Last Samurai Standing (หรือในชื่อญี่ปุ่นอันทรงพลังว่า Ikusagami – เทพเจ้าแห่งสงคราม) เข้าฉายทาง Netflix เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซีรีส์ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังย้อนยุคซามูไรดาษดื่น แต่เป็นการผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อนของ Battle Royale, กลิ่นอายการเมืองที่เข้มข้นแบบ Shogun, และความระทึกขวัญในเกมเอาตายสไตล์ Squid Game
หากคุณคิดว่านี่คือหนังซามูไรเชิดชูคุณธรรมแบบเดิม ๆ ขอให้คิดใหม่ เพราะ Last Samurai Standing คือบทบันทึกความล่มสลายของชนชั้นนักรบที่ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยความเจ็บปวด สิ้นหวัง และงดงามในคราวเดียวกัน
เรื่องราวของ Last Samurai Standing พาเราย้อนกลับไปในปีเมจิที่ 11 (ค.ศ.1878) ยุคสมัยที่ญี่ปุ่นกำลังผลัดใบเข้าสู่ความทันสมัย ดาบคาตานะถูกมองว่าเป็นของล้าสมัย และซามูไรกลายเป็นเพียง “ขยะสังคม” ที่ไร้อาชีพ ไร้เกียรติ และไร้เงินตรา ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น ใบปลิวปริศนาได้ถูกส่งไปยังอดีตซามูไรตกอับทั่วประเทศ เชิญชวนให้พวกเขามารวมตัวกัน ณ วัดเท็นริวจิ ในเกียวโต
ฉากเปิดเรื่องที่วัดเท็นริวจิ ไม่ใช่แค่จุดเริ่มของเกม แต่เป็น “ลานประหารทางจิตวิญญาณ” เมื่อซามูไรตกอับ 292 คนมารวมตัวกันตามใบปลิวลึกลับ พวกเขาไม่ได้มาด้วยความหวัง แต่มาด้วยความสิ้นหวัง สภาพมอมแมม แววตาที่ไร้ประกาย ทำให้คำดูถูกของชาวเมืองที่เรียกพวกเขาว่า “ผีตายซาก” นั้นเจ็บปวดเพราะมันคือความจริง
แต่ภายใต้ซากสังขารที่ผุพัง จิตวิญญาณนักรบยังคงคุกรุ่นรอวันระเบิด และนั่นคือสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ทำได้ดีที่สุด เพราะมันค่อย ๆ ขุดค้น “ความเป็นมนุษย์” ออกมาจาก “ซากศพเดินดิน”
สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบโครงสร้างเรื่อง (World Building) ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายรางวัล Naoki Prize ของอาจารย์ โชโกะ อิมามุระ (เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2022) โดยที่ซีรีส์ไม่ได้ขังตัวละครไว้ในเกาะปิดตายหรือสนามกีฬาแบบ Squid Game แต่ใช้ “เส้นทางโทไคโด” (เส้นทางสายประวัติศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างเกียวโตและเอโดะ) เป็นกระดานหมากรุกเปื้อนเลือด ผู้เข้าแข่งขันต้องเดินทางผ่านด่านตรวจต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องรวบรวม “ป้ายไม้” จากศพของคู่แข่งให้ครบตามจำนวนจึงจะผ่านด่านไปได้
นี่คือจุดที่ทำให้ซีรีส์มีความเป็น Road Movie ที่เต็มไปด้วยความกดดัน ตัวเอกของเรื่อง “ชูจิโร่ ซากะ” (รับบทโดย จุนอิจิ โอคาดะ) อดีตมือสังหารที่วางดาบเพื่อมาใช้ชีวิตเป็นสามีและพ่อที่ดี แต่ความยากจนและโรคร้ายที่รุมเร้าครอบครัวบีบให้เขาต้องหวนคืนสู่สังเวียนเลือดอีกครั้ง การแสดงของโอคาดะไม่ได้ทำให้เราเห็นแค่ภาพของนักรบผู้เก่งกาจ แต่คือภาพของมนุษย์ที่แตกสลาย ผู้ซึ่งจำใจต้องฆ่าเพื่อรักษาลมหายใจของคนที่รัก
นอกจากนั้น คุณภาพของฉากแอ็กชันที่ฉีกขนบเดิม ๆ ของละครย้อนยุคญี่ปุ่นไปอย่างสิ้นเชิง เครดิตนี้ต้องยกให้ “จุนอิจิ โอคาดะ” ซึ่งนอกจากจะรับบทนำแล้ว เขายังควบตำแหน่งโปรดิวเซอร์และผู้ออกแบบคิวบู๊ด้วยตัวเอง ในบทสัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ โอคาดะกล่าวว่าเขาต้องการลบภาพจำของ “การฟันดาบที่สวยงามเหมือนการร่ายรำ” ออกไปแล้วแทนที่ด้วย “ความเจ็บปวดที่แท้จริง” ฉากต่อสู้ในเรื่องนี้จึงเต็มไปด้วยความทุลักทุเล ความเหนื่อยหอบ เสียงกระดูกหัก และเลือดที่กระเซ็นอย่างสมจริง ไม่มีการใช้สลิงเหาะเหินเดินอากาศ หรือซีจีที่ดูประดิษฐ์จนเกินงาม
ขณะที่นักแสดงทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อ “จับดาบ” ให้เหมือนกับเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกาย เราจะเห็นว่าเมื่อตัวละครเริ่มเหนื่อยล้า ดาบจะเริ่มหนักขึ้น การเหวี่ยงดาบจะช้าลง และความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีหมายถึงความตาย รายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้สร้างความระทึกในระดับที่คนดูแทบจะกลั้นหายใจ
ผู้กำกับ มิจิฮิโตะ ฟูจิอิ (จาก The Journalist) เลือกใช้โทนภาพที่มืดหม่น ตัดกับแสงไฟจากคบเพลิงและกองไฟในยามค่ำคืน การใช้ Long Take ในฉากตะลุมบอนใหญ่ที่วัดเท็นริวจิในช่วงต้นเรื่อง ถือเป็นมาสเตอร์พีซที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของศัตรูนับร้อย
ภายใต้เปลือกนอกของหนังแอ็กชันเลือดสาด Last Samurai Standing ซ่อนนัยยะวิพากษ์วิจารณ์สังคมไว้อย่างแหลมคม ซีรีส์ตั้งคำถามสำคัญว่า “รัฐทำอย่างไรกับคนที่หมดประโยชน์?”
การจัดเกม Kodoku (พิธีไสยศาสตร์ที่นำแมลงพิษมาสู้กันจนเหลือตัวสุดท้าย) โดยรัฐบาลเมจิ ไม่ใช่เพียงเพื่อความบันเทิง แต่มันคือกลไกในการ “ล้างบาง” กลุ่มซามูไรเก่าที่อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง รัฐบาลใช้ความโลภและความสิ้นหวังของคนเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการกำจัดกันเอง โดยที่มือของรัฐไม่ต้องเปื้อนเลือด นี่คือภาพสะท้อนของการเมืองที่โหดร้ายในทุกยุคทุกสมัย
ขณะที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องคือชายวัยกลางคนที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันกลับไร้ค่าในโลกทุนนิยมที่หมุนเร็ว พวกเขาต่อสู้ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ซามูไร (บูชิโด: Bushido) แต่เพื่อ “ปากท้อง” และ “การยอมรับ” มันสะท้อนภาพของคนทำงานในโลกยุคปัจจุบันที่หวาดกลัวการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อโลกเปลี่ยนทิศทาง
ขณะที่ตัวละครส่วนใหญ่ในเรื่องคือชายวัยกลางคนที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันกลับไร้ค่าในโลกทุนนิยมที่หมุนเร็ว พวกเขาต่อสู้ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ซามูไร (บูชิโด: Bushido) แต่เพื่อ “ปากท้อง” และ “การยอมรับ” มันสะท้อนภาพของคนทำงานในโลกยุคปัจจุบันที่หวาดกลัวการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อโลกเปลี่ยนทิศทาง
ขณะที่ฉากที่เหล่าขุนนางและพ่อค้าแต่งตัวดีนั่งจิบไวน์ดูการฆ่าฟันผ่านกล้องส่องทางไกล ตัดสลับกับภาพซามูไรที่เนื้อตัวมอมแมมแย่งชิงป้ายไม้ เป็นการตอกย้ำช่องว่างทางชนชั้นที่ชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน
ในตอนจบของ Last Samurai Standing ซีซั่นนี้ได้ทิ้งปมปริศนาไว้อย่างจงใจ ซึ่งสอดคล้องกับต้นฉบับมังงะและนิยายที่มีความยาวหลายเล่ม การเดินทางของชูจิโร่ยังไม่ถึงปลายทางที่โตเกียว และความลับเบื้องหลังผู้จัดเกมยังไม่ถูกเปิดเผยทั้งหมด
Last Samurai Standing ไม่ใช่แค่ซีรีส์ที่ขายความรุนแรง แต่เป็นงานศิลปะที่ตั้งคำถามถึง “คุณค่าของความเป็นมนุษย์” ในวันที่โลกไม่ต้องการเราอีกต่อไป มันคือจดหมายเหตุเลือดที่เตือนใจเราว่า การเอาตัวรอดอาจไม่ใช่แค่การมีลมหายใจ แต่คือการรักษา “วิญญาณ” ของตัวเองไว้ให้ได้ ท่ามกลางโลกที่พยายามจะบดขยี้มันให้แหลกสลาย
หากปี 2024 คือปีของ Shogun ปี 2025 นี้ Last Samurai Standing ได้ประกาศศักดาแล้วว่า ดาบซามูไรญี่ปุ่นยังคงคมกริบและพร้อมจะฟาดฟันเพื่อทวงคืนบัลลังก์คอนเทนต์ระดับโลกอย่างสมศักดิ์ศรี


