xs
xsm
sm
md
lg

คนดี หรือ คนบ้า! เปิดใจ “D Gerrard” มนุษย์กลายพันธุ์!? ปล่อยคลื่นบำบัดสะกดจิตผู้คน เยียวยาซึมเศร้า-มะเร็ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เป็นอีกหนึ่งคนที่มีตัวตนที่แท้จริงขัดกับสิ่งที่คนอื่นมอง คาแรกเตอร์ภายนอกเป็นคนยียวนกวนโอ้ย แต่ถ้าได้รู้จักศิลปินและนักแสดง “บิ๊ก ดี เจอร์ราร์ด“ D Gerrard จะรู้ว่าแทบจะเป็นคนขั้วตรงข้ามเลย เพราะเขาเป็นหนอนหนังสือ นั่งสมาธิ ศึกษาสิ่งที่อยากรู้อยากเห็นในแบบลงลึก และปีที่ผ่านมาเขาได้เปิดกลุ่มทำกิจกรรมชวนผู้คนมานั่งสมาธิด้วยกันทุกวันอาทิตย์ที่สวนสาธารณะ เพราะอยากแบ่งปันประสบการณ์การรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อนำออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สังคมในอนาคต

”เพลงของผมก็คือตัวตนของผม จะเห็นว่าเพลงของผมวนเวียนอยู่กับเรื่องราวของดาราศาสตร์ ไม่ว่าจะโลกคู่ขนาน, รถไฟบนฟ้า, กาแลคซี่ เอเลี่ยน หรือจะเป็นเพลงอื่นๆ อีกมากมายของผม มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทุกคนแอบสงสัยว่าทำไมผมถึงพูดเรื่องดาราศาสตร์มาตลอด นอกจากความชอบ มันเป็นชีวิตจิตใจของผมที่ผมหลงใหลเรื่องของดวงดาว มันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันอยู่คู่กับตัวผมมาตั้งแต่แรกๆ ตอนที่ผมยังเด็ก ผมชอบคิดว่าผมไม่ใช่มนุษย์ ผมไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วผมมาทำอะไรที่นี่นะ แล้วผมมาจากที่ไหนกันนะ เป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในตัวผมเสมอ ตัวผมมีความผูกพันกับท้องฟ้า ดวงดาว เวลาที่ผมได้มองมันทำให้ผมไม่รู้สึกโดดเดี่ยว มันทำให้ผมตั้งคำถามต่อที่จะหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง จนวันนึงผมก็ได้รู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของผม

ผมมานั่งวิเคราะห์ตัวเองย้อนหลังว่าอะไรที่ทำให้ผมชอบที่จะคิดแต่สิ่งนี้ ผมเป็นคนที่ค่อนข้าง Spiritual (เกี่ยวกับจิตวิญญาณ, เกี่ยวกับใจ, ทางศาสนา หรือทางความรู้สึก) ผมมารู้จักตัวเองจากการนั่งสมาธิ ผมจึงใช้วิธีการนั่งสมาธิในการหาคำตอบต่างๆ ให้กับชีวิต ผมทำสมาธิจนได้มองย้อนกลับไปว่าทำไมผมที่เกิดมา ร่างกายของผมที่อยู่ ณ ขณะนี้มันคือเราจริงๆ หรือเปล่า ก็เลยได้เจอคำตอบว่าร่างกายที่เป็นมนุษย์มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นเหมือนเครื่องนุ่งห่ม จิตวิญญาณของเรา มันก็เหมือนกับหุ่นยนต์นั่นแหละที่จะมีคนนั่งอยู่ข้างในหุ่นยนต์อีกที

ซึ่งร่างกายของผมมันไม่ใช่ของผม ผมยืมพ่อแม่ผมมาอีกที ส่วนจิตวิญญาณของผมมาจากที่อื่น มันเลยทำให้รู้ว่าตัวตนของผมไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่มาจากที่อื่น การนั่งสมาธิและเรื่องราวที่ได้เจอในชีวิตพาผมไปค้นพบคำตอบว่าผมมาจากที่ไหน แล้วผมมาทำอะไรที่นี่ คือร่างกายของผมเป็นมนุษย์อยู่ในโลกใบนี้ แต่จิตวิญญาณของผมมาจากที่อื่น ผมได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น”

บริสุทธิ์ใจ และซื่อสัตย์คือคุณสมบัติที่คนทุกคนต้องมีให้กับตัวเอง
“ผมดีใจนะครับที่ผมได้เป็นกระบอกเสียงของคนที่มีจุดยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณต้องบริสุทธิ์ใจ และซื่อสัตย์กับตัวเองให้มากเข้าไว้ มันคือคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิต ต้องยอมรับกันก่อนนะว่าทุกวันนี้ในสังคมเรามีความหลากหลายเยอะมาก เท่ากับว่าโลกเราเปิดกว้างขึ้นมาอีกในระดับหนึ่ง ผมดีใจที่มีผู้คนมากมายที่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมากันมากขึ้น เป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่จะเกิดต่อไปก็คือ การเป็นตัวเองของแต่ละคนจะนำพาซึ่งประโยชน์ให้กับผู้คนได้มากน้อยแค่ไหน

ตัวตนของผมที่มาอยู่ตรงนี้ ผมมาเพื่อทำภารกิจยกระดับผู้คนทางจิตวิญญาณให้เขาได้เข้าถึงศิลปะมากขึ้น ใช้ศิลปะในการช่วยเหลือผู้คน ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ให้ได้รู้จักกับความสุขที่ยั่งยืนไม่ใช่แค่ฉาบฉวย ผมมารู้จักตัวเองช่วงหลังโควิด พอผมรู้จักตัวเองปุ๊บผมก็ทำตามหน้าที่ที่ผมต้องทำทันที”

ก่อนจะรู้ก็หลงทางมาก่อน
“ตอนแรกที่มาได้มาเป็นศิลปิน ผมไม่รู้หรอกว่าผมมาเป็นเพื่ออะไร ผมนั่งสมาธิพอได้ค้นหาคำตอบจนผมรู้แล้วว่ามาเป็นสิ่งนี้เพื่ออะไร ตัวผมเองนั่งสมาธิมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เป็นการตั้งใจนั่ง เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากปัญหา ที่บ้านผมมีปัญหาเยอะ ผมไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ผมก็ต้องการหาคำตอบว่าเราจะมีความสุขบนความทุกข์ที่เราเจอได้อย่างไร ก็เลยลองไปศึกษาธรรมะดู ซึ่งผมเองนับถือศาสนาคริสต์ ผมอยากลองศึกษาทางพุทธว่ามีอะไรบ้างที่น่าสนใจที่เราจะเอามาใช้ประโยชน์ได้

ก็เลยลองทำสมาธิด้วยตัวเอง ด้วยความรู้สึกที่ว่าผมอยากให้ความโกรธ ความไม่พอใจกับความทุกข์ที่ได้เจอมันหายไปจากตัวผม ผมไม่อยากจะต้องมาคิดว่าทำไมชีวิตฉันมันแย่จัง มันเลวร้ายมากเลย ผมอยากหาคำตอบว่าผมจะดับความรู้สึกนี้ได้อย่างไร การนั่งสมาธิมันทำให้ผมใจเย็นขึ้นมาก ผมมักจะโดนพ่อว่า ทำโทษ ตี แค่กลับกลายเป็นว่าผมรู้สึกเฉยๆ กับการโดนสิ่งเหล่านั้น ผมเคยโดนพ่อกระชากคอ ต่อยผม แต่ผมกลับยิ้ม เพราะผมรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องเครียดหรือทุกข์อะไรกับตัวผมเลยเหมือนที่พ่อพยายามจะยัดเยียดให้เรารู้สึกในตอนนั้น สิ่งที่ผมได้จากการนั่งสมาธิในตอนนั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่ามันดีจังเลย”

นั่งสมาธิคือการสื่อสาร 2 ทาง มีทั้งการพูดและการฟัง
“แต่เมื่อผมได้มันมาแล้วผมกลับขาดความสม่ำเสมอ ผมไม่ได้นั่งสมาธิต่อ ญาณของผมมันก็ดร็อปลง ทำให้เรากลับไปอยู่ในจุดที่เราเป็นเหมือนเดิม ชีวิตกลับมาเหลว อารมณ์ลบ ความคิดไม่พึงประสงค์ต่างๆ ผมอยู่กับมันยาวเลย จนวันนึงผมกลับมานึกย้อนไปในวัยเด็กว่าอะไรที่ทำให้ใจเรายิ่งตอนที่เราเจอเรื่องราวแย่ๆ ก็เลยได้เจอกับการนั่งสมาธิอีกครั้ง ผมกลับมาทำมันจริงๆอีกครั้งในช่วงโควิด ผมจึงได้ตัวตนใหม่ของผมกลับมาอีกครั้ง

การนั่งสมาธิของผมเป็นการดูลมหายใจว่าเป็นอย่างไร มันเข้าทางไหน ออกทางไหน มันเย็น มันอุ่น หรือมันร้อน กลิ่นลมหายใจ น้ำหนักในการหายใจมันเป็นยังไง สังเกตลักษณะพวกนี้ไปก่อน แล้วค่อยภาวนา การภาวนาก็เหมือนกับเราได้พูดคุยกับผู้สร้าง การที่เรานั่งเงียบอยู่ในสมาธิเป็นการรอให้พระผู้สร้างพูดคุยกับเรากลับมา การนั่งสมาธิจริงๆ แล้วมันคือการสื่อสาร 2 ทาง มีการพูดและการฟัง ฉะนั้นเราต้องทำทั้งสองอย่าง ถึงจะเกิดเป็นระบบสื่อสาร

ในการนั่งสมาธิขั้นแรกเริ่มจากการแน่วแน่ที่จะทำมัน หากไม่มีความแน่วแน่ที่จะทำ สิ่งๆ นึงมันจะเกิดได้ยาก วันนี้ฉันจะนั่งสมาธิ จากนั้นก็สร้างความสม่ำเสมอ ทำให้ได้เหมือนการอาบน้ำ การอาบน้ำคือการชำระล้างร่างกาย การนั่งสมาธิก็คือการอาบน้ำชำระจิตใจ มันเป็นการวิธีคิดที่ให้คำตอบกับตัวเอง ว่าทำไมถึงต้องนั่งสมาธิ ตัวผมเองทำสมาธิทุกวัน อยากทำตอนไหนก็ทำไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ใดๆ แม้แต่เวลานอน เวลายืนก็ทำสมาธิได้ เวลาที่เราทำสิ่งต่างๆ ก็ให้เราสังเกตลมหายใจตัวเอง”

ทุกศาสนาเป็นหนึ่งเดียว
“ผมชอบศาสนาและประวัติศาสตร์ ผมรู้สึกว่าถ้าเราเข้าใจหลักธรรมของสิ่งๆ นึงได้อย่างถ่องแท้ มันจะเชื่อมโยงกับธรรมของศาสนาอื่นหมดเลย หากได้ศึกษาหลักธรรมของพุทธ และคริสต์ ก็จะมองเห็นจุดเชื่อมกันเต็มไปหมดเลย เช่น หลักธรรมสำคัญของคริสต์คือความรัก ทางพุทธ ก็คือพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทั้ง4 อย่างคือองค์ประกอบของความรัก มันคือ Oneness (ความเป็นหนึ่งเดียว) แต่ถูกบอกเล่าในรูปแบบที่แตกต่างกัน”

ภารกิจสร้างดนตรีเปลี่ยนแปลงผู้คน สร้างเพลงเพื่อเยียวยาคน
“ดนตรีสามารถเปลี่ยนแปลงผู้คนได้เสมอทั้งดีและไม่ดี ดนตรีสามารถยกระดับจิตใจของผู้คนได้ทั้งให้สูงขึ้นและดึงจิตใจผู้คนให้ต่ำลงได้ ซึ่งเทรนด์ในตอนนี้คือการทำดนตรีที่ยกระดับจิตใจผู้คนให้สูงขึ้น นักดนตรีทั่วโลกพร้อมใจกับทำสิ่งนี้โดยไม่ได้นัดหมาย มันเป็นเองโดยธรรมชาติเพราะทุกคนเห็นแล้วว่ามันดำ มันมืดพอแล้ว เราต้องเจอความสว่างบ้าง นักดนตรีก็เลยพยายามทำเพลงให้เป็นแสงกับผู้คน

ส่วนตัวผมทำดนตรีเป็นแสงให้ผู้คนมาโดยตลอด ในดนตรีของผมมีการปล่อยคลื่นความถี่บำบัดผู้คนมาตลอด เพียงแต่ผมไม่ได้ออกมาพูดถึง เพราะคนก็คงจะมองว่าผมบ้า แต่ในทุกวันนี้เรื่องดนตรีบำบัดเป็นที่ยอมรับอย่างชัดเจน แต่สำหรับผมจะเน้นหนักไปที่เนื้อหาเพลง ผมจะใส่เวิร์ดดิ้ง ปรัชญาดีๆ ลงไปในเพลงเพื่อให้เขามีสิ่งเหล่านี้อยู่ในเนื้อในตัวเขาติดตัวไว้เป็นประโยชน์ ทั้งจิตใจและเซลล์ในร่างกาย มันมีตัวโน้ตที่สัมพันธ์กับเซลล์และธาตุต่างๆ ในร่างกายเราอยู่ เราสามารถใช้ตัวโน้ตเหล่านั้นทำให้ตัวตนเราดีขึ้นได้ รักษาอาการภายในร่างกายได้ ฉะนั้นดนตรีจึงสามารถรักษาโรคได้

เพลงของผม เช่นเพลงโลกคู่ขนาน มีคนหายจากอาการซึมเศร้าและโรคมะเร็งจากเพลงนี้มาหลายคนแล้ว ผมฝังกลุ่มตัวโน้ตที่ให้ความรู้สึกปลดปล่อย รวมถึงภาษาที่เป็นสื่อเชื่อมใจ ให้เปลี่ยนมุมมอง มายด์เซ็ตใหม่ๆ เพื่อเยียวยา รวมถึงเพลงรถไฟบนฟ้า เองก็เป็นเพลงเยียวยา ผมสร้างประโยคที่จะฝังไว้ในจิตใต้สำนึกของผู้คน คือ “บอกลาความจริงอันโหดร้ายทิ้งความเศร้าที่กอดไว้เนิ่นนาน” ถ้ามองในทาง NUEROSCIENCE (ประสาทวิทยาศาสตร์) มันคือการสะกดจิตอีกรูปแบบหนึ่ง ผมกำลังสะกดจิตเขาอยู่แบบเนียนมากๆ อยู่ในประโยคเดียวของเพลง”

ทุกคนสามารถสร้างประโยชน์ให้โลกใบนี้ได้
“เรื่องราวของผมอาจจะช่วยทำให้ทุกคนได้ตระหนักกับตัวเองถึงสิ่งที่สำคัญในชีวิต เป้าหมายของเราคืออะไร เราไปโฟกัสแต่ว่าเรามีบ้าน มีรถ มีครอบครัวแล้ว แต่พอจบสิ่งเหล่านั้นแล้วชีวิตเราจะยังไงต่อ จะใช้ชีวิตไปวันๆ เหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่าเสียดายแย่เลย เพราะเราอุตส่าห์ได้เกิดมาทั้งที ยังมีอะไรให้ทำอีกเยอะไปหมดเลย

ลองตั้งคำถามกับตัวเอง วางเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเพื่อผู้อื่นบ้าง เพราะเราเกิดมาเพื่ออยู่ร่วมกันเป็นสังคม เราเลยต้องทำเพื่อผู้อื่น ยังไงคนเราทุกคนต้องตาย แต่ก่อนตายคุณอยากจะทำให้อนาคตที่ไม่มีคุณอยู่แล้วมันสวยงามกว่าที่คุณอยู่หรือเปล่า นี่คือสิ่งสำคัญของการเกิดมา เราอาจจะต้องทำสิ่งๆ นึงที่ชั่วชีวิตนี้ของเราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยซ้ำว่าทำไปแล้วมันจะเป็นยังไง เพราะสิ่งที่คุณทำ คุณทำไปเพื่อคนรุ่นหลังคุณ มันคือการที่เราความเมตตา มันคือการต่อยอดเผ่าพันธุ์ของเราให้ยังคงอยู่และอยู่ได้อย่างดี แล้วทำไมเราถึงจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้เพื่อคนรุ่นหลังเราเขาได้เห็นบ้าง

เราสามารถทำสิ่งที่เราเป็นให้ออกมาดีได้ ทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้มีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว เราเพียงทำสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุดเดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เองเพราะทุกคนทำเหมือนกัน คุณมีอาชีพอะไรคุณก็ทำหน้าที่ของคุณให้มันดี อย่างมีจรรยาบรรณ ทุกคนจะมีจิตวิญญาณของงานที่ตัวเองทำอยู่แล้ว ถ้าเราตระหนักถึงอาชีพของเราให้ดีกว่านี้มากกว่าการแค่มาทำแล้วได้เงิน สังคมเราจะดีขึ้นได้ไม่ยากเลย คนทำงานยังไงก็ได้เงิน แต่เราจะได้มากกว่าเงินหากงานของเราได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้คน และสังคมให้ดีขึ้นได้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเรียนรู้ การเรียนรู้ที่ดีคือการได้มีประสบการณ์ร่วม เกิดจากการที่เราเห็นพ้องต้องกัน ก็คือความสามัคคี เพื่อเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเราจะสามารถมีส่วนช่วยอะไรที่ทำให้สังคมนี้ดีขึ้นได้บ้างในแบบที่เราเป็น”



























กำลังโหลดความคิดเห็น