“เฟย ภัทร” พลิกบทบาทชิมลางคอมเมดี้ฟีลกู้ด “แต่ง..Monk” กับบทพระญี่ปุ่นที่กำลังจะแต่งงาน ตกผลึกหลังได้ลองไปสัมผัสกับการเป็นผู้เผยแพร่ศาสนานั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและผู้คน ส่วนตัวเชื่อในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่มูเพื่อความสบายใจ แม้จะถือศีลไม่ครบ 5 ข้อแต่ใช้การนั่งสมาธิขัดเกลาตน
พลิกคาแรกเตอร์จากหนุ่มแบดบอยมาลองเป็นพระดูบ้าง สำหรับ “เฟย ภัทร เอกแสงกุล” ในภาพยนตร์คอมเมดี้ฟีลกู้ด “แต่ง..Monk” ที่ เฟย มารับบทเป็นพระญี่ปุ่น ที่กำลังจะแต่งงานแล้วต้องมาเจอกับพี่เขยที่เป็นพระไทยสุดเคร่งอย่าง “เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ” โดยเรื่องนี้ยกกองไปถ่ายทำกันที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงที่ดอกไม้บาน ที่เตรียมเข้าฉาย วันที่ 6 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์
เฟย เล่าว่าเรื่องนี้ตนเรียนรู้อะไรหลายอย่างในการเป็นคาแรกเตอร์พระญี่ปุ่น และแตกต่างระหว่างพระไทยและพระญี่ปุ่นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รวมถึงเรื่องราวความรู้สึกที่มีต่อพระและพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน
“เรื่องนี้เป็นหนังที่มีเส้นเรื่องตลกร้าย หนังแนวเสียดสี ให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระไทยกับพระญี่ปุ่น ที่ความเชื่อมันคนละความเชื่อ แต่หนังไม่ได้ตัดสินว่าอะไรผิดอะไรถูก ความเชื่อของฝั่งไหนก็ไม่ผิด พระไทยเราก็มีเซ็ตความเชื่อแบบหนึ่งของศาสนาพุทธในแบบเรา พระญี่ปุ่นเขาก็จะมีเซ็ตความเชื่ออีกแบบหนึ่งของศาสนาพุทธเหมือนกัน เรื่องนี้เราถ่ายทำกันที่ประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าแทบจะทั้งเรื่อง ถ่ายยากเพราะหนาวมาก เป็นความสนุกทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังที่เราอยากส่งต่อให้คนดู”
เล่าความแตกต่างระหว่างพระในศาสนาพุทธแบบไทย และแบบญี่ปุ่น ที่ได้ศึกษาจากบทที่เล่น
“ของเราเป็นพุทธตามพระไตรปิฎก พระต้องโกนหัว มีข้อปฏิบัติตามนี้นะ ถือศีลเป็นร้อยข้อ ห้ามโดนตัว ส่วนพระในญี่ปุ่น เขาเอาคำสอนเป็นหลัก เขาต้องการเผยแพร่หลักคำสอนให้เข้าถึงผู้คนให้ง่ายที่สุด พยายามดัดแปลงให้คนเข้ามาศึกษาธรรมคำสอนได้ง่ายที่สุด เช่น เอาคำสอนในพระพุทธศาสนามาแต่งเป็นเพลง ญี่ปุ่นเป็นมาสักพักนึงแล้ว ก็เหมือนคริสตศาสนาแหละที่พระสามารถมีลูก มีเมียได้โดยที่ไม่ผิดอะไร พระญี่ปุ่นกินเหล้าได้ เล่นดนตรี เป็นดีเจได้แต่เป็นเพลงที่เกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ใช้จ่ายได้ แต่งงานมีเมียได้ เขาแค่มีหน้าที่ไปทำตามกิจของสงฆ์ เผยแพร่ศาสนา ให้ความรู้กับคนถ้าฝั่งไทยจะรู้สึกว่ามันแปลก มันไม่ได้นะ พระควรจะถือศีล แต่ก็เขาเชื่อแบบนั้น
เมนหลักๆ ที่เราจะเล่าคือ พระญี่ปุ่นสามารถแต่งงาน มีลูก มีครอบครัวได้ ไม่ผิด ซึ่งพระไทยเราแทบจะโดนตัวผู้หญิงไม่ได้เลย ผู้หญิงโดนหรือจับจีวรก็ไม่ได้ บาตรพระยังต้องมีผ้ามารอง ห้ามโดนเด็ดขาด ซึ่งในเรื่องผมเป็นพระญี่ปุ่น ที่พูดไทยได้ มีแฟนเป็นคนไทย พี่เป้ อารักษ์ เป็นพระไทย ในเรื่องก็จะมีกริยาบางอย่างที่ได้เห็นกัน อย่างพระไทย มองพระญี่ปุ่นกินเบียร์ ในเรื่องตัวเราจะพาพี่เป้ไปเพื่อกัด เพราะเขาด่าเราจังเลย เลยพาไปหนักกว่าเดิมเพื่อให้เขาเห็นว่าเราทำได้นะ แต่คุณทำไม่ได้”
พลิกบทบาทมารับบทฟีลกู้ดบ้าง หลังจากคนติดภาพแบดบอย
“รวมๆ ก็ฟีลกู้ด แต่ก็ยังมีความกวนประสาทอยู่ด้วย เพราะก่อนเป็นพระเราก็เป็นยากูซ่ามาก่อน ก็เป็นความแบดที่ซอฟต์ลงมาค่อนข้างเยอะมากๆ เพราะเราเป็นพระ ก็ต้องอยู่ในความสำรวม ไม่เกเร เรียกว่าเปลี่ยนวิธีการเล่นไปเลยเหมือนกัน ความตลกก็จะสดกันตรงนั้น ปล่อยทุกอย่างธรรมชาติ
เพราะสิ่งที่ยากสำหรับเฟยในเรื่องนี้คือภาษา เฟยไม่เคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาก่อน ก็ยากอยู่ ภาษาไทยเราพูดหางเสียงขึ้น แต่ญี่ปุ่นจะมีไดนามิกที่มันยากกว่า คือยากมากๆ สำหรับผม ต้องไปเรียน ทั้งไปเรียนเองกับแอปฯ ทั้งจ้างครูและยังมีครูทางด้านเสียงมาช่วยเกลาให้อีก เพื่อให้เราพูดภาษาญี่ปุ่นได้ธรรมชาติที่สุดในเวลาสั้นๆ นอกจากภาษาแล้วต้องไปเรียนการใส่ชุดพระของญี่ปุ่น ก็เป็นงานที่ละเอียด เราจะทำพลาดไม่ได้ ก็ต้องไปเรียนรู้ให้เราใส่ชุดด้วยตัวเองให้ถูกต้อง ดูชำนาญให้ได้จริงๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือดูเอาความสนุกในแง่มุมของความสัมพันธ์ อย่าคาดหวังความรู้อะไรขนาดนั้น”
ตกผลึกสิ่งที่ได้ลองไปสัมผัสกับการเป็นผู้เผยแพร่ศาสนานั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและผู้คน
“ผมว่าต้องทำให้ร่วมสมัย คิดว่าคนที่จะเป็นผู้เผยแพร่หลักคำสอนศาสนาต้องปรับตัวให้เข้าถึงเจนเนอเรชั่นใหม่มากขึ้นถ้าเรายังอยากจะเผยแพร่ศาสนาอยู่ อะไรบางอย่างที่ดีแล้วเราก็ทำต่อไป บางอย่างที่คนยุคใหม่มองว่ามันอาจจะเป็นการสตริกไปก็ควรเอามาปรับเพื่อให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่ายที่สุด
ย้อนไปสมัยอยุธยา พระไทยก็ไม่ได้โกนคิ้วนะ เราโกนคิ้วเพราะเราต้องการแบ่งแยกพระไทยกับพระพม่า จนมาวันนี้มันถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็นว่าพระไทยต้องโกนคิ้ว แต่เราลืมกันไปแล้วว่าเราโกนคิ้วกันทำไม หรือจริงๆ แล้วพระห้ามใช้เงินจริง? แต่ทุกวันนี้เราก็เห็นพระใช้เงิน มันอาจจะต้องพิจารณาจากบริบทสังคม และสถานที่ที่มันเป็นไปอยู่ ณ ปัจจุบัน กลายเป็นว่าตอนนี้พระไทยเราไม่น่านับถือไปแล้ว ความเพียวมันหายไปเพราะยุคนี้พระกลายเป็นอาชีพไปแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่คนมองว่าสูงส่ง แล้วยิ่งมีข่าวพระเละเทะให้เราได้เห็นกันแทบทุกวัน พระเล่นยาบ้า พระมีชู้ พระจ้างโสเภณีมา ตัวบุคคลทำให้ศาสนามันเสื่อมลง ศรัทธาก็เลยเริ่มหายไปเรื่อยๆ”
ส่วนตัวอินกับพระพุทธศาสนามาก นั่งสมาธิ ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
“เฟยชอบพระพุทธศาสนา ในเรื่องของการนั่งสมาธิ เฟยชอบไปคุยกับพระถึงประเด็นพระธรรมคำสอน เฟยชอบคุยกับพระโตน (อดีตนักร้อง โตน โซฟา) ที่วัดบวรฯ ก็จะได้มุมมองกลับมาใช้ชีวิตต่อ ตัวเฟยเองคิดว่าตัวเองคงจะไม่บวช แต่เฟยจะศึกษาพระธรรมคำสอน การนั่งสมาธิ การมีสติ เฟยว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์กับชีวิตมนุษย์มากๆ ผมว่าคนเราไม่จำเป็นต้องบวชก็ศึกษาธรรมะได้ หนังสือมีเราศึกษาได้ เพราะเข้าไปตรงนั้นแล้วใจเราไม่นิ่ง มันกลายเป็นเราสร้างบาป
เราเชื่อในคำที่เราเชื่อ เราไม่ได้เชื่อในฐานะการปฏิบัติว่าเราจะต้องถือศีล แต่เชื่อว่าหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามันดีต่อตัวเราในการเป็นมนุษย์ ตัวเฟยศึกษาพระธรรมคำสอน ร่วมกับการนั่งสมาธิ จะบอกให้นะว่าตัวผมเองก็เป็นคนที่มูสุดๆ เหมือนกัน แต่จะทำแค่อันนี้ทำแล้วไม่ได้เสียหายต่อสังคม ทำแล้วก็รู้สึกว่าเราสบายใจดี จริงอยู่พอได้มาแล้วอาจจะคิดว่าไปมูมาไงก็เลยได้ แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะได้เพราะตัวเราเองก็ได้ แต่เราไปมูเพื่อความสบายใจ
การมูไม่ใช่พระพุทธศาสนานะ ดูดวงก็ไม่ใช่แต่เป็นการทำเพื่อความสบายใจ อะไรที่ทำแล้วสบายใจไม่เบียดเบียน รู้สึกโล่ง หายเครียด ทำแล้วไม่ทุกข์ ถือว่าโอเค ไม่สร้างกรรมไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเอง”
ใช้การนั่งสมาธิเป็นการขัดเกลาตัวเอง เหมือนจะง่ายแต่โคตรยาก
“ตัวเฟยจะนั่งสมาธิ แต่ไม่ทุกวันนะ จะนั่งเวลาที่รู้สึกเครียด รู้สึกว่าวันนี้สมองแล่นเยอะเกินไป วันที่วุ่นวาย ก็จะดึงตัวเองกลับมาอยู่ลมหายใจหน่อย จริงๆ ขับรถก็ทำได้ นอนก็ทำได้ ทำได้ทุกเวลา เฟยทำบ่อยมากตอนขับรถ นิสัยเฟยเป็นคนเร็ว เป็นคนใจร้อน การกำหนดลมหายใจมันทำให้เราได้กลับมาอยู่กับตัวเอง
ในยุคนี้เรื่องพวกนี้คนก็ไม่ได้เชื่ออะไรแบบนี้เท่าไหร่ เราเลือกทำ เลือกเชื่ออะไรที่เราทำแล้วสบายใจ ใจเบา หรือคุณจะไม่มีศาสนาก็ได้นะ คุณจะทำอะไรก็ทำไปเลยที่คุณสบายใจและไม่เบียดเบียนใคร แต่สำหรับผมหลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธช่วยเฟยในการใช้ชีวิตได้เยอะมากๆ แม้เราจะไม่ได้เคร่งเลย ศีล 5 ยังทำไม่ครบ แต่เราก็ได้นำคำสอนมาปรับใช้กับชีวิต ทุกอย่างในพุทธศาสนาใช้ได้จริง
โมโห ก็แค่หายใจ หงุดหงิด ก็หายใจ ไม่มีสติ ก็หายใจ ดึงใจกลับมาอยู่กับตัวเราเอง กำหนดลมหายใจ พิจารณาลมหายใจว่าสิ่งที่เราทำอยู่เราทำเร็วไปไหม พูดเร็วไปไหน เดินเร็วไปไหม ขยับเร็วไปไหม ก้าวให้รู้ว่าเราก้าว มองให้รู้ว่าเรามอง ขยับให้รู้ว่าเราขยับ ไม่ใช่ทำอะไรเร็วไปหมดจนไม่รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ บางอย่างเราไม่ต้องเร็วขนาดนั้นก็ได้นะ ฟังดูก็ไม่เห็นมีอะไร แต่มันเป็นอะไรที่โคตรยากเลยนะครับ อย่างที่บอกเฟยเป็นคนเร็ว ก็ใช้เวลานานมากกว่าจะเข้าใจและทำได้ แล้วก็ยังหลุดบ่อย ยังหลุดอยู่เสมอเพราะไม่มีสติ ก็พยายามฝึกตัวเองอยู่เสมอ”
