อดีตช่างภาพฉาว “แทน ธนวรรธน์” เผยวินาทีศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ชนะคดีข่มขืนนางงาม รับเข่าทรุด กอดคอร้องไห้กับครอบครัว ที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นคนผิด จนไร้งานไร้คนจ้าง ส่วนฟ้องกลับไหม? ขอปรึกษาทนายก่อน ยันถ้าสู้กันแบบใสสะอาดรับรองชนะแน่
ยังคงเป็นที่ติดตามและสังคมให้ความสนใจ สำหรับกรณีอดีตช่างภาพ “แทน ธนวรรธน์ วิเศษนรากุล” ที่ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่เมื่อปี 2564 ถูกผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2021 เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าถูกช่างภาพประจำกองประกวดนางงาม ก่อเหตุอนาจารและข่มขืนกระทำชำเรา กระทั่งเจ้าตัวโดนตำรวจบุกรวบตัวและจับขังคุกทันที ทั้งนี้ยังมีรายงานว่า จำนวนเหยื่อที่โดนช่างภาพรายนี้คุกคามทางเพศ มีอีกเกือบ 10 คน นอกเหนือจากเวที MUT กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนวงการนางงามที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากในขณะนั้น แต่ล่าสุดศาลอุทธรณ์ตัดสินให้ “แทน ธนวรรธน์” ชนะคดี
“ตอนนี้ศาลอุทธรณ์ก็ตัดสินว่าเราชนะ ตอนแรกก็เข่าทรุดเหมือนกัน คืนก่อนตัดสินเราก็คิดว่ามันจะออกมาเป็นยังไง พี่ทนายบอกว่าไม่น่าจะพลิกล็อค เพราะทุกอย่างมันชัดเจน พอศาลตัดสินแล้ว เรากอดกับครอบครัวร้องไห้ ดีใจมาก ดีใจจริงๆ 2 ปีที่ผ่านมา ไปซื้อกาแฟ เขายังถามเลยว่าพี่ใช่คนในข่าวไหม เราก็บอกว่าใช่ครับ เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับเรา คนไม่กล้าจ้างงานเราเยอะมาก ส่วนมากเราก็ทำมิสแกรนด์ของเราไป บางคนก็ยังสงสัยในตัวเรา ยิ่งที่สงสัยมากที่สุดก็คือช่วงที่ใส่กำไลอีเอ็ม มันออกนอกประเทศไมได้ เพราะมันขึ้นเครื่องไม่ได้ ใส่ 9 เดือน อย่างตอนชนะศาลชั้นต้น เรายังออกจากประเทศไม่ได้ เราพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่น เราโดนล็อค ที่ ตม. โชคดีเราถือคำพิพากษาไป ตอนนั้นเกือบตกเครื่องเหมือนกัน ตอนนั้นเราถอดกำไลแล้ว พอวันที่ศาลตัดสิน เขาก็ถอดเลย”
“เราโล่งขึ้น เรายิ้มได้มากขึ้น ตอนที่ศาลตัดสินล่าสุด เวลามองหน้าใคร เรากล้าที่จะมองหน้าคนอื่นมากขึ้น เวลาเราไปทำงาน ไม่ต้องแอบๆ เหมือนแต่ก่อน ส่วนคดีที่ปทุมธานีก็ยกฟ้อง ก็ต้องดูว่าฝั่งโน้นเขาจะยื่นฎีกาไหม ถ้าไม่ยื่นมันก็คงจบเลย แต่ถ้าเขายื่น เราก็ต้องสู้อีกศาลนึง”
“ซึ่งถามว่าเราจะฟ้องกลับไหม ขอปรึกษากับทนายก่อน เพราะมันมีรายะละเอียดค่อนข้างเยอะมาก มันมีเรื่องละเมิดตอนที่เราอยู่ในเรือนจำอีก แต่น่าจะอีกนานหลายปี กว่ามันจะจบ ส่วนฝั่งโน้นก็มีส่งคนมาหลอกถาม แต่เรารู้สึกว่าเราไม่อยากคุย ให้เขาไปคุยกับพี่ทนายดีกว่า ว่าถ้าเราพูดอะไรไป ก็จะเอาไปเป็นประเด็นตามกลุ่มตามเพจ คือถ้าสู้กันตามหลักฐานที่ขาวสะอาด ผมว่าผมก็โอเคนะ เรามั่นใจนะ ถ้ามันไม่มีเส้นสายหรือว่าไม่ขาวสะอาด ผมว่าผมก็สู้ได้นะ และผมก็ไม่อยากบอกอะไรกับฝั่งโน้น ไม่เลยดีกว่า ไม่น่าจะมีค่าพอให้พูดถึงใดๆ ทั้งสิ้นเลย”
“ส่วนคู่กรณีเด็กๆ ที่เป็นข่าวกับเรา ไม่ได้มีอินบล็อกอะไรมา เพราะถ้าเป็นเรื่องคดี ผมไม่คุยเอง ให้พี่ทนายเป็นคนจัดการทั้งหมด แต่ก็มีคนติดต่อมา แต่เราก็ไม่คุย อีกอย่างผมก็คิดว่าคนเบื้องหลังบางคนก็ควรจะถูกลงโทษ แต่ผมก็คิดว่ามันคงเป็นไปได้ยากนะ และอีกอย่างมันน่าจะหาหลักฐานที่สาวไปถึงคนเบื้องหลังนั้นได้ น่าจะยาก และการที่ผมไม่ได้ไปออกรายการ การเอาเขาไปแขวนในรายการ มันก็ถูกสังคมตราหน้าเหมือนที่เราเคยโดนกระทำมา มันทรมาน ผมไม่ใช่คนแบบเขา ผมไม่ทำแบบนั้น อะไรผิดถูกก็ว่าไปตามกฎหมาย ถ้าเลือกจะโซเซียลอวตารไปถล่มใคร หรือว่าสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมา เพื่อมาทำลายคน มันเป็นวิธีที่สกปรก”
“ย้อนกลับไปเหตุการณ์ปี 63 มาแจ้งความอีกปี และออกหมายจับ 24 วันที่ 25 จับเลย และมีสื่อมายืนรอ มีเด็กมายืนด้วยตามที่เห็นในข่าว ผมยังตกใจว่า อยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น เราไม่ได้หลบหนี หมายจับนั้นอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 2 กิโล ผมไม่ได้หนีไปไหน เราก็อยู่ปกติ และวันนี้เราบริสุทธิ์มาอีกขั้น ก็อยากจะบอกว่าเวลาเสพข่าวต้องพิจารณาให้ดีที่สุด เราต้องฟังทั้งสองฝ่าย ระบบกฎหมายมันเป็นระบบกล่าวหา พอเสียหายไปแล้ว มันก็แก้อะไรไม่ได้ ต้องพิจารณาข้อมูลเยอะๆ หน่อย”


