“โดม ปกรณ์ ลัม” เผยเทคนิคลดน้ำหนักแบบสุดโต่ง! จาก 90 กก. ลดเหลือ 65 กก. งดแป้ง งดน้ำตาล หยุดกินข้าวมาเกือบปีครึ่ง ยอมรับว่าทั้งแม่ทั้งเมียบ่น แต่อยากสุขภาพดีแบบยั่งยืนก็ต้องยอม ไม่ยึดติดคำว่า “หล่อขั้นเทพ”
โด่งดังมาตลอดทั้งปี กับชุดออกกำลังกายสีขาวตุงๆ สำหรับ “โดม ปกรณ์ ลัม” ยิ่งพักหลังโดมมลดน้ำหนักจาก 90 กก. เหลือ 65 กก. ฟื้นตำนานหล่อขั้นเทพ กลับมาอีกครั้ง
“ก็ดีใจที่หลายคนมองว่าเรากลับมาเป็นร่างทอง กับฉายาที่เคยให้ว่าหล่อขั้นเทพ เราก็ดีใจ เพราะว่าเราตั้งเป้าว่า เราอยากจะดูแลสุขภาพ อยากจะลดน้ำหนัก จากเดิม 70 กก. ก็ขึ้นมา 90 กก. ขึ้นมา 20 กก. เราก็เลยอยากจะกลับไปเท่าเดิม และวันที่ลดลงมาได้อย่างที่ทุกคนเห็น คือเหลือ 65 กก.”
“อย่างตอนนั้นที่เราทั้งวิ่ง ทั้งปั่นจักรยาน ก็คือเราตั้งใจว่าเราจะลดน้ำหนัก เพราะว่าเวลาเราทำอะไร เราก็เป็นคนสุดเหวี่ยงสุดโต่ง เอาให้สุด และเราก็ศึกษา อ่านทั้งบทความ ซื้อหนังสือ ถาม Google เพื่อจะดูว่าเราจะไปไหนที่มันเหมาะกับร่างกายเรา ลองผิดลองถูก เอาจริงๆคือตอนนี้ ข้อมูลผมแน่นมากในเรื่องการออกกำลังกาย“
”แล้วมันจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมผอม จนหลายคนบอกว่าผมป่วยหรือเปล่า ซึ่งผมกำลังเปลี่ยนกลไกภายในร่างกาย และกลไกที่ง่ายที่สุดคือปกติแล้ว ร่างกายมันจะดึงน้ำตาลที่เรากินเข้าไปออกก่อน น้ำตาลมันก็มาจากแป้ง จากข้าว ที่เรากินเข้าไป คือผมไม่กินข้าวเลย และตั้งแต่ตอนนั้น จนตอนนี้ประมาณปีครึ่งผมไม่กินข้าวเลย ก็คือไม่กินแป้ง ไม่กินของหวาน แล้วช่วง 2-3 เดือนตอนนั้น ร่างกายก็จะไปเอาน้ำตาลในตัวเรา ซึ่งมันก็หาไม่เจอ มันก็เลยเกิดภาวะวิกฤตในร่างกาย จนร่างกายต้องบังคับไปเอาจากไขมัน มาใช้ เรียกว่าคีโตเจนิค (การกินอาหารที่เน้นไขมันสูงโปรตีนปานกลาง และลดคาร์โบไฮเดรต อาทิข้าว แป้ง น้ำตาล ให้เหลือน้อยมากๆ เพื่อเปลี่ยนให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นพลังงานหลักแทนน้ำตาล) ซึ่งมันทำให้เราผอม และเราโทรมเลยในตอนนั้น และหลังจากนั้นมันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่โหยน้ำตาล ไม่โหยข้าวแล้ว พอเราเปลี่ยนมันมาได้แล้ว เราก็กลับมาเวท เราก็เลยอัดด้วยโปรตีนอย่างเดียว“
”และอย่างวันที่เราหนัก 90 ตอนนั้นเราต้องเผชิญกับภาวะหยุดหายใจตอนนอน ซึ่งมันเกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนัก มันเหมือนคนที่น้ำหนักเกิน แล้วเกิดอาการกรน จนไปกดหลอดลม จนตอนนั้นผมต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ แล้วก็บวกกับความดันเพิ่มมากขึ้น สูงถึง 150 แล้วพอไปตรวจสุขภาพน้ำตาลก็เกิน คุณหมอก็เตือน มันเริ่มมีสัญญาณ ก็เลยรู้สึกว่าถ้ามันเป็นแบบนี้อายุ 50-60 ก็น่าจะติดเตียง ซึ่งมันเกิดจากพฤติกรรมของเราเอง เราก็เลยคิดว่าจะเอาไงดี ก็เลยลองสักตั้งนึงแล้วกัน ปักธงกับตัวเอง แต่ก็ยังสองจิตสองใจว่ายังไงดี“
”แต่ตอนที่หนัก 90 กก. ก็ไม่ได้เสียเซลล์ในรูปร่างของตัวเองนะ ผมชอบตัวเองในทุกเวอร์ชั่น แล้วตอนที่หนัก 90 ตอนนั้นก็คือชอบ เพราะว่าได้กินทุกอย่างแบบสะใจ“
(ฉายาหล่อขั้นเทพ มันค้ำคอเราไหม?) “ผมว่าฉายานี้มันยิ่งดีตอนที่เราน้ำหนักเกิน มันทำให้เรากลับมาได้เป็นอย่างนี้ ในทุกๆวันที่ทุกคนเห็น มันทำให้เรารู้สึกว่าไม่ต้องพูดเยอะ รู้สึกว่าการกระทำของเรา มันพูดแทนเรา เลยทำให้ทุกคนมองว่าเราเป็นต้นแบบให้กับทุกคน การมาคุมโภชนาการ การมีอายุยืนแบบมีคุณภาพ และอย่างที่ทุกคนรู้กันว่าผมจะไม่กินผลไม้ เพราะว่าผลไม้มันจะมีน้ำตาล และมันจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อย่างผลไม้ที่เป็นลูก หรือผลไม้ที่เป็นหัว มันจะมีความเป็นแป้ง ซึ่งสิ่งที่เราเลือกกลิ่นจะกินเนื้อแดงเป็นหลัก จะตัดความเป็นน้ำตาลออก ไม่ต้องมีน้ำจิ้มแจ่วมากินกับเนื้อ ไม่ต้องมีน้ำจิ้มซีฟู้ด ไม่ต้องมีน้ำมันหอยมาหมัก"
"แม่ผมยังส่ายหัวเลยว่า ถ้าฉันต้องมาทรมานอย่างเธอ ฉันขอไม่เอาแล้วกัน ชีวิตเธอไม่มีสีสันเลย แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเลือกแล้ว มันไม่ใช่วิธีที่ผมจะต้องพยายาม เราทำจนมันเป็นเหมือนวิถีไปแล้ว เครื่องปรุงที่ปรุงได้ก็คือเกลือกับพริกไทย น้ำที่กินได้ก็คือน้ำเปล่าแล้วก็โซดา ซึ่งผมกับภรรยาก็แยกกันกินเลย แต่บางวันเค้ากลับมาเห็นผมเตรียมเนื้อ เค้าก็จะมาแจมๆ กับผม แต่ผมก็เข้าใจว่าคนทั่วไป ให้กินเนื้อติดกันทุกวัน เค้าก็คงกินไม่ได้ มันคงจะเลี่ยน แต่ตอนนี้ผมก็เปลี่ยนจากการกินคาเนียร์วอล์ล ที่กินเฉพาะ เนื้อสีแยกจากเนื้อวัว ที่กินแบบคีโต ก็ไม่กินแป้งเหมือนเดิม แต่กินโปรตีนเยอะๆ แล้วก็จะมีผักนิดหน่อย ซึ่งเวลาเราไปกินข้างนอกอย่างร้านส้มตำ เราก็สั่งไก่ย่างมาเลยตัวหนึ่ง หรือว่าเวลาไปกินข้าวมันไก่ เราก็สั่งแต่อกกินกับแตงกวาแล้วก็ไม่จิ้มน้ำจิ้ม ก็จบแหละ ตอนแรกๆ มันก็ต้องใช้วินัย แต่หลังๆ เราก็อยากทำแบบนี้นะ เมทัลก็ถามว่าเมื่อไหร่พี่จะกินแบบธรรมดาได้เนี่ย (หัวเราะ) เราก็บอกว่าเราก็ยังอยากเป็นแบบนี้อยู่นะเพราะว่ามันก็โอเคดีกับชีวิต”


