xs
xsm
sm
md
lg

“นีโน่–แน็คกี้” ยิ่งกว่าฝัน จากพระเอกลิเกสู่นักแสดง “พ่อเอกชัย” ดันเข้าวงการ แฮปปี้จากนี้มีลูก-มีเมียได้!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“นีโน่-แน็คกี้” พระเอกลิเกชื่อดัง บอกได้ทำตามความฝันอีกขั้นแล้ว เพราะอยากลองมาสายงานภาพยนตร์ ชื่นชอบกีฬามวย แต่ก็จะทำงานควบคู่กับการแสดงลิเกต่อไป ยอมรับ “เอกชัย ศรีวิชัย” เป็นคนพาเข้าวงการจริงๆ ดีใจที่ตอนนี้ได้รับอนุญาตให้มีแฟน มีเมีย มีลูกได้แล้ว

ผันตัวเองจากพระเอกลิเก เข้ามาสู่วงการแสดงเต็มตัวแล้ว สำหรับสองหนุ่ม “นีโน่ กฤษฎิ์สพล” และ “แน็คกี้ ธเนศพิพัฒ” ที่ล่าสุดทั้งคู่ได้มาสวมบทบาทเป็นนักมวยอาชีพ ในภาพยนตร์เรื่อง ลุมพินี ซึ่งมีการบวงสรวงไปเรียบร้อย ณ ลาน Skywalk ศูนย์การค้า MBK Center โดยทั้งคู่ได้มาเปิดใจว่าดีใจมากๆ ที่ความฝันเป็นจริงอีกอย่างหนึ่งแล้ว

นีโน่ : “เรียกว่าพลิกวงการเลยครับ โน่ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มาเป็นนักแสดง แต่ว่ามันเป็นความฝัน เป็นบทภาพยนตร์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เราอยากเล่น โน่จะพูดกับน้องอยู่เสมอ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล คือโน่จะเคารพแล้วก็นับถือพ่อแก่ แล้วก็จะบอกว่าอยากเล่นสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ว่ามันเป็นอะไรที่ยากมาก เพราะคำว่าลิเกแล้วเป็นนักบู๊มันต่างกันโดยสิ้นเชิงมากๆ ครับ แล้วพอครูดำ (ธนาวุฒิ เกสโร) โทร.มาว่าครูมีโปรเจกต์เกี่ยวกับนักมวย บอกว่าจะให้โน่เป็นพระเอก โน่ตกใจเลยนะ แล้วก็รับปากครูเลยว่าทำได้ แล้วก็ยกมือท่วมหัวเลย ขอบคุณพ่อแก่ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เราก็เลยรู้สึกว่า โน่เคยผ่านบทภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับดรามาโรแมนติกหนักๆ มาแล้ว แล้วเรื่องนี้โน่คิดว่ามันต้องเหนื่อย แต่ด้วยร่างกายของพระเอกลิเกไปเป็นนักมวยมันต้องฝึกฝน มีความแข็งแรง หักขา ฉีกแขนอะไรแบบนี้ เลยรู้สึกว่าทุ่มเทกับเรื่องนี้สุดๆ ช่วงแรกๆ คือโน่จะเป็นลมทุกวัน เพราะพักผ่อนน้อยด้วย มีงานแสดงลิเก แล้วต้องไปฝึกทุกวัน เพื่อที่เราเป็นนักมวยให้ได้มากที่สุด เพราะภาพยนตร์มันต้องเป็นธรรมชาติ เลยอยู่กับครูอยู่ในยิม ไปอาบน้ำข้างยิม เหมือนไปเรียนรู้การเป็นนักมวย ซึ่งมันเป็นสิ่งสำคัญของการที่เราจะแสดง เราต้องเชื่อว่าเราเป็นนักมวยจริงๆ

แล้วก็ได้พลังจากครู ได้พลังจากพี่แอมมี่ (ณัฎฐา ชาญเลขา) โปรดิวเซอร์แล้วก็พี่ๆ ทีมงาน ที่ลงแรงลงใจ เพราะเขาตั้งใจกันมาก ทุ่มเทให้เราขนาดนี้แล้วเราจะไม่สู้ได้ยังไง มันเลยเป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าในเมื่อเราได้รับโอกาสมาแล้ว เราต้องทำให้เต็มที่ แล้วก็อยากจะเห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต จากพระเอกลิเกไปเป็นนักมวยจะเป็นยังไง”

แน็คกี้ : “ของผมคือซัปพอร์ตพี่ชายครับ เพราะบทของผมคือก็ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้มีเยอะเท่ากับพี่ชาย แล้วในคาแรกเตอร์ความเป็นตัวตนของหนังเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้ยากนัก ก็เป็นห่วงพี่ เพราะเรารู้ว่าร่างกายของพี่ชายเราไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไหร่ แต่เห็นเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ ทั้งครูที่เฝ้าฝึกฝนเราเห็นก็โอ้โห นี่ไม่ใช่โปรเจกต์เล็กๆ แล้วนะ เป็นโปรเจกต์ใหญ่มาก อย่างที่พี่โน่บอกคือไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ เราตั้งใจทำกับโอกาสที่ได้มา เวลาและวารีไม่สามารถที่จะหวนคืนกลับมา โอกาสก็เช่นกัน พี่โน่ได้รับมาเขาก็ทำเต็มที่ ก็เห็นในความตั้งใจของเขา ในส่วนของผมคืออยู่ในซีนก็เยอะครับ แต่ถ้าถามว่าเยอะเท่าพี่โน่ไหม มันไม่เยอะเท่ากับพี่โน่ครับ คือในเรื่องมันก็สำคัญอยู่เหมือนกันสำคัญมากๆ ด้วยแหละ”

ยอมเหนื่อยแบ่งเวลาทั้งงานลิเก ทั้งงานนักแสดง เพราะเป็นความฝันที่อยากทำ
นีโน่ : “ด้วยความที่โน่แสดงลิเกมาตั้งแต่เด็กๆ มันก็จะมีเรื่องการทำงานแบบนี้อยู่แล้ว เรื่องการพักผ่อน การใช้ชีวิตตอนกลางคืน แล้วบางทีมีถ่ายละคร ภาพยนตร์ มันเป็นสิ่งที่เราทำมาก่อนแล้วมันเลยไม่ได้ยาก แต่เราแค่จะเหนื่อยมากขึ้นกว่าเดิมในการที่เราจะต้องลงแรงให้กับภาพยนตร์ แล้วก็งานลิเกที่เป็นอาชีพของเรา”

แน็คกี้ : “แต่พูดตรงๆ ว่ามันลงตัวครับ งานแสดงกับงานลิเก เพราะว่าด้วยความที่พี่แอมมี่ ผม และครูดำเขาจัดคิวงานแสดงลิเกให้ไว้เป็นหลัก สมมติเรามีคิวถ่ายตรงกันก็อาจจะปล่อยเราก่อนสัก 2 ทุ่ม มันก็จะไม่มีผลต่อการแสดงลิเก หรือพี่โน่มีคิวถ่าย 4 ทุ่มก็อาจจะปล่อยผมออกมาก่อนอะไรแบบนี้ แล้วในเรื่องเราไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด มันลงตัวจริงๆ ครับ เขาจัดสรรมา ถามว่าเหนื่อยไหม มันก็มีบ้างครับ หนังมันเป็นอะไรที่ต้องสวมบทบาทและคาแรกเตอร์ของตัวเอง ซึ่งโน่ต้องแบ่งแยกสมาธิว่าอันนี้ลิเกนะ อย่างล่าสุดเมื่อคืนพี่โน่เล่นลิเกการรำการร้องมันยังคงเดิมหมดทั้งๆ ที่เรายังกังวลเรื่องท่ามวยที่เราต่อยกันเมื่อกี้นี้อยู่เลย เพราะเราไม่ได้เป็นนักมวยมืออาชีพแล้วก็มีนักมวยมืออาชีพมาดูด้วย

นีโน่ : “เพราะเป็นหนังที่ครูดำบอกว่ามีทีมภาพยนตร์ของเมืองนอก โกอินเตอร์ด้วย เลยทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวแทนของคนไทยนะอะไรแบบนี้ เราต้องทำให้ได้ ก็กดดันครับ แต่ด้วยความที่มันเป็นฝันของเรา มันเป็นฝันที่สูงสุดอย่างหนึ่งของเรา เลยทำให้เรารู้สึกว่าถึงแม้ว่ามันจะเป็นแรงกดดันยังไง เราจะมีงานมากแค่ไหนมันก็ต้องสู้ เพราะว่าชีวิตนึงกว่าจะได้โอกาสมา โน่ชอบดูภาพยนตร์บู๊อยู่แล้ว 

ไม่เคยคิดว่าจะต้องเป็นบทนักมวย แต่นี่เราได้เล่นทั้งบู๊ และยังได้เป็นนักมวยด้วย เราเป็นคนคิดบวกอยู่แล้ว ก็ถือว่าได้ไปฝึกฝนทำให้ร่างกายเราแข็งแรงด้วย หุ่นเราดีด้วย เคยคิดว่าสักครั้งในชีวิตอยากมีซิกแพ็ก แต่ก็ไม่เคยทำได้ แต่ตอนนี้มีเฉยเลย เพราะคุณครูเขากำหนดว่าให้กินได้แค่มื้อเดียว นอกจากนั้นก็กินได้แค่ผักและผลไม้ เพื่อให้ร่างลีนที่สุด เขาไม่ให้เล่นเวท ถามว่ากลัวเรื่องของการพลาดไหม ตอนที่โน่เล่นลิเกมันก็มีการพลาดอยู่แล้วครับ เรามีการพลาดได้อยู่แล้ว แต่เราก็ต้องรับมือให้ได้”

แน็คกี้ : “การพลาดมันเป็นปัญหา ผมพูดตรงๆ ต่อให้โน่ โดนต่อยตาเขียว ตาแตก มันก็เอารองพื้นทับอยู่แล้ว ก็ลิเกมันต้องแต่งหน้าปิดอยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก วันนี้จะลองต่อยสักทีก่อน (หัวเราะ)”

นีโน่ : “ผมรู้สึกว่าผมแข็งแรงขึ้น เพราะว่าเราได้ฝึกมวยทุกวัน แล้วฝึกหนักมาก เหนื่อยมาก ครูให้โน่วิดพื้น 500 ที ซิตอัป 500 ซึ่งในชีวิตจริงไม่เคยทำได้ขนาดนี้ แต่ก็ต้องขอบคุณครูครับ ถ้าไม่มีครู แล้วครูไม่ให้โอกาสนี้ เราก็คงไม่ได้มายืนตรงนี้ เป็นพระเอกลิเกขึ้นมาเป็นนักมวยนะ”

ยอมรับ “เอกชัย ศรีวิชัย” เป็นคนพาเข้าวงการจริงๆ
นีโน่ : “อันนี้ปฏิเสธไม่ได้ ใช่ครับ”

แน็คกี้ : “เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวอะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับเรื่องการแสดง ศิลปะวัฒนธรรม อะไรที่ดันให้กับลูกได้มีชื่อเสียง และได้มีอนาคต พ่อเอกเขาจะทำทุกๆ ทางให้ลูก แต่ต้องบอกว่าพ่อไม่ได้ยัดนะ ไม่ได้ดันแบบดันทุรัง เขาก็เห็นตามความเหมาะสม

นีโน่ : “ทุกงานผมจะบอกพ่อเอก หรือบางคนเขาจะโทร.หาพ่อก่อนเลย ว่าจะให้โน่กับแน็กมาเล่นนะ พ่อก็ตกลง แล้วพ่อเอกก็มีโปรเจกต์ทำหนังบู๊ด้วย พอดีเลยโน่ก็ได้มาฝึกที่เรื่องนี้ก่อน มาเรียนรู้กับคุณครู เป็นผู้กำกับฯ ที่ไปทั่วโลก เราได้เรียนรู้ประสบการณ์จากคนทำหนังระดับโลก เลยรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีในชีวิต เราสามารถเอามาปรับใช้กับการแสดงลิเกของเราด้วย แล้วก็อยากทำให้พ่อเอกสุขใจด้วยครับ แต่ถึงมีงานแสดงเข้ามามากขึ้น งานลิเกก็ยังทำอยู่ครับ เราแบ่งเวลาได้ เพราะว่ายังมีแน็กที่เป็นหลักในสายลิเก แต่ละเรื่องของลิเก บทของโน่มันก็มีแบบออกดึกๆ หรือบางเรื่องก็ออกก่อน แล้วดึกๆ แน็กก็ปล่อยให้โน่ไปถ่ายงานก่อน เรื่องแบบนี้แน็กเขาจะเป็นคนวางแผน”

บอกดีใจ “พ่อเอกชัย” อนุญาตให้มีแฟน มีเมีย มีลูกได้แล้ว
นีโน่ : “ตอนนี้พ่อไฟเขียวแล้ว บอกว่าลูกโตแล้ว แกอยากมีหลาน”

แน็คกี้ : “ฝากบอกถึงสาวๆ ทั่วประเทศด้วยนะครับ ว่าเวลานี้พ่อเอกให้ผมมีเมียได้แล้วครับ (หัวเราะ) เชิญกันมาเลยนะครับ”

นีโน่ : “ถามว่าชอบสาวแบบไหน ก็ทั่วไปครับ ขอแค่เข้าใจในอาชีพของเรา เราเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลา แล้วเราเองก็ต้องเทคแคร์แฟนคลับ มีแม่ๆ พี่ๆ ที่เราต้องเทคแคร์เขา เวลาที่เขาเดินทางมาหาเรา แล้วเราไม่ค่อยมีเวลาให้มากเท่าไหร่ แต่ถึงพ่อจะบอกว่าไฟเขียว แต่แกก็บอกว่ายังไงก็ต้องมาให้พ่อเช็คนะลูก”

แน็คกี้ : “เอาง่ายๆ เลิฟมีเลิฟมายแด๊ด แล้วก็แม่ๆ สำคัญที่สุดเลย แต่เราก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าอีก 2 ปีจะมีลูก คือผมไม่มีสเปก แค่อยู่ด้วยแล้วสบายใจผมก็พอแล้วครับ”

นีโน่ : “เพราะว่าเราทำงานกันเยอะ ทำงานกันมาตั้งแต่เด็กๆ เราคิดว่าเราก็ต้องทำตลอด เพราะเราก็ต้องดูคณะลิเกของเราด้วย มันก็จะต้องเป็นแบบนี้ไปตลอด ดังนั้นคนที่เข้ามาก็ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยครับ”





กำลังโหลดความคิดเห็น