ผู้กำกับ “สวรรค์บ้านนอกกกกอก” วอนเปิดใจดูก่อนด่า หนังไม่เกี่ยวกับกับคดีน้องชมพู่ แค่อยากเปลี่ยนภาพจำ นำเสนอบ้านกกกอกในมุมที่สวยงาม ประสานเสียงพ่อแม่ชมพู่ ไม่ได้เอาชื่อมาหากิน ภาวนาให้คนมาดูเยอะๆ ชาวบ้านจะได้มีความสุข และมีรายได้จากการเป็นแหล่งท่องเที่ยว
เรียกว่ามีดรามาตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าฉาย สำหรับ ภาพยนตร์ “สวรรค์บ้านนอกกกกอก The Culture ออนซอนอิสาน”ที่ถูกวิจารณ์สนั่นในเรื่องของความเหมาะสม ว่าเป็นหนังที่เกาะกระแสเรื่องการตายของ “น้องชมพู่”หรือเปล่า เพราะถึงแม้จะไม่ได้มีการกล่าวถึงบุคคลในคดี แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสร้างจากอะไร ล่าสุดวันนี้ (8 ม.ค.) ในงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ ก่อนลงจอเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 11 มกราคมนี้ ทางผู้กำกับภาพยนตร์ “สมยศ ศรีสมบูรณ์” และผู้อำนวยการสร้าง อย่าง “แรมโบ้ อีสาน” หรือ “ดร.เสกสกล อัตถา” พร้อมด้วย “นายอนามัย วงศ์ศรีชา” และ “นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา”พ่อแม่ของน้องชมพู่ ก็ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นนี้ โดยยืนยันเป็นเสียงเดียวกัน ว่าเนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวกับคดี ไม่ได้เอาชื่อลูกมากิน
สมยศ ผู้กำกับ : “โปรเจกต์นี้ตอนแรกที่ผมได้นำเสนอนาย ผมมองว่าบ้านกกกอกเนี่ย โอเคเราเจอแต่เรื่องร้ายๆ มา เราก็เลยอยากเล่าเรื่องในมุมที่สวยงามของบ้านกกกอก ที่เราไม่เคยเห็นจากข่าว ด้วยตัวผมเองเป็นคนอีสาน ก็น่าจะเล่าเรื่องได้ในระดับที่พอจะนำเสนอได้โอเค ผมจะเล่าเรื่องด้วยเพลง เชื่อว่าจะเป็นการคืนความสุขให้บ้านกกกอก และเราไม่ได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องน้องชมพู่หรือคดีใดๆ เราไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใดเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องกระแสดรามาทั้งหมด มันเป็นเพียงคนพูดที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด วันนี้เราต้องการมาเคลียร์ตัวเองทุกประเด็น เราไม่ได้ไปอาศัยเรื่องราวของน้องชมพู่ แต่เราอาศัยในอานิสงส์ผลบุญจากตัวน้อง และเราเล่าเรื่องในมุมที่สวยงาม
เรามองว่าบ้านกกกอกคือประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งของเมืองไทย เพราะฉะนั้นผมอยากเล่าเรื่องด้วยจารีตประเพณี ด้วยวัฒนธรรมเพลง ภาษาที่สวยงาม และดนตรี ความเป็นภาษาที่สากล และนอกจากนั้นเรามีผู้ที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่สวยงามนี้ ก็คือคุณเต๋า เศรษฐพงศ์ และศิลปินดาราอีกหลายๆ ท่าน อยากให้ทุกคนเปิดใจยอมรับในสิ่งดีๆ ที่เรานำเสนอ อย่ามาว่าเราเลยครับ แต่เสียงไหนที่เคยว่าเรา ผมไม่เคยโกรธหรือเสียใจ แต่ผมเข้าใจในความรู้สึก ว่าอาจจะตั้งป้อมใส่เรา แต่วันนี้ปลดปล่อยเราเถอะครับ ทลายกำแพงที่เรามีต่อกันเราเป็นคนอีสาน เรารักบ้านกกกอก เราไม่อยากให้คนจำภาพบ้านกกกอกในสิ่งที่ไม่ดี ให้มาจำภาพดีกับหนังของเรา”
แรมโบ้ อีสาน : “ตอนผู้กำกับมาคุยกับผม ก็ยืนยันอย่างเดียว ว่าเราอย่าเอาเรื่องที่มันมีปัญหาทุกข์ใจมาสร้างเป็นหนัง ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ว่าถ้าจะทำให้เรื่องของซอฟต์พาวเวอร์ ส่งเสริมวัฒนธรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเรื่องการประชาสัมพันธ์บ้านกกกอก ให้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เชิงนิเวศ ภูเหล็กไฟนี่น่าท่องเที่ยวมาก อย่าไปมองว่าจุดนั้นคือจุดเสียชีวิตของน้องคนหนึ่งที่เรารักและสงสาร เราอยากจะให้ภูเหล็กไฟ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอีสาน และวัฒนธรรมท้องถิ่นของคนกกกอก ตรงนี้ผมถึงเห็นด้วย ถึงบอกว่าเอาเลย อย่างนี้เราทำได้ อยากให้เห็นภาพสวยงาม ไม่ใช่พอเห็นว่า แรมโบ้ อีสาน สร้างแล้วดรามาลงเลย บอกแรมโบ้หากินกับคนตาย
ทัวร์ทั้งหลายที่ลงแรมโบ้และหนังเรื่องนี้ อยากให้ลองเข้าไปชมก่อน อย่าเพิ่งด่า อย่าเพิ่งว่าเลย ชมแล้วถ้ามันเป็นอย่างที่ท่านคิดจินตนาการ ค่อยมาด่า ผมก็สงสารน้องพระเอก นักแสดงทุกคนเขามีอนาคต ต้องมาแสดงหนังเรื่องนี้ แล้วโดนดรามาอย่างนี้ สงสารกระทั่งโรงหนัง sf ที่โดนไปด้วย สงสารทุกคนโดนหมดเลยผมสร้างหนังเพื่อประโยชน์ของชุมชน ของท้องถิ่น ในฐานะเป็นลูกอีสานคนหนึ่ง มันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ ผมจะทำประโยชน์เพื่อคนอีสานไม่ได้เลยเหรอ ผมถึงบอกว่าขอให้ชมก่อน อย่าเพิ่งว่ากัน ถ้ามันเป็นอย่างที่ทุกคนคิด ค่อยมาด่า แรมโบ้ กับ สมยศ”
สาวิตรี : “วันนี้ได้มาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ ก็รู้สึกยินดีค่ะที่มีหนังเรื่องนี้ ที่จะสื่อสารความสวยงามของบ้านกกกอกให้ทุกคนได้เห็น นอกจากภาพคดีฆาตกรรมของน้องแล้ว ยังมีสิ่งสวยงามอีกเยอะให้ทุกคนได้มองบ้านกกกอกในมุมที่สวยงามค่ะ”
อนามัย : “ก็ดีใจนะครับ ทำให้ชาวบ้านมีรอยยิ้มอีกครั้งครับ ตอนถ่ายทำได้ไปส่งเสบียงอาหารให้ทีมงานนักแสดงด้วย ซื้อผลไม้ กับข้าวไปให้ครับ”
สาวิตรี : “ส่งเสบียงค่ะ ตอนที่เขาจะมาถ่ายทำ ตอนนั้นเหมือนกับว่าคนในหมู่บ้านจริงๆ หรือในกลุ่มเพื่อนๆ ที่เขาไม่เข้าใจว่าคดีน้องชมพู่มันเกิดยังไง คือบางคนก็มีโทษเราเหมือนกัน ว่าความโศกเศร้า ความวุ่นวายนี้ มันเกิดจากครอบครัวเรา แล้วตอนที่ทีมงานเข้าไปถ่ายทำหนังมันก็เหมือนกับว่าเรื่องคดีเรื่องการสืบมันก็เริ่มซาๆ แล้วก็เลยมีทีมงานเข้าไปถ่ายหนังแล้วชาวบ้านทุกคนได้มาเต้น มารำ มาร้องเพลง มันทำให้บรรยากาศความเครียดตรงนั้นมันดีขึ้นค่ะ เราก็รู้สึกยินดีด้วยค่ะ”
ไม่คิดว่าหนังมาเกาะกระแสการเสียชีวิตของลูกสาว
สาวิตรี : “เรื่องเกาะกระแสไม่ได้คิดค่ะ แต่เรื่องที่ว่าเขามาทำเพื่ออะไร เราคิดก่อน แต่ว่าก็ได้มีการคุยกันว่ามาทำเพื่ออะไร ทำเกี่ยวกับคดีน้องชมพู่หรือเปล่า พาดพิงครอบครัวเราหรือเปล่า ทำให้ครอบครัวเราเกิดผลกระทบหรือเปล่า สุดท้ายเราก็รู้ว่าไม่ได้เกี่ยวกับครอบครัวเรา แต่จะเป็นการสื่อสารเกี่ยวกับความสวยงามของกกกอกมากกว่า”
อยากนำเสนอวัดถ้ำภูผาแอก ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวกกกอก
แม่น้องชมพู่ : “จริงๆ แล้วถ้าเป็นในมุมของตัวแม่เอง ก็คือวัดถ้ำภูผาแอกค่ะ จริงๆ แล้วข้างบนไม่ได้มีความหรูหราสวยงามอะไร แต่ว่ามันเหมือนมีพลังเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนกกกอก ไม่ว่าจะเกิดความทุกข์โศกอะไร ก็จะขึ้นไปกราบไหว้ขอพร และวิถีชีวิตพวกเราเป็นชนเผ่าภูไท พูดภาษาท้องถิ่นภูไทที่หลายๆ คนอาจจะไม่ชินไม่คุ้นหูเหมือนภาษาอีสานค่ะ”
ไปส่งเสบียงอย่างเดียว ไม่ไปร่วมแจมในหนัง
สาวิตรี : “ตอนนั้นไม่เลยค่ะ ตอนนี้ก็ไม่อยู่ อยากเป็นกำลังใจให้เขา ว่าสิ่งที่เขาทำเรามีความยินดี”
ไม่กังวลเรื่องดรามา ที่มาร่วมโปรโมตหนังเรื่องนี้
สาวิตรี : “ไม่กังวลค่ะ อยากจะให้ทุกคนมองบ้านกกกอกในมุมที่สวยงาม น่ายินดีบ้างค่ะ”
ยืนยันเนื้อเรื่องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลูกสาว
สาวิตรี : “อยากให้ทุกคนได้มาดูแล้วคิดเองค่ะว่าจริงๆ แล้วหนังเรื่องนี้ถ้าใครที่คิดว่าเกาะกระแสดรามาหรืออะไร อยากให้ชมก่อนที่จะตัดสินใจค่ะ เนื้อเรื่องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค่ะ แม่ก็ได้ดูเนื้อเรื่องคร่าวๆ ตอนที่เขามาถ่ายทำ”
คาดหวังหลังหนังฉาย “บ้านกกกอก” จากกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
สาวิตรี : “ก็อยากนะคะ ถ้าทำให้ทุกคนในหมู่บ้านมีความสุข สมมติว่ามีนักท่องเที่ยวจะเข้าไปในหมู่บ้าน ก็จะเกิดร้านส้มตำ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขายเสื้อผ้าของฝาก อยากให้ทุกคนมีรายได้แต่ถ้าจะให้แม่ทำโฮมสเตย์น่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าคนที่มีทุนก็น่าจะทำได้ ก็คืออยากให้ทุกคนในหมู่บ้านมีรายได้ค่ะ”
ภาวนาให้คนมาดูเยอะๆ คนในหมู่บ้านจะได้มีความสุขและมีรายได้
สาวิตรี : “ก็ภาวนาขอให้ทุกคนมาช่วยกันดูหนังเรื่องนี้เพื่อจะทำให้บ้านกกกอกมีความสุขขึ้น ถ้ามีการดูเยอะๆ แล้วมีคนไปเที่ยวกกกอกเยอะๆ คนในหมู่บ้านเล็กๆ เขาก็จะมีรายได้จากการการขายของฝาก ของขวัญหรือว่าการเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อาจจะมีรายได้สร้างขึ้นมาจากตรงนี้”
ชวนเปิดใจดูไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นข่าว
สาวิตรี : “อยากจะเชิญชวนให้ทุกคนได้มาดูหนังเรื่องนี้ เพื่อจะเป็นกำลังใจให้ชาวกกกอก ที่ผ่านความโศกเศร้ามา 2-3 ปีเต็มที่มีแต่ความเครียดความกังวลเกี่ยวกับคดีน้องชมพู่ ทั้งตำรวจที่มาสืบมาเสาะแสวงหาหลักฐานพยานเกี่ยวกับคดีต่างๆ มันเกิดความเครียดเกิดความระแวงซึ่งกันและกันในหมู่บ้านมากมาย อยากให้ทุกคนมาดูหนังเรื่องนี้ อยากให้กกกอกเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครผ่านไปผ่านมาได้แวะแล้วสร้างรายได้ให้ชาวกกกอกหมู่บ้านเล็กๆ ของเราด้วยค่ะ”
เผยเรื่องความระแวงในหมู่บ้าน เกิดขึ้นเพราะช่วงสืบคดีโดนเรียกสอบจนเครียดทุกคน
สาวิตรี : “ตอนนั้นจะมีทีมสืบ เขาเรียกเอาตัวคนในหมู่บ้านไปสอบสวนๆ สอบปากคำ ตำรวจจะสอบทุกคน แล้วมันจะมีความเครียดค่ะ ทุกคนมีความเครียด ถ้าหนังเรื่องนี้จะตอบแทนชาวกกกอกได้โดยการที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปเยอะๆ ในหมู่บ้านแล้วให้พวกเขาได้ทำร้านขายของเล็กๆ ก็ยังดีค่ะ ตอนนี้ความเครียดในหมู่บ้านก็ซาแล้วค่ะ”


