“ณเดชน์” สมหวัง จากคนดูละครเวที สู่บท ชารีฟ ในฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล 2024 ละครเวทีเรื่องแรก จัดคิวให้แน่นๆ 4 วันต่อสัปดาห์ เผยปีนี้ไม่รู้จะมีเวลาไปฉลองวาเลนไทน์กับ “ญาญ่า” หรือเปล่า ดี๊ด๊า “ธี่หยด ภาค2” รับประกันความหลอน ไม่หวั่นแป้ก
หลังจากมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าผู้ที่จะมารับบท ชารีฟ ใน ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล 2024คือพระเอกหนุ่ม “ณเดชน์ คูกิมิยะ”ก็ทำเอากระแสเปรี้ยงปร้างไปแล้ว ซึ่ง ณเดชน์ ได้มาเผยถึงเรื่องนี้ที่งานแถลงข่าว Daikin Max Star Series #ปรากฎการณ์คุ้มเกินเบอร์ณ โซน Fashion Hall ชั้น 1 Siam Paragon รับตื่นเต้นมาก และดีใจที่ได้รับโอกาสนี้
“ก็รู้สึกตื่นเต้นครับ เราก็เป็นน้องใหม่แห่งวงการละครเวที การได้ไปร่วมงานกับรุ่นพี่ ไม่ใช่เรื่องของอายุนะครับ หมายถึงประสบการณ์ในละครเวที ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีของผมที่ได้ไปเรียนรู้กับพวกเขาด้วยครับ แต่ละแคสก็น่าตื่นเต้น ปังๆ ทั้งนั้นเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่กบ ทรงสิทธิ์ (รุ่งนพคุณศรี) หนูนา (หนึ่งธิดา โสภณ) พี่เก่ง (ธชย ประทุมวรรณ) พี่แก้ม (กุลกรณ์พัชร์ เมอร์นาร์ด) ด้วย ผมเองได้อยู่ในโปรเจกต์นี้ก็รู้สึกดีใจมากๆ ครับ คนบอกว่าเคมีกับพี่แก้มดี ก็ดีนะครับ จริงๆ ก็เพิ่งได้เจอครั้งแรกเลยครับวันที่ไปถ่ายทีเซอร์ ก็ได้คุยกัน ผมก็บอกว่าฝากตัวด้วยนะ ผมใหม่มากเลย เขาบอกว่าเดี๋ยวก็เป็นเอง ก็ดีครับ เพราะเราต้องทำงานด้วยกันอีกหลายเดือน
ผมเองก็ต้องฝึกเรื่องร้องเพลงครับ เรื่องเสียง เป็นรายละเอียดในศาสตร์ของละครเวที ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงของการพัฒนาอัปเกรดอยู่ ตอนนี้คิวซ้อมก็ประมาณ 4 วันต่ออาทิตย์ครับ ถามว่าเรื่องแอ็กติ้งก็ต้องเล่นใหญ่กว่าละครไหม จริงๆ พี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) ก็ให้คำแนะนำมานะครับ ว่าจริงๆ แล้วการเล่นละครเวทีไม่ใช่การเล่นใหญ่แต่มันอยู่ที่อะไรที่ดึงความรู้สึกของเรา จนบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันใหญ่ แต่ตัวสาเหตุหรือจุดเริ่มต้นของความรู้สึก อันนี้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจุดเริ่มต้นมันดี มันถูกต้อง สิ่งที่จะเกิดขึ้นบางทีเราอาจจะไม่ได้ตั้งตัวมาก อาจจะออกมาด้วยความรู้สึกหรืออะไรก็ตามในร่างกายของเรา ซึ่งผมจะต้องเรียนเรื่องพวกนี้เร็วๆ นี้แหละครับ”
เหมือนฝันเป็นจริง เพราะเคยเป็นแค่คนดูมาตลอด
“ตอนนี้เท่าที่ได้คุยกับพี่บอยน่าจะเป็นเรื่องของการร้องเพลงซะมากกว่า เพราะผมก็ไม่ได้เรียนร้องเพลงมาตั้งแต่แรก จากที่เราร้องในอีเวนต์มันก็จะอีกแบบนึง เหมือนเราร้องคาราโอเกะอยู่บ้าน แต่พอไปร้องละครเวที พอมันมีความเป็นมิวสิคัล มันจะต้องมีเทคนิคอะไรหลายๆ อย่างที่เราจะต้องเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์และทำให้ได้ด้วย ก็อยู่ในขั้นตอนของการซ้อม การฝึกครับ
จริงๆ ผมเองเป็นคนที่คอยนั่งดูละครเวทีหลายๆ เรื่องที่รัชดาลัยที่ผ่านมาตลอดเวลา ก็ชอบมากๆ ที่จะไปดูในทุกครั้ง ก็มีความคิดเหมือนกันว่าสักวันนึงเราอยากจะขึ้นไปอยู่บนนั้นจังเลย น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีและเมื่อโอกาสมาถึงผมก็รู้สึกว่าต้องเอาให้ได้ ต้องเล่นให้ได้ ก็ต้องขอบคุณพี่บอยนะครับที่มองว่าตัวละครตัวนี้เป็นผม ซึ่งอาจจะเป็นเพราะด้วยคิ้ว ด้วยหน้าตาหรือเปล่าที่มีความเป็นแขกๆ หน่อย มีหนวด มีเครานิดหน่อย แต่ต้องรอดูว่าชารีฟในฟ้าจรดทราย เดอะ มิวสิคัล 2024 จะเป็นยังไง มิถุนายนนี้ครับได้ชมกันแน่นอน”
บอกวาเลนไทน์มีงานทั้งคู่ ยังไม่รู้จะได้ฉลอง
“วาเลนไทน์ปีนี้ก็ได้ข่าวว่าทำงานกันทั้งคู่ครับ ตอนนี้เดี๋ยวต้องดูว่าจะไปไหนจะทำอะไรต้องดูอีกที แต่คู่เราชอบมาตอนดึก เพราะว่าเลือกรูปอยู่ครับ (หัวเราะ) ถามว่ากดดันไหม เพราะว่าคบกันมานาน ไม่ครับ ผมว่ามันเป็นช่วง บางช่วงถ้าเรามีเวลาเตรียมตัว มีเวลาเตรียมของขวัญ มีเวลาที่จะคิด อยากจะทำโน่นทำนี่ให้เขาในวันวาเลนไทน์ ก็อาจจะเป็นช่วงที่คลื่นมันสูง แต่ถ้าปีไหนที่เราเรียบๆ ง่ายๆ ก็อาจจะเป็นช่วงที่เรายุ่งๆ ทำงาน แต่เราจะคุยกัน บอกกันเสมอครับ
แต่ปีนี้ด้วยความที่มีคิวการทำงานค่อนข้างรัดตัว เราอาจจะฉลองทีหลัง ก็เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที แต่ยังไงก็ต้องเจอกันทุกๆ วันอยู่แล้ว ส่วนคุกเข่าซึ้งๆ ใต้แสงเทียน ก็มีคุกเข่าตอนขอไปแล้ว แต่อันนี้ต้องดูอีกทีครับว่าอะไรยังไงในวันวาเลนไทน์ปีนี้ ส่วนของขวัญ รออยู่ครับ รออยู่ว่าจะได้บ้างหรือเปล่า”
ไม่กดดัน “ธี่หยด ภาค2” รับประกันความหลอนมากกว่าเดิม
“ใช่ครับ ก็เนี่ยแหละครับ ทำงาน ช่วงนี้ก็แบ่งเวลาค่อนข้างเยอะ เพราะจะมีธี่หยด ภาค 2 กำลังจะถ่ายทำในช่วงเดือนมีนาคมนี้ด้วยครับ แต่ช่วงนี้ละครใกล้จะปิดแล้ว ก็เลยมีเวลาที่จะวางกันให้ไปเล่นหนังในช่วงนี้ได้ ทุกอย่างจริงๆ คุยกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วครับ ตั้งแต่ภาพยนตร์ธี่หยดภาคแรกประสบความสำเร็จ ทางโปรดิวเซอร์กับผู้กำกับเองก็มีความฝันว่าอยากจะทำภาค 2 ต่อ เพราะคนดูหมั่นไส้ผีตัวนี้มากเลย อยากจะรู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ล้างแค้น หรือว่ามันเป็นใครมาจากไหน ก็เดี๋ยวภาค 2 ก็คงจะมี แต่เรื่องรายละเอียดผมยังไม่ทราบมากนัก ก็จะมีการเข้าไปประชุมอีกทีเร็วๆ นี้
จริงๆ ผมก็มีส่วนที่จะเข้าไปพัฒนาตัวละครนั้นด้วย ก็ตั้งแต่ภาคแรกแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ใหญ่ถามว่าคิดว่ายังไง อยากให้มันออกมาเป็นแบบไหน และมีมุมมองของเราก็แชร์กันไป และเขาก็ชอบขึ้นมา ภาค 2 ไม่กดดันนะครับ ภาคแรกก็ไม่กดดัน รู้สึกว่าได้ทำงานตัวเองจบไปแล้ว สนุกแล้ว ภาค 2 ก็ตื่นเต้นที่จะรู้ว่าเขาจะทำออกมาแนวไหน จริงๆ ก็มีเห็นภาพไว้ แต่ก็ไม่ได้ตีกรอบตัวเอง ไว้รอวันที่ไปประชุมเดี๋ยวคงจะได้รับฟังทางผู้ใหญ่ว่าเขามีมุมมองอะไรยังไง ผมว่าอาจจะวัดจากการประสบความสำเร็จคงไม่ได้ แต่ถ้าเอาให้ถูกใจคนดู อันนี้ผมว่ามีความใกล้เคียงว่าภาค 2 น่าจะไปในทิศทางนั้น แต่คิดว่าน่าจะสนุกและหลอนกว่าเดิมแน่ๆ ครับ
ก็ต้องแบ่งเวลาครับ เพราะต้องทำพร้อมๆ กับโปรเจกต์ละครเวทีด้วย ละครเวทีวันนึงเราจะซ้อมกันอยู่ที่ประมาณ 3-6 ชม. บางทีซ้อมเรื่องการร้องเพลง บางทีซ้อมเรื่องของบท บางทีซ้อมสเตจบล็อกกิ้ง มันจะไม่ซ้ำเหมือนกันทุกวัน บางวันก็เบา บางวันก็หนัก ก็วันไหนที่ว่าง ไม่มีงานก็จะเอาคิวไปให้กับทางภาพยนตร์ครับ แต่ภาพยนตร์ใช้เวลาประมาณ 20 คิวก็น่าจะเสร็จแล้วครับ ช่วงแรกๆ ก็อาจจะเก็บผมก่อนครับ ปีนี้ได้เห็นงานหลายอย่างเลยครับ ทั้งละคร ละครเวที ภาพยนตร์ ปีนี้ก็ค่อนข้างที่จะยุ่งมากๆ ยาวไปเกือบจนจะสิ้นปีเลย รีบปั่น เก็บตังค์ก่อนครับ (หัวเราะ)”


