการอารมณ์ได้ โดยที่เราไม่ได้อยู่ข้างๆ เพราะเราก็อยู่ที่โรงพยาบาล"


