ภาคต่อที่ถูกพักยาวได้ไฟเขียวจากสตูดิโอ – ผู้กำกับเบรตต์ แรตเนอร์คืนวงการครั้งใหญ่ท่ามกลางเสียงวิจารณ์
ภาพยนตร์แอ็กชันคู่หูระดับตำนาน Rush Hour เตรียมกลับมาสร้างภาค 4 อย่างเป็นทางการ หลังเงียบหายยาวนานหลายปี โดยสตูดิโอพาราเมาท์เพิ่งตกลงรับโปรเจกต์ พร้อมวางแผนจัดจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อย กระแสข่าววงในระบุว่า ความคืบหน้าครั้งนี้เกิดขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ลงน้ำหนัก” ช่วยเดินเรื่องด้วยตัวเอง เพื่อผลักดันให้โครงการของผู้กำกับ เบรตต์ แรตเนอร์ เดินหน้าอีกครั้ง
Rush Hour 4 ยังหมายถึงการคืนสู่สตูดิโอระดับเมเจอร์ครั้งแรกของแรตเนอร์ หลังถูกปิดกั้นงานยาวหลายปีจากคดีกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศช่วงกระแส #MeToo ซึ่งทำให้เขาถูกกันออกจากฮอลลีวูดอย่างสิ้นเชิง
แรตเนอร์เพิ่งกลับมาจับกล้องในโปรเจกต์สารคดี Melania Trump มูลค่า 40 ล้านดอลลาร์ ให้ Amazon MGM Studios ซึ่งกำหนดฉายโรงมกราคมปีหน้า โดยโปรเจกต์นี้เองถูกมองว่าเป็นสัญญาณความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างเขากับครอบครัวทรัมป์ที่ยังแน่นแฟ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แรตเนอร์พยายามวิ่งหาทุนและหาสตูดิโอ แต่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งสื่ออเมริกันรายงานว่า ทรัมป์ได้ติดต่อ “แลร์รี เอลลิสสัน” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Paramount Skydance และเป็นผู้สนับสนุนทางการเมืองของทรัมป์ด้วย ให้ช่วยเดินหน้าอนุมัติโครงการภาคต่อ Rush Hour
Paramount ซึ่งเพิ่งปรับโครงสร้างใหม่ และเพิ่งปิดคดีฟ้องร้องกับทรัมป์เกี่ยวกับบทสัมภาษณ์ของ CBS News ก็มีรายงานว่าได้ตกลงจัดหาทุน พร้อมจับมือ Warner Bros ในการจัดจำหน่าย ขณะที่ Rush Hour ภาคเก่าถูกสร้างภายใต้ New Line Cinema ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Warner เช่นกัน
Rush Hour ไตรภาคก่อนหน้าทำรายได้รวมทั่วโลกกว่า 850 ล้านดอลลาร์ และโด่งดังเป็นพิเศษในตลาดจีน การที่ภาค 4 ได้ไฟเขียวจึงถูกจับตาว่าจะใช้แผนการตลาดเน้นเอเชียอีกครั้งหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อแจ็คกี้ ชานเองยังคงมีฐานแฟนระดับมหาศาลในจีนแผ่นดินใหญ่
ขณะโปรโมต Karate Kid: Legends เมื่อต้นปี แจ็คกี้ ชาน วัย 71 ปี พูดถึง Rush Hour อย่างติดตลกว่า “ไปถามผู้กำกับ ถามสตูดิโอ ถามคนเขียนบทเลยนะ เร็วเข้า! ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวผมกับคริส ทัคเกอร์จะอายุร้อยปี กลายเป็นคนแก่สองคนวิ่งไล่จับคนร้ายใน Rush Hour ไปซะก่อน”
ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างเตรียมงานสร้าง คาดว่าจะประกาศกำหนดเปิดกล้องและรายชื่อนักแสดงชุดแรกภายในปีหน้า ท่ามกลางกระแสจับตาอย่างหนักว่าการกลับมาครั้งนี้จะเป็นการคืนฟอร์มของแฟรนไชส์ หรือจะเป็นภาคต่อที่ต้องเผชิญแรงเสียดทานด้านการเมือง–ภาพลักษณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Rush Hour
การเดินหน้า Rush Hour 4 สอดรับกับทิศทางในอุตสาหกรรมบันเทิงที่ทรัมป์ผลักดันในวาระประธานาธิบดีสมัยที่สอง ซึ่งสื่ออเมริกันหลายฉบับรายงานว่าเป็นยุทธศาสตร์ “Bring Back Old Hollywood Masculinity” หรือการฟื้นภาพลักษณ์ฮีโร่ชายแข็งกร้าวแบบยุคคลาสสิก
นโยบาย–แนวทางที่เกี่ยวข้องในยุคทรัมป์ ได้แก่ แต่งตั้ง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน, จอน วอยต์ และ เมล กิบสัน เป็น ‘ทูตพิเศษด้านบันเทิง’ แบบไม่เป็นทางการเพื่อเชื่อมระหว่างรัฐบาลกับอุตสาหกรรมหนังที่เอนเอียงเสรีนิยมมาตลอดหลายทศวรรษ
ส่งเสริมโปรเจกต์แอ็กชันคลาสสิก–ผู้ชายลุยเดี่ยว อย่างที่ ทรัมป์เคยกล่าวในงานต้อนรับผู้สร้างภาพยนตร์ว่าเขาต้องการเห็น “หนังผู้ชายจริง ๆ กลับมา”
รวมถึงการ เชิญผู้กำกับ–ดาราที่ถูก Hollywood ‘แบนเงียบ’ กลับมามีที่ยืน เช่น แรตเนอร์ ที่ถูก #MeToo ปิดทางงานมานาน ซึ่งการกลับมาของ Rush Hour 4 ถูกมองว่าเป็นสัญญาณของยุคใหม่


