เพื่อนสนิท “หมอบี” 20 ปี แจงสัมพันธ์ “อรอุ๋ง” เป็นลูกบุญธรรม ยันหมอบีรักภรรยาคนเดียว เคยถามเรื่องผี หมอบีตอบ ไม่มีจริง มีแต่ใจคนยังอยู่ต้องดูแล ชี้สังคมเสพข่าวเลือกเชื่อแต่สิ่งที่อยากเชื่อ ระวังติดกับดักความคิด ฝากใช้สติรอความจริงจากกระบวนการยุติธรรม
เป็นอีกประเด็นเลยทีเดียว หลังจากที่ผู้ใช้เฟ๊ชบุ๊ก Kanpassorn Suriyasangpetch อ้างเป็นเพื่อนสนิทกับ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” และภรรยา รู้จักมานาน 20 ปี ได้ออกมาโพสต์สวนกระแสสังคมประเด็นความสัมพันธ์ของหมอบีกับนักร้องสาว “อร พัศชนันท์ เจียจิรโชติ” หรือ “อรอุ๋ง” อดีต BNK48 รุ่น1 กับอีกมุมที่สังคมไม่รู้ และ ตัดสินไปแล้ว โดยเผยว่า
“ในฐานะที่รู้จักพี่บี หรือ หมอบี มา 20 กว่าปี เรารู้จักพี่บีตั้งแต่พี่บีเป็นนักศึกษา ตอนนั้นเรายังเป็นเด็กมัธยม ในค่าย White Love ค่ายละครต่อต้านยาเสพติด ภาพจำของเราคือพี่ชายที่ใจดี ตลก และคอยกวนประสาทอยู่เสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่ปรึกษาที่ดี ความมีน้ำใจของพี่บีทำให้เพื่อนสาวหลายคนแอบตกหลุมรัก ทั้งที่จริงแล้วพี่บีเป็นคนที่ไม่เคยคิดอะไรซับซ้อน ใครขอความช่วยเหลือก็ทำให้เสมอ จนอาจทำให้หลายคนเข้าใจผิดไปเอง
ตั้งแต่รู้จักกันมา คนแรกและคนเดียวที่พี่บีตามจีบ เลิกกัน ตามง้อ จีบเป็นแฟน จนแต่งงาน ก็มีเพียงแค่คนเดียวคือพี่เอย
กาลเวลาผ่านไป เรายังคงติดต่อกันเป็นระยะ จนวันที่พี่บีกลับมาเมืองไทยและมีชื่อเสียงในฐานะหมอบี เราเคยถามเขาตรงๆ ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะโด่งดังว่า ผีมีจริงไหม? คำตอบที่ได้ในวันนั้นยังคงเหมือนเดิมจนถึงวันนี้ ‘ผีไม่มีจริงหรอก มีแต่ใจของคนที่ยังอยู่นี่แหละ ที่ต้องดูแล’
เราไม่ได้รู้จักพี่บีเพราะชื่อเสียงหรือเรื่องโชคลาง แต่รู้จักในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง เรื่องงานจิตอาสาที่เราไปช่วยบ้าง ก็เพราะพี่บีอยากชวนไปร้องเพลงสร้างความสุขเล่นๆ ขำๆ ในงาน
ครั้งแรกที่เราได้เจอน้องอร พี่บีแนะนำกับเราว่า ‘นี่อร ลูกสาวบุญธรรม’ ตลอดเวลาที่รู้จักกัน อรเป็นเด็กที่น่ารัก มีจิตใจดี และชอบช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ อรมีความสนใจในงานจิตอาสาเป็นพิเศษ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมภาพในสื่อส่วนใหญ่จึงเป็นภาพของพี่บีกับอร เพราะพี่เอยไม่ได้มีความสนใจในกิจกรรมด้านนี้เท่าอร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทั้งสองจะออกงานด้วยกันบ่อยครั้ง
ในมุมของครอบครัว พวกเขาคือ ‘พ่อ แม่ ลูก’ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอถ้าไม่ใช่เรื่องงานหรืองานอาสา อรเรียกพี่บีว่า ‘ปะป๊า’ และเรียกพี่เอยว่า ‘มะม๊า’ ทุกครั้งที่เรานัดทานข้าวกัน พี่เอยจะมาด้วยเสมอ ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันด้วยความรักแบบครอบครัว
หลังจากที่พี่บีถูกจับ เราก็ชวนน้องว่าเหงาไหม มานอนกับเราได้นะ น้องปฏิเสธ บอกไม่อยากให้มะม๊าเหงา จะดูแลมะม๊า
ที่เราเขียนมาทั้งหมดนี้ เพราะอยากให้เห็นมุมมองจากคนที่รู้จักพวกเขามานาน ส่วนเรื่องคดีความต้องรอกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถให้รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับคดีได้เพราะอาจกระทบต่อรูปคดี
สิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนคิดคือ เราอาจกำลังตกอยู่ใน ‘กับดักทางความคิด’ โดยไม่รู้ตัว
นักวิจัยจาก Stanford University เคยทำการทดลองที่น่าสนใจในปี 1979 (Lord, Ross, & Lepper) พบว่าคนเรามักเลือกเชื่อเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความคิดเดิมของเราอย่างมาก นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Confirmation Bias คือกระบวนการทางความคิดที่ทำให้เราเลือกรับรู้และตีความเฉพาะข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของเรา และมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้งไป ซึ่งการกรองข้อมูลนี้ทำให้ความเชื่อนั้นดูหนักแน่นและสมเหตุสมผลเกินจริง จนในที่สุด ความเชื่อที่ถูกตอกย้ำนี้จะไปกำหนด ‘การกระทำ’ ของเราโดยตรง เราจึงแสดงออกต่อคนหรือสถานการณ์นั้นๆ ราวกับว่าความเชื่อของเราเป็นจริงไปแล้ว และการกระทำของเรานี่เองที่ไปผลักดันหรือเหนี่ยวนำให้เกิด ‘ผลลัพธ์’ ในโลกความจริงที่ตรงกับความเชื่อตั้งต้นของเราเป๊ะๆ วงจรนี้คือสภาวะของ คำทำนายที่สมหวังด้วยตนเอง (Self-Fulfilling Prophecy) ซึ่งก็คือการที่อคติในหัวของเราได้สร้างความจริงภายนอกขึ้นมานั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยเรื่อง Illusory Truth Effect จาก University of Toronto (Pennycook และคณะ, 2021) พบว่าถ้าเราเห็นข้อมูลเดิมซ้ำๆ แค่ 3 ครั้งขึ้นไป โอกาสที่เราจะเชื่อว่ามันเป็นความจริงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งๆ ที่ข้อมูลนั้นอาจไม่ถูกต้อง
MIT ยังศึกษาการแพร่ข่าวบน Twitter (Vosoughi, Roy, & Aral, 2018) พบว่าข่าวเท็จแพร่เร็วกว่าข่าวจริงถึง 6 เท่า และมีโอกาสถูก retweet มากกว่าประมาณ 70%
นักจิตวิทยา Mike Caulfield จาก University of Washington แนะนำหลัก SIFT เพื่อป้องกันตัวเองจากกับดักเหล่านี้ คือ Stop หยุดคิดก่อนแชร์ Investigate ตรวจสอบแหล่งข่าว Find หาข้อมูลเพิ่มเติม และ Trace ตามหาต้นตอของข่าว มีงานวิจัยพบว่าการรอระยะเวลาหนึ่งก่อนตัดสินใจเชื่อหรือแชร์ข่าว สามารถลดการตัดสินผิดพลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ
เรื่องราวที่แชร์มานี้ ไม่ได้ต้องการให้ใครเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่อยากให้ทุกคนตระหนักว่า ในยุคข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว เราทุกคนเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของอคติทางความคิดโดยไม่รู้ตัว
ท้ายที่สุด ความยุติธรรมต้องมาจากหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่จากกระแสสังคม ขอให้เราใช้สติและวิจารณญาณในการรับข้อมูล เป็นสังคมที่มีเหตุผลและรอฟังทุกฝ่ายก่อนตัดสิน
คำถามที่อยากทิ้งท้ายคือ ‘สิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง มันเป็นความจริง หรือเป็นแค่สิ่งที่เราอยากให้เป็นจริง?’
ข้อความข้างบนนี้เราส่งให้พี่เอย ภรรยาของพีบีเช็กก่อนโพสต์แล้ว
ก็แล้วแต่ทุกท่านจะพิจารณาเราเขียนสิ่งนี้ขึ้นเพื่อสื่อสารเฉพาะประเด็นชู้สาวเท่านั้นเพื่อความเป็นธรรมต่อครอบครัวของพี่บีที่ต้องสู้กับกระแสสังคมอยู่ในตอนนี้”
อย่างไรก็ตาม มีชาวเน็ตเข้ามาถามว่า ที่ผ่านมา หมอบีมักแนะนำว่าอรอุ๋งเป็นน้องสาวในอดีตชาตินะ เจ้าของโพสต์สวนว่า “ออกมาจากใครเอ่ย ออกมาจากปากของพี่บี หรืออร” ซึ่งมีชาวเน็ตแนบคลิปที่หมอบีแนะนำว่าอรอุ๋งเป็นน้องในอดีตชาติ มีคนเข้ามาโต้ว่าเป็นการพูดเล่นในรายการ หลักฐานจากคลิปสั้นในติ๊กต๊อกเอามาเชื่อจริงๆ เหรอ? งานนี้เลยมีชาวเน็ตสวนกลับว่า น้องสาวในอดีตชาติที่แล้ว ออกจากปากหมอบี มี 3 คลิป 1. ในรายการวิทยุอีเอฟเอ็ม 2.คลิปไปทานข้าวด้วยกัน 3. คลิปน่าจะจัดจิตอาสาแจกอาหาร ทุกคลิปหมอบีพูด น้องอรอยู่ในคลิปด้วย
