“ดี้ ปัทมา” เผย “เอ๋ ไพโรจน์” และอดีตเมียเลิกกันแล้วแต่อยู่บ้านเดียวกัน เพราะอีกฝ่ายไม่พร้อมย้ายออก ยัน “เบส ปณิชา” ไม่เคยไล่ออกจากบ้าน และตั้งใจจะแบ่งมรดกให้อยู่แล้ว เปรยที่บอกว่าคาใจสาเหตุการเสียชีวิต แค่หาประเด็นหรือเปล่า
กลายเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามมอง สำหรับประเด็นที่ “เอ๋ พลอยรัชษ์ ชินรัตน์วาณิช”อดีตภรรยานักแสดงอาวุโส “เอ๋ ไพโรจน์ สังวริบุตร” ออกมาร้องขอความเป็นธรรม ต่ออัยการคุ้มครองสิทธิ สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าถูกขับไล่ออกจากบ้านที่อาศัยมานานกว่า 20 ปี และมีข้อสงสัยเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของอดีตสามี พร้อมยังไปยื่นคัดค้านการจัดตั้งผู้จัดการมรดกของ “เบส ปณิชา” ลูกสาวเอ๋ ไพโรจน์ โดยล่าสุดวันนี้ (31 ส.ค.) ได้เจอ “ดี้ ปัทมา ปานทอง” ที่มาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ปริญญาตรีนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการออกแบบสื่อและการผลิต ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เจ้าตัวก็ได้เผยถึงเรื่องนี้ ในฐานะที่นับถือ เอ๋ ไพโรจน์ เหมือนเป็นคุณพ่ออีกคนหนึ่ง ว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะความใจดี
“จริงๆ เรื่องนี้มันไม่ควรเป็นปัญหา เพราะว่าพี่เอ๋กับคุณเอ๋ เขาเลิกกันตั้ง 6-7 ปีไปแล้ว ต่อให้ยังอยู่บ้านเดียวกัน แต่เหมือนที่ดี้คุยกับน้องมาตั้งแต่แรก น้องก็มีส่วนที่จะแบ่งให้ เพราะเขาก็อยู่มานาน ไม่อยากให้ออกไปโดยไม่มีค่าขนย้าย แต่พอมาได้ยินเรื่องก็แอบตกใจ มันไม่น่าเกิดเรื่องได้ จริงๆ เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะความใจดีของพี่เอ๋ ที่เหมือนว่าอดีตภรรยายังไม่พร้อมจะไป ขออยู่ก็เลยให้อยู่ (เลิกกันแล้วแต่ยังอยู่บ้านเดียวกัน ในฐานะอะไร?) คนที่อยู่กันมานาน เขาก็เหมือนเป็นรูมเมทกัน พี่เอ๋คงมองว่าน้องเอ๋ยังไม่มีที่จะไป ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่ไปด้วยกัน แต่จริงๆ แล้วถ้าจะดีจริงๆ มันก็ต้องขาดไปเลย มันก็เป็นความใจดี นี่แหละ พี่เอ๋ไง คนในมากๆ จะทราบ แต่พี่เอ๋เพิ่งไปออกทีวี คนทั่วไปถึงเพิ่งจะทราบว่าเขาเลิกกันแล้ว”
ทางอดีตภรรยาออกมาตอบโต้ เผยว่าที่ไปออกรายการว่าเลิกกันนั้นไม่จริง และยังอยู่ด้วยกันปกติ
“มันเป็นเรื่องในบ้าน ที่เราก็ไม่อยากไปพูด เพราะพี่เอ๋ก็พูดไม่ได้ เพราะเขาไม่อยู่แล้ว แต่เราเชื่อพี่เอ๋ แล้วระยะหลังพี่เอ๋ก็อยู่กับน้องเบสตลอด ไปไหนมาไหนกับลูกตลอด (เขาบอกว่า 20 ปีที่อยู่ด้วยกัน บางอย่างก็สร้างมาด้วยกัน เขาน่าจะมีส่วนได้บ้าง?) ก็ไปฟ้องศาลเอา ไม่รู้จะยังไง แต่จริงๆ ถ้าจะคุยกันดีๆ ก็คุยกับน้องเบสไป แต่ถ้าคุณมีหลักฐาน ว่าคุณร่วมลงทุนหรือทำอะไรก็เอามาคุยกัน”
เผย “เบส” เชื่อในสิ่งที่รับรู้ เพราะอยู่กับพ่อในช่วงสุดท้ายของชีวิต
“เราคุยกับน้องเบสตลอด โชคดีที่น้องเป็นคนมีสติ มีสมาธิดี น้องไม่ตื่นอะไรง่ายๆ แล้วน้องก็ตั้งอยู่ในความเชื่อ เพราะเขาอยู่กับพ่อเขามาในช่วงสุดท้ายของชีวิต เขาก็จะเป็นความคืบหน้า ว่ามีอะไรหรือไม่มีอะไร ระหว่างพ่อเขากับน้องเอ๋”
โต้เรื่องเปลี่ยนลูกบิดกุญแจไม่ให้เข้าบ้าน ไม่เป็นความจริง ส่วนเรื่องคาใจสาเหตุการเสียชีวิต แค่หาประเด็นหรือเปล่า
“ไม่จริงเลยค่ะ วันที่ไปลอยอังคารน้องเบสก็ยังพาเขาไปด้วย เราก็อยู่ในเหตุการณ์ (เขาบอกว่าคาใจสาเหตุการเสียชีวิต?) หาประเด็นหรือเปล่า จะคาใจอะไร แพทย์ก็ผ่าพิสูจน์ไปแล้ว เราว่าเขาหาเรื่องพูดมากกว่าค่ะ พี่เอ๋เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การที่หัวใจวายเฉียบพลัน ก็ไม่ได้ตายผิดปกติไม่ใช่เหรอ ไม่ได้โดนวางยาหรืออะไร (เขาบอกว่าในช่วงสุดท้ายเขาไม่ได้อยู่?) ก็เขาไม่ได้เป็นเมีย เขาจะอยู่กับพี่เอ๋ได้ยังไงล่ะ ถูกไหม แค่นั้นแหละ คือเราพูดก็จะรู้สึกว่าเราเข้าข้างพี่เอ๋หรือเบส แต่เราพูดในสิ่งที่เราเห็นและสัมผัสมากกว่า”
แจงความสัมพันธ์ของ “เบส” กับอดีตภรรยาพ่อ ไม่ได้รักกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันเลย
“คือจากที่พี่เอ๋เลิกไปแล้ว แล้วพี่เอ๋ก็เหมือนไปทำงานกับลูก ช่วงนั้นน้องเอ๋เขาก็ไม่ได้เข้ามา ความสัมพันธ์ก็อาจจะไม่ได้รักกอดคอกัน แต่ก็ไม่ได้มีปัญหากันเลย แม้แต่วันงานศพก็ไม่ได้มี ไม่ได้มีการกีดกันกัน แต่คือน้องเอ๋จะมาในฐานะอะไร อดีตภรรยาเหรอ ก็ไม่รู้เหมือนกัน สมมติเราเป็นอดีตภรรยา แล้วอดีตสามีเสียชีวิต เราก็คงไปร่วมงานแล้วก็กลับบ้าน”
เชื่อ “เอ๋ ไพโรจน์” คงเสียใจ ที่ทิ้งปัญหาไว้ให้ลูก แต่ในที่สุดก็คงตกลงกันได้ โดยที่ “เบส” เป็นผู้ดูแลมรดกพ่อ
“เราว่าพี่เอ๋ก็คงเสียใจว่าสร้างปัญหาให้ลูก นอกจากทิ้งงานให้ลูกสานต่อแล้ว ยังจะทิ้งปัญหาขึ้นศาลในลูกอีก แต่ในที่สุดเดี๋ยวน่าจะตกลงกันได้ เพราะว่าทุกอย่างมันมีหลักฐานค่ะ มีพยาน ถ้าเราเป็นผู้เสียภาษีมีรายได้ มันก็ไปยืนยันได้ ว่าเราได้เงินก้อนนี้มาลงทุนอะไร พรุ่งนี้เขาจะไปขึ้นศาลนัดแรกกัน ก็คิดว่ายังไงน้องเบสก็ต้องได้เป็นผู้ดูแลอยู่แล้วค่ะ เพราะเขาเป็นลูก จะมาดูแลมรดกร่วมกันไม่ได้สิ เพราะเขาไม่ได้เป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรส คือจริงๆ เบสพูดกับเราแต่แรกแล้ว ว่าเบสจะให้เขา ตั้งแต่เราไปลอยอังคาร แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรทำให้น้องเอ๋เปลี่ยนใจลุกขึ้นมาพูดอะไรแบบนี้”
