“อุ๋ย นนทรีย์” คืนตำนาน ปั้นโลกใบใหม่ให้ “ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจร” ยืนยันเป็นเรื่องจากจินตนาการไม่ซ้ำของเดิม แม้วอนอย่าเทียบ 2499 แต่หวังปลุกกระแสแฟชั่นจากทีมงานชุดเดียวกันให้กลับมาฮิตอีกครั้ง
กลับมาสร้างตำนานความยิ่งใหญ่อีกครั้ง สำหรับผู้กำกับระดับตำนานอย่าง “อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร”ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวภาพยนตร์ ตี๋ใหญ่ ฤกษ์ดาวโจรที่ Warehouse ตลาดน้อย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าตนตั้งใจทำให้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยซ้ำกับเวอร์ชั่นเก่าๆ แทบจะไม่ได้หยิบเอาของเดิมมาเลยด้วยซ้ำ เพราะเป็นการเขียนใหม่ทั้งหมด แต่มีการเก็บข้อมูลจากบุคคลที่มีตัวตนจริงและผู้เกี่ยวข้องมาเป็นปี
“ในการค้นหาข้อมูลเราก็ทำงานกันปีกว่าๆ ทั้งในแง่ของการได้พูดคุยกับผู้คน ทั้งในแง่ของการศึกษาในช่องต่างๆ ที่มีการสัมภาษณ์ และเราก็ได้สัมภาษณ์คนเหล่านั้นในแง่มุมของเราด้วย นอกจากสิ่งที่เราเคยได้ยิน เคยได้ฟังมาทั้งหมด มันมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน พอเราย่อยมันออกมาเราก็รู้สึกว่ามันน่าเล่าจริงๆ มันมีเรื่องที่ยังไม่ได้เล่าอีกเยอะเลยกับภาพยนตร์เรื่องนี้ และผมคิดว่าในแง่มุมของความเป็นโจร เป็นนักเลง เล่ห์เหลี่ยมของโจรกับตำรวจมันยังมีเหลี่ยมมุมที่เรารู้สึกว่ามันยังสนุกได้อีก
ตอนที่เราทำ 2499 มันก็คล้ายๆ แบบนี้ ก็มีคนเคยถามผมว่ามันจะเหมือน 2499 กลับมาอีกครั้งนึงมั้ย ผมก็บอกว่ามันเป็นคนละทาง 2499 มันจะเป็นทางนักเลง มาเรื่องนี้ก็เป็นในทางตำรวจจับโจร ก็จะเป็นเหลี่ยมตำรวจกับเหลี่ยมโจรในอีกแง่มุมนึง และผมเองก็โตขึ้นจากตอน 2499 ที่ผ่านมา 28 ปีแล้วนะ ก็มีวุฒิภาวะที่เติบโตขึ้น เราก็มีความนิ่งมากขึ้นในการเล่าเรื่อง”
เวอร์ชั่นนี้จะเน้นเรื่องความรัก กลุ่มเพื่อน และความเป็นมนุษย์ของคนๆ หนึ่งมากกว่า
“คนจะมองว่าเรื่องนี้เป็นวรรณกรรมปราบเซียน แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นเลย คิดว่าเราจะทำยังไงในการเล่าเรื่องๆ หนึ่งที่เขาเคยเล่ากันมาแล้ว ให้มันสนุกอยู่ได้ ให้ยังคงน่าสนใจอยู่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเราก็พยายามหาสิ่งที่เขายังไม่ได้เล่า เรื่องที่สำคัญที่สุดของเราคือความเป็นมนุษย์ของทุกคน ความรัก สิ่งที่เราโตมาขนาดนี้สิ่งหนึ่งก็คือมิตรภาพของเพื่อน ผมว่าตี๋ใหญ่ก็คงไม่แตกต่างกัน เขาจะทำอะไรสำเร็จขึ้นมาได้เขาก็ต้องการความเป็นเพื่อน และความช่วยเหลือจากทุกๆ คน มันต้องทำงานเป็นทีม เราก็เอาตัวเองไปเขียนในบทภาพยนตร์เรื่องนี้เหมือนกัน
ต้องขออนุญาตพูดว่าไม่ได้ใช้แบบเดิมเลยด้วยซ้ำ เรื่องนี้ผมเป็นคนเขียนเรื่องขึ้นมาใหม่ ก็อาจจะเอาบางส่วนจากสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังมา แต่เราสร้างตัวละครตี๋ใหญ่ขึ้นมาใหม่ และเราก็สร้างเพื่อนเขา สร้างโลกเขาขึ้นมา มันก็ยากนะ แต่มันก็สนุก มันเป็นจินตนาการของเราเอง เราอยากจะเล่าเรื่องของผู้ชายเท่ๆ คนนึง แต่เราก็ไม่ได้จะทำให้โจรคนนึงเป็นฮีโร่ขนาดนั้นหรอกนะ พอเราเล่าเรื่องความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์มันไม่ใช่ฮีโร่ความเป็นมนุษย์มันเสียใจได้ ร้องไห้ได้ เจ็บใจได้ ถูกหักหลังได้เหมือนกัน ก็อยากจะให้ทดลองดูว่าวิธีการหรืออีกเหลี่ยมมุมของผมที่พยายามจะนำเสนอในมุมใหม่ๆ มันน่าสนใจแค่ไหนอย่างไร”
บอกอยากเห็นแฟชั่นในหนังกลับมาเหมือนสมัย 2499
“มันก็เป็นความตั้งใจเล็กๆ นะ ผมจำได้ว่าตอนที่ 2499 ฉาย ผมไปดูหนังกับคนดู พอหนังเลิกผมก็ไปยืนอยู่ในห้องน้ำ ไปรอฟังฟีดแบ็กของทุกคน ทุกคนก็จะบอกว่าพับแขนเสื้อขึ้น เอาน้ำลูบผม แล้วบอกว่าฉันเป็นแดง ฉันเป็นดำ ฉันเป็นปุ๊ ซึ่งทุกคนอยากมีแฟชั่นในยุคนั้นกลับมา ก็ถ้าเป็นไปได้หนังเรื่องนี้มันถูกเอาแฟชั่นกลับมาได้ เราก็อยากให้เป็นเรื่องที่พูดถึงอย่างนั้นเหมือนกัน อยากให้ฟีลลิ่งอย่างนั้นกลับมา ผมคิดถึง 2499 มาก
เรื่องนี้ร่วมสมัย100% (หัวเราะ) เพราะทีมทำงานทุกคนเป็นทีมตั้งแต่ 2499 เพราะฉะนั้นโปรดักชั่นดีไซน์ทุกอย่างมันลากกันมา 28 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นประสบการณ์ ความเนี้ยบทุกอย่างมันต้องดียิ่งกว่าเดิมแน่ๆ และมันจะถูกปรับปรุงจากประสบการณ์ของพวกเราให้มันดีขึ้น สนุกขึ้น น่าสนใจมากขึ้น ถ้าจะบอกว่าคาดหวังให้เหมือนตอน 2499 ไหม ผมอยากให้คนคาดหวังว่ามันจะสนุกมากกว่า ที่เหลือมันคงเป็นโบนัสเพราะเราไม่ได้เริ่มจากการคาดหวังอย่างโน้นอย่างนี้ ทุกวันนี้เราสามารถจะทำให้คนเอ็นจอย โดยเฉพาะคนไทยและคนอีก 190 กว่าประเทศสนุกได้ ผมก็แฮปปี้มากๆ แล้วครับ”


