“โจนัส แอนเดอร์สัน” รักชีวิตมากกว่าเดิม หลังผ่านความตาย หัวใจวายเฉียบพลัน ลั่นภูมิใจได้กลับมาใช้ชีวิตต่อไป เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ จากดื่มน้อยอยู่แล้ว จะเลิกดื่ม 100 เปอร์เซ็นต์ กินผักกินคลีนมากขึ้น เบรกงาน 1 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์
นักร้องลูกทุ่งหัวใจไทย “โจนัส แอนเดอร์สัน” ตั้งโต๊ะแถลงอาการหลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจวายเฉียบพลัน ณ ห้องปันรักษ์ ชั้น 5 อาคาร A รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ โดยมี “นายแพทย์สมคิด อุดมกิจมงคล” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ และ “นายแพทย์ลิขิต กำธรวิจิตร” แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ผู้ทำการรักษาเข้าร่วมแถลงข่าวด้วย ซึ่งเจ้าตัวเผยว่า ตอนนี้ภูมิใจที่ได้กลับมาใช้ชีวิตต่อไป รวมทั้งรักชีวิตมากกว่าเดิม ชีวิตคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด
“วันนี้ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจที่ผมยังมานั่งอยู่ตรงนี้ได้นะครับ ถ้าหากว่าเหตุการณ์หลายๆ อย่างไม่ได้เป็นไปตามที่เป็นมา ก็คงจะเป็นการแถลงข่าวอีกแบบนึงไปแล้ว แต่ว่าวันนี้ผมยังอยู่และผมก็กลับมาแข็งแรงได้ กลับมาใช้ชีวิตต่อได้ สิ่งแรกขอบคุณพระเจ้าที่ให้โอกาสชีวิตอีกครั้งนึง ขอบคุณหมอพยาบาล ขอบคุณพริ้นซ์ที่ดูแลอย่างเต็มที่เลย และมีความพร้อมด้วย
บอกก่อนเลยว่าเรื่องของสุขภาพของหัวใจผมไม่เคยมองเลยในเรื่องของสิ่งที่มันจะเสี่ยง เพราะผมไม่ได้มีญาติที่มีโรคหัวใจมาก่อน ผมก็เลยเข้าใจว่าในส่วนของพันธุกรรมไม่น่าจะมียีนส์เกี่ยวกับโรคนี้ อีกอย่างผมมั่นใจมากในเรื่องการใช้ชีวิต มั่นใจว่าผมพยายามเลือกทาน ผมไม่สูบบุหรี่ เรื่องของสุราก็ค่อนข้างน้อย การใช้ชีวิตคนส่วนใหญ่ก็จะชมอยู่ว่าดูแลสุขภาพดี แข็งแรงดี ไม่อ้วนด้วย ผมก็ภูมิใจ ผมก็เลยมั่นใจว่าโรคหัวใจน่าจะเป็นสิ่งที่ห่างไกลโจนัสแน่ๆ
เหตุเกิดก็คือเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (4 มี.ค.) ผมก็ออกกำลังกายตามปกติที่หมู่บ้าน เช้าๆ จะเงียบมาก ไม่มีใคร ผมก็อยู่คนเดียว ออกกำลังกายไป แล้วอยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกมากๆ เป็นช่วงบริเวณหน้าท้องกับหน้าอกทั้งหมดที่ปวด และปวดชาลงมาถึงแขนซ้ายด้วย แล้วก็ขึ้นมาที่คอด้วย ตอนแรกผมคิดว่าท้องอืด เพราะอาการไม่ต่างกับโรคหัวใจมาก แต่สิ่งที่มาคู่กันคือรู้สึกเหมือนจะเวียนหัวเบาๆ ก็คิดว่าจะลองฝืนดู ถ้าท้องอืดพอออกกำลังกายก็คงจะหายเอง แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น ก็ลองหยุดแล้วกลับบ้าน
แล้วอาการก็รุนแรงขึ้น เหงื่อท่วมอาบเลย ข้างในมันรู้สึกกระวนกระวายยังไงบอกไม่ถูก ผมก็เลยรีบมาที่โรงพยาบาล เพราะเริ่มรู้สึกได้ว่ามันน่าเป็นห่วง พอมาถึงอาการก็รุนแรงขึ้น แต่พอมาถึงทีมแพทย์พยาบาลก็มาดูอาการอย่างเร็วเลย ตอนนั้นก็ได้อัลตร้าซาวด์ ก็ตกใจ เพราะเห็นว่ากล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงานอยู่จุดนึง ส่วนคลื่นหัวใจก็มีความผิดปกติเกิดขึ้น ก็เลยรู้แล้วว่ามันมีความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ ก็เลยต้องรีบขึ้นไปห้องผ่าตัด ต้องฉีดสี และปรากฎว่าเจออาการที่ค่อนข้างรุนแรงมาก ก็ตกใจไปหมด
แต่สิ่งที่อยากจะบอกก็คือผมไม่ได้ป่วยก่อนมานะครับ ที่เห็นมานั่งหน้าตาแบบนี้ได้เพราะผมไม่ได้ป่วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์วิกฤต แต่พอแก้ไขได้ทันก็แค่ให้ร่างกายมีเวลารักษาตัว ได้พักฟื้นจากที่ขาดเลือดอยู่พักนึง ฉะนั้นก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ชัดเจนอย่างหนึ่งก็คือ คนที่ปกติ แข็งแรงดี สุขภาพดี ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นจากความเสี่ยงจากสิ่งที่เกิดขึ้น และพอมีการแก้ไขให้ทันท่วงทีเราก็กลับมาใช้ชีวิตปกติได้ ซึ่งอาการตอนนี้ก็ยังมีอ่อนเพลียบ้าง อาจจะจากเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ความเครียด ความกดดันที่เกิดขึ้น”
เผยความเครียดเป็นหนึ่งในปัจจัยทำให้เสี่ยงเกิดโรคหัวใจ
“ทางสภาพจิตใจตอนแรกแฮปปี้มาก ไฟต์มาก แต่ตอนนี้ก็เกิดความกลัวบ้าง ความระแวงบ้าง ก็ต้องรักษาเรื่องของจิตใจด้วย รักษาทั้งหัวใจและจิตใจ ให้เราไม่เครียด เพราะความเครียดก็เป็นหนึ่งปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจเหมือนกัน แต่ตอนนี้คุณหมอบอกว่าไม่ต้องกังวล ผมก็จะเชื่อหมอเหมือนเดิม แต่ก็แอบกังวลนิดหน่อย แต่ก็จะพยายามไม่ให้เครียด เพราะมันผ่านประสบการณ์สำคัญแบบนี้ก็จะต้องมีความระแวงเกิดขึ้นบ้าง”
เบรกงาน 1 เดือนตามคำแนะนำของแพทย์
“ตอนนี้เรื่องของงาน เนื่องจากการแสดงบนเวทีมันเป็นสิ่งที่ออกแรงมากพอสมควร ผมเชื่อว่าเทียบเท่ากับการออกกำลังกายแบบสุดสตรีมเลย ผมก็จะขอเว้นอย่างน้อยสักเดือนนึงก่อนตามที่หมอแนะนำ ผมยังไม่กล้ารับงานที่เดินทางเยอะ ออกแรงเยอะ ใช้พลังงานเยอะ แต่ข้อดีที่ผมโชคดีไม่ต้องรอนานมาก แค่ประมาณเดือนนึงก็น่าจะปลอดภัย ถ้าเผื่อว่าตอนนั้นตรวจแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ เดือนเม.ย.ก็คงจะทำงานได้ปกติครับ”
จากดื่มน้อย ต่อไปจะไม่เลิกดื่ม 100 เปอร์เซ็นต์ ชีวิตเปลี่ยน กินคลีน รักชีวิตมากกว่าเดิม
“แต่ปกติผมไม่ค่อยดื่มอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปผมก็คงจะเลิก 100% (หัวเราะ) มีบ้างที่สังสรรค์อยู่กับเพื่อน แต่ผมไม่เคยถึงขั้นเมาอยู่แล้ว เรื่องการกินอันนี้ยอมรับเลยว่าจากที่ผมไม่ค่อยมีวินัยบ้างเรื่องของทอด อาหารที่มีกะทิเยอะๆ รสจัดเยอะๆ ต่อไปนี้ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว ผมจะต้องกินคลีน (หัวเราะ) กินผักเยอะๆ ของต้ม ของลวกมากกว่าสิ่งที่มีไขมันเยอะครับ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรักชีวิตมากกว่าเดิม ชีวิตเป็นสิ่งที่ล้ำค่า ควรจะรักษาไว้ให้ดีที่สุด และมันก็ทำให้เรามองย้อนชีวิตหลายๆ เรื่อง จากที่เราทำแต่งาน ลุยอย่างเดียว คิดว่าไหว คิดว่าแข็งแรง แต่พอถึงเวลาที่เรามาเผชิญหน้ากับความตาย เราก็จะนึกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตจริงๆ ตัวเราเองก็ควรจะรักไว้บ้าง ให้เวลากับตัวเอง
และที่สำคัญคือเรื่องของกำลังใจ การทำงานที่เราลุยมาทุกอย่าง สิ่งนั้นมันมีค่าน้อยกว่ามิตรภาพ ความสัมพันธ์ คนที่รักเรา วันนี้ผมก็พิสูจน์ถึงความรักของใครหลายๆ คนอย่างท่วมท้นเลย มีความห่วงใยเกิดขึ้นจากคนที่ไม่รู้จักและรู้จัก ทั้งคนที่สนิทและไม่สนิท ได้รับการช่วยเหลือ ได้รับสิ่งดีๆ มันก็เลยยิ่งพิสูจน์ให้เห็นเลยว่าเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ตอนนี้ก็กลับบ้านได้แล้วครับ พอคุณหมอบอกให้กลับบ้านได้ผมก็กลับเลย ก็จะตรวจคลื่นหัวใจอย่างสม่ำเสมอตลอด 48 ชม. เคลียร์อีก 24 ชม. คุณหมอถึงให้กลับบ้านได้
วันนี้ก็ขอขอบคุณมิตรรักแฟนเพลงทุกคนนะครับ ขอบคุณคนที่ห่วงใยในทุกภาคส่วนของสังคม ขอบคุณหน่วยงานที่เห็นคุณค่าของการอุทิศตนเป็นจิตอาสาของผม ส่งกระเช้ามา ส่งความห่วงใย ส่งกำลังใจมาให้ มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและมีส่วนทำให้ผมสุขภาพดี ขอบคุณจากใจจริง ซาบซึ้งมากครับ ขอบคุณโรงพยาบาลพริ้นซ์ด้วยที่เอาใจใส่และดูแลอย่างดี มีทุกสิ่งอย่างที่ครบถ้วนให้ผมรักษาจนมีวันนี้ต่อไปได้ วันนี้ผมก็อยากบอกต่อนะครับ ถ้ารักโจนัสมากๆ ก็ขอให้รักตัวเองด้วย อย่าฝืนคำแนะนำ อย่าฝืนในสิ่งที่ร่างกายกำลังคุยกับเราอยู่
หลายๆ คนอาจจะไม่ได้โชคดีเหมือนโจนัส อาจจะมีญาติพี่น้องที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นฉับพลัน ทำให้จากไป หรือทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่เรื้อรังหรือต่อเนื่อง วันนี้ผมเห็นใจเต็มที่นะครับ และขอเป็นกำลังใจ แต่สำหรับใครที่ยังอยู่ ถ้ามีชีวิตก็ยังมีความหวัง ขอให้มีความหวังต่อไปครับ”
ด้าน นายแพทย์ลิขิต กำธรวิจิตร แพทย์อายุรศาสตร์หัวใจ โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ แพทย์เจ้าของไข้ผู้ทำการรักษาเผยว่า
“คุณโจนัสมาที่โรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บหน้าอกนะครับ ก็มีการทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นลักษณะจำเพาะของเส้นเลือดหัวใจตีบเส้นนึง ที่บริเวณ LAD ทำอัลตร้าซาวด์หัวใจทันทีที่ห้องฉุกเฉิน ก็เจอกล้ามเนื้อหัวใจที่บีบตัวลดลงผิดปกติในบริเวณที่เลี้ยงด้วยเลือดเส้นเดียวกัน ก็มีการเอาไปสวนหลอดเลือดนะครับ หลังทำก็อาการดี อาการเจ็บหน้าอกหายไปทันที เหลือแค่อาการตึงๆ นิดหน่อย ซึ่งเกิดได้หลังจากทำการสวนหัวใจไป
เรื่องของการฟื้นตัวก็ค่อนข้างฟื้นเต็มที่เกือบ 100% แล้วครับ หลังทำก็จะมีหัวใจเต้นผิดจังหวะเล็กน้อยเท่านั้น ก็สามารถควบคุมได้ด้วยยา เมื่อเวลาผ่านไป กล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดอักเสบหายแล้ว อาการเรื่องของหัวใจเต้นผิดจังหวะก็จะหายไปเอง ก็ให้สังเกตอาการที่โรงพยาบาล 48 ชม. ซึ่งพอเฝ้าดูอาการจนครบก็ไม่พบอาการของหัวใจเต้นผิดจังหวะแล้ว ณ ปัจจุบันก็คงต้องทานยาเพื่อประคับประคองเรื่องของตัวเลือด และป้องกันไม่ให้ตีบอีกในอนาคต และปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน ของคุณโจนัสเป็นแค่เส้นเดียวครับ หัวใจส่วนอื่นยังแข็งแรงเต็มที่ครับ คิดว่าต่อไปก็คงจะออกกำลังกาย ทำงานได้เต็มที่เหมือนเดิมครับ”


