“เบิ้ล ปทุมราช” รวมแก๊งนักร้องลูกอีสาน “นุ๊ก ธนดล - ครูเต้ย อภิวัฒน์” ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจพี่น้องอีสานที่รอคอยอย่างมีความหวังจะเจอญาติที่ติดอยู่ในเหตุการณ์ตึกถล่ม ลั่นมาอยู่ในเหตุการณ์จริงหนักกว่าที่ดูผ่านไลฟ์ เห็นแล้วรู้สึกสั่นและจุกในใจ ทั้งยังรวมเงินกับแฟนคลับมอบให้พี่น้องเยียวยาบรรเทาทุกข์ 500,000 บาท ไม่คิดหาแสงจากเหตุการณ์แบบนี้
มาร่วมส่งกำลังใจ บรรเทาทุกข์ ตามคำเชิญของ “กัน จอมพลัง” ที่เหล่าญาติพี่น้องที่รอคอยความหวังว่าจะพบครอบครัวที่ติดอยู่ในตึก สตง. รวมเสียงกันว่าอยากจะเจอหน้านักร้องอีสาน เบิ้ล ปทุมราช , นุ๊ก ธนดล ศิริแวว และ ครูเต้ย อภิวัฒน์ บุญเอนก โดยทั้ง 3 ได้เดินทางมายังซากตึก สตง. พร้อมเงินที่รวมใจกันมากับเอฟซีจำนวน 500,000 บาท มามอบให้ กัน จอมพลัง เพื่อไปแบ่งเบาความทุกข์ เยียวยาพี่น้องชาวอีสานที่รอคอยครอบครัวอยู่ที่ ตึก สตง.
โดย กัน จอมพลัง ได้ออกมาชี้แจงกิจกรรมนี้ หวังเพียงให้กำลังใจ บรรเทาทุกข์ไม่ให้ดิ่งดาวน์กับการรอคอย หวังว่าเสียงเพลงจากศิลปินที่พวกเขารักจะช่วยให้ลืมความเครียด ความอึดอัด ได้บ้าง
กัน จอมพลัง : “หลายคนยังไม่เข้าใจว่าการทำแบบนี้ทำไปเพื่ออะไร มันใช่เวลาเหรอ ผมว่าจริงๆ เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่ศิลปินหรือคนที่เขารักมาเยี่ยม มาหาถึงที่ พวกเขาคือคนที่คนข้างในเรียกร้อง และพวกเขาก็มา ที่เราเริ่มศูนย์กัน จิตใจทุกคนห่อเหี่ยว มีบางคนอยากจะจบชีวิต หลายๆ คนก็แบกปัญหากันไว้ เป็นหนี้เป็นสิน บางคนออกจากงานเพราะสามีที่อยู่ข้างในบอกว่าอยากจะดูแล เลยให้ออกจากงาน ออกมาได้ไม่กี่วันก็ติดอยู่ข้างใน ผ่านมา 8 วันแล้ว ผมก็กลัวว่าคนที่อยู่ในเต็นท์ถ้าไม่มีอะไรเลยจิตใจเขาจะดิ่งดาวน์ลง ผมจึงมีความคิดที่อยากจะทำให้ทุกวันของเขามีความหมาย มีคุณค่าที่สุด อยากให้เขารู้สึกว่าจะมีวันพรุ่งนี้ ลืมความเครียด ความอึดอัด ผมต้องขอบคุณทุกคนที่มาช่วย ให้ความกรุณาคนที่อยู่ด้านใน มาหาพวกเขา มันเหมือนฝันสำหรับพวกเขา
และพวกเขาทั้ง 3 คนรวมเงินกับเอฟซี มามอบเงินให้พี่น้องตรงนี้บรรเทาทุกข์ 500,000 บาท เขาทำกันเงียบๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้รู้ถึงความตั้งใจของพวกเขา”
“เบิ้ล-นุ๊ก-ครูเต้ย” ถ่ายทอดความรู้สึกคนที่ยืนอยู่ในสถานที่จริง เหตุการณ์หนักหนากว่าที่ดูในตามโซเชียล ตามทีวี
เบิ้ล : “ผมเฝ้าติดตาม เห็นภาพในไลฟ์สดก็ได้แต่ให้กำลังใจ สู้ๆ แต่พอมาอยู่ตรงนี้ผมยอมรับว่าผมใจเสียมากๆ ตัวผมเติบโตมาจากพ่อแม่มาทำงานรับจ้างก่อสร้าง มันเป็นฤดูกาลหลังจากทำนาเสร็จก็มาหารายได้เสริมกัน พอได้มาเห็นกองปูนที่มโหฬาร ได้เห็นพี่น้องที่มารอด้วยความหวัง จริงๆ แล้วเบิ้ลไม่กล้ามานะเพราะ ผมทำได้แค่เยียวยา กลัวจะทำให้พี่ๆ เขารู้สึกว่าเรามาเอาภาพ มาเอาแสง มาเอากระแสในขณะที่สังคมกำลังห่อเหี่ยวใจ เลยไม่กล้ามา แต่พี่กันบอกว่าถ้ามีโอกาสอยากให้มาให้กำลังใจ ก็เลยเข้าใจ
ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดีมากที่มาทำแบบนี้ แต่คุณต้องรับให้ได้นะถ้าคุณมาแล้วคุณมีความรู้สึกคล้ายๆ ผม ตอนนี้ผมสั่นครับ สั่นตั้งแต่อยู่ในรถ เพราะภาพจริงๆ มันใหญ่มาก ใหญ่ทั้งความรู้สึก ใหญ่ทั้งกองตึกที่ถล่มลงมา เราไม่รู้ว่าคนข้างในเขารู้สึกยังไงอยู่ ความรู้สึกผมคือเหม่อลอย มันรู้สึกมากๆ เลย ผมเห็นพี่ก้อง ห้วยไร่ ร้องไห้ผมรู้เลยว่าผมต้องรู้สึกแบบเขาแน่ๆ”
นุ๊ก : “ความรู้สึกผมเหมือนกับทั้งพี่เบิ้ล พี่ก้อง การที่เรามาวันนี้ไม่อยากให้คิดว่าพวกเราเป็นนักร้องมาเอากระแส มาทำให้ตัวเองมีกระแสอะไร ผมอยากจะมาเยียวยาจิตใจทุกคนจริงๆ จะบอกว่าเรื่องแบบนี้ถ้ามันไม่เกิดกับครอบครัวของใครคุณไม่มีวันรู้ได้แน่นอน พวกเราอาจจะไม่ได้มาช่วยอะไร แต่การมาของพวกเราอาจจะทำให้คนคลายเครียดได้ มีรอยยิ้มได้ เขาจะได้สู้ต่อ”
ครูเต้ย : “อยากมาเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ พอพี่กันโทร.หาก็ยินดีเลย ที่ผ่านมาเราก็ได้แต่เสพข่าว พอมาอยู่ในสถานที่จริง หนักครับ ดูในข่าวก็ว่าหนักแล้ว มาเจอในสถานที่จริงเป็นอะไรที่หดหู่มาก ก็คิดว่าเราน่าจะมาช่วยผ่อนคลายพี่ๆ ที่กำลังประสบปัญหาอยู่ตอนนี้ได้”
ในฐานะที่เป็นคนภาคอีสานเหมือนกันรู้สึกจุกอก ขอทำหน้าที่ศิลปินผ่อนผันความเศร้า ความทุกข์ใจจากการรอคอยอย่างมีความหวังของพี่น้องอีสาน
เบิ้ล : “ความรู้สึกของเราในตอนนี้ มันเหมือนน้ำตาแห้ง ถ้าเป็นครอบครัวเราเองมันน่าจะหนักและดิ่งมากๆ ผมว่าน่าจะเป็นคนอีสานเกือบ 70% คนอีสานบางครอบครัวอาจจะร่ำรวยมีเงินทอง พอใจและพอเพียงที่จะทำหน้าที่อยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ดิ้นรน เพื่อลูก เพื่อครอบครัว ผมจำที่พ่อผมเล่าให้ฟังได้ในวันที่พ่อผมมาทำงาน คนที่เขามาทำงานก่อสร้าง เขาประหยัดเงินแม้กระทั่งเนื้อแห้ง 3-4 ชิ้น เขากินกัน 2-3 มื้อเพื่อให้มีเงินเหลือ เขาต้องประหยัดที่สุดเพื่อจะส่งเงินไปให้ทางบ้าน
ประเพณีอีสานสมัยก่อนคนที่มาจาก กทม. เขาจะสังสรรค์ สนุก เพราะมาจาก กทม. แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าคนที่เขามาสู้งานในเมืองใหญ่เขาแบกภาระอะไรเอาไว้บ้าง ผมขอพูดในฐานะตัวแทนคนอีสานนะครับ คนที่เขามารออยู่ตรงนั้น เขามีความหวัง ความหวังที่จะเห็นลมหายใจของครอบครัวเขา เขามาคอยเพราะผัวเขาอยู่ตรงนั้น เมียเขาอยู่ตรงนั้น ลูกเขาอยู่ตรงนั้น ก็อยากจะเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังมีความหวังที่จะได้เจอหน้าครอบครัวขอเขา ผมตั้งใจมากเพื่อมาเป็นรอยยิ้ม เป็นกำลังใจ แม้มันจะไม่ 100% ในฐานะนักร้อง คนบันเทิง ผมก็พูดได้แค่ว่า สู้ๆ เด้อ แต่คนที่เขารู้สึกจริงๆ คือหนักมากๆ ก็ขอมาผ่อนผันความเจ็บปวดในความรู้สึกของทุกคนที่อยู่ตรงนี้ให้มันทุเลาลง ทุกคนก็ยังมีความหวัง
หลายคนก็ยังสู้ต่อในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่มันอันตราย กลับไปหาลูกหาเมีย เอาชีวิตไปอยู่บ้านเราดีกว่า แต่มันเป็นไปไม่ได้ครับ บางครอบครัวเขาไม่มีจริงๆ ก็ต้องทำงานกันต่อ ผมยอมรับครับว่าตอนนี้ผมจุกมากๆ”
