“หน่อง อรุโณชา” สุดภูมิใจ “บุพเพฯ-พรหมลิขิต” ยังอยู่ได้มาจนถึงตอนนี้ คนยังดูซ้ำและพูดถึงตลอด ถือเป็นละครที่มาก่อนกาลกับคำว่าซอฟต์พาวเวอร์ เป็นละครไทยเรื่องแรกที่ได้ไปฉายที่เกาหลี กวาดรางวัลทั้งหมด 105 รางวัล หวังมีหน่วยงานเข้ามาร่วมผนึกกำลังร่วมสร้างละครแนวนี้ด้วยกัน เพราะไม่อยากให้ละครแนวประวัติศาสตร์ไทยแบบนี้หายไป
น่าจะเป็นละครไม่กี่เรื่องที่ไม่ว่าจะกลับมาฉายรีรันกี่ครั้งก็ยังได้รับกระแสที่ดี และมีเรตติ้งคนดูที่สูงอยู่ตลอด สำหรับละครแนวประวัติศาสตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส และ พรหมลิขิต ของผู้จัด “หน่อง อรุโณชา ภาณุพันธุ์” ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่าตลอดชีวิตในการทำงาน ละคร 2 เรื่องนี้เป็นละครที่ทุ่มสุดตัว และภูมิใจมากๆ ที่ยังอยู่ในใจของทุกคนมาจนถึงวันนี้
“ต้องบอกว่าเราภูมิใจกับทีมงานทุกคนที่ได้ร่วมกันสร้างละครเรื่องบุพเพสันนิวาสและพรหมลิขิตนะคะ เพราะเราตั้งใจให้เป็นงานที่สะท้อนความเป็นไทย ศิลปะวัฒนะธรรมไทยในหลายๆ ด้านที่เรียกกันว่าซอฟต์พาวเวอร์นี่ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือว่าชุดต่างๆ วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่สอดแทรกเข้าไปในละคร ก็เป็นสิ่งที่ทีมงานทุกคนทุ่มเทกันมากๆ และคิดว่าจะภาคภูมิใจกับทุกรางวัลที่ได้รับมาค่ะ ต้องขอขอบพระคุณค่ะ เป็นกำลังใจมากๆ เลยสำหรับคนทำงาน
พอกลับมารีรันคนดูก็ยังรับชมกันเยอะมาก ต้องขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ ก็ต้องบอกว่าตั้งแต่บุพเพสันนิวาสมาเลย ซึ่งจริงๆ มันยากมากที่จะทำภาคต่อมาถึงพรหมลิขิต แต่พอมาถึงวันนี้เราก็รู้สึกว่าผู้ที่ชมแล้วก็ยังชมอย่างต่อเนื่อง หลายๆ คนก็ยังพูดถึงออเจ้าอยู่ ซึ่งก็ดีใจที่กระแสมันไม่ได้หายไป และด้วยความเป็นไทยที่เห็นหลายคนกลับมาใส่ชุดไทย ก็เป็นความภูมิใจมากๆ ค่ะ อยากให้สิ่งดีๆ นี้อยู่คู่กับสังคมไทยตลอดไปเลยค่ะ”
ภูมิใจบุพเพฯ เป็นละครไทยเรื่องแรกที่ได้ไปฉายที่สถานีโทรทัศน์เกาหลี
“หลายคนบอกว่าดูบุพเพฯ ไปถึง 20 รอบ (หัวเราะ) พอมาพรหมลิขิตก็ดูเยอะมาก หลายคนบอกว่ายังดูอยู่ และนอกจากทางช่อง 3 แล้วก็ยังออกในสื่อแพลตฟอร์มหลายๆ สื่อด้วย อย่างบุพเพฯ ก็ได้ไปฉายกว่า 20 ประเทศ พรหมลิขิตเองก็เช่นกัน ได้ขึ้นอันดับ 1 ด้วยที่ต่างประเทศ อย่างที่เกาหลีเองบุพเพฯ ก็เป็นครั้งแรกที่ละครไทยได้ไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ที่เกาหลีนะคะ ก็เป็นความภูมิใจค่ะ เพราะปกติเราจะเป็นสายเกาหลี จะได้ชมภาพยนตร์หรือซีรีส์ของเกาหลี แต่ตอนนี้ละครไทยสักเรื่องนึงอย่างบุพเพฯ ก็ได้ไปออกอากาศที่เกาหลีแล้ว ก็เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยเราด้วยค่ะ
บุพเพฯ ก็ได้รับรางวัลละครต่างประเทศยอดเยี่ยมที่ญี่ปุ่นค่ะ ซึ่งถ้ารวมรางวัลทั้งหมดบุพเพฯ ได้มา 105 รางวัล เรียกว่าตลอดชีวิตของการทำงานถือเป็นเรื่องที่สร้างกระแสในทุกด้าน เพราะมันส่งผลในด้านต่างๆ และเกิดกระแสที่ดี ก็เลยได้รับรางวัลที่ค่อนข้างหลากหลาย ก็ต้องขอขอบพระคุณมากค่ะ”
เป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่มาก่อนกาล ไม่อยากให้ละครแนวนี้หายไป
“จริงๆ คำว่ามาก่อนกาลก็ใช่นะคะ เพราะว่าบุพเพฯ ได้รางวัลเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ แต่จริงๆ แล้วตอนที่สร้างมันยังไม่มีคำนี้ที่แพร่หลายในสังคม แล้วพอกระแสที่ดีออกมา นอกจากประชาชนหรือชาวต่างชาติหันมานิยมอาหารไทย ชุดไทยแล้ว ที่สำคัญละครสักเรื่องนึงในหลายร้อยเรื่องสามารถอยู่มาได้ถึงวันนี้ บุพเพฯ ออกอากาศปี 61 นะคะ จนมาถึงตอนนี้คนก็ยังพูดถึงออเจ้าอยู่เลย ก็รู้สึกว่ามีความอายุยืนยาวมาก (หัวเราะ) แสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไทยของเรายังคงมีคุณค่า และดูเมื่อไหร่ก็ยังดีเสมอ เป็นอะไรที่ยังอยู่ได้ตลอด เด็กรุ่นใหม่ๆ มาดูก็จะได้ความรู้ด้วย
ในฐานะที่เราทำละครแนววัฒนธรรมหรือแนวความเป็นไทย สิ่งที่เป็นห่วงนิดนึงคือการทำละครแนวนี้ต้องรีเสิร์จข้อมูลที่ถูกต้อง มีการเตรียมงานและมีการลงทุน ต้องใช้เวลา ใช้นักแสดงที่มีคุณภาพ และต้องเป็นเรื่องที่เหมาะสมด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากให้ในวงการละครเรา ละครแนวนี้ไม่อยากให้หายไป เพราะตอนที่สร้างบุพเพฯ กับพรหมลิขิต ทั้งสองเรื่องเราใช้เวลาเรื่องละ 2 ปีนะคะ มันเป็นการทุ่มทั้งใจ ทั้งเวลา ทั้งทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็เลยคิดว่าละครตรงนี้ถ้าเกิดมีองค์กรที่มองเห็นคุณค่า และมาผนึกกันเพื่อจะสร้างละครสักเรื่องนึง เพราะการทำละครแนวนี้เท่ากับทำละครปกติได้ 3 เรื่องเลยนะ (หัวเราะ)”


