“เกริก ชิลเลอร์” เล่าวิกฤตโรคซึมเศร้า ดิ่งหนักจนคิดสั้นอยากกระโดดตึก เคยวางแผนผูกคอตาย แต่ดึงสติกลับมาได้เพราะลูก ตัดสินใจหาหมอเพื่อครอบครัว รักษามาได้ 2 ปี 4 เดือนแล้ว ทุกวันนี้ดีขึ้นแต่ยังกินยาอยู่
หายหน้าหายตาไปนานเลยทีเดียว สำหรับนักแสดงอารมณ์ดี “เกริก ชิลเลอร์” ที่เคยประกาศลาออกจากวงการไปก่อนหน้านี้ แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว หนึ่งเหตุผลที่ตัดสินใจแบบนั้น ก็เพราะว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า โดยเจ้าตัวได้มาเปิดใจในรายการ “โต๊ะหนูแหม่ม” ว่าดิ่งหนักจนเคยคิดสั้นมาแล้วหลายครั้ง
“มันมีหลายสาเหตุครับ เนื่องด้วยลูกกำลังโตผมลูกสามคน แล้วเราก็ทำงานเยอะ และช่วงที่เราทำงานเยอะเราก็ทำงานเยอะจริงๆ ในช่วงเวลานั้นละครเราเยอะมาก มีละคร 7 เรื่องต่อสัปดาห์ คือผมเลิกงานกลับบ้านมานอน มันเป็นตัวหนังสือ เป็นไดอะล็อกเรียงขึ้นๆ มันเป็นภาพตัวหนังสือติดตาเลย เรียกว่าใช้ชีวิตแบบรู้เวลาออกจากบ้าน แต่ไม่เคยรู้เวลากลับบ้านเลย แล้วลูกก็เริ่มโต เราก็เริ่มอยากใช้เวลากับลูก เพราะไม่อยากสูญเสียเวลาช่วงวัยเด็กกับลูก เลยทำให้มีความรู้สึกว่าหรือเราจะไปลองทำอย่างอื่นดู ที่มันไม่เอาเวลาเราไปทั้งหมดแบบนี้ แล้วก็ไปเป็นช่างตัดผม หาเงินกับตรงนั้นไปได้สักพัก พอลูกคนเล็กเริ่มโต ก็บอกว่าหนูไม่เห็นพ่อเล่นละครเหมือนสมัยก่อน ผมก็เอ้ย ทำไมเราไม่เล่นละครว่ะ เราหายไปนานแล้ว แล้วเราก็ไปประกาศชัดเลยนะ ว่ากูไม่เล่นละครอีกต่อไปแล้ว (หัวเราะ) ก็หายไปประมาณ 3-4 ปี แต่ดูแล้วว่ามันยังไม่มีใครขึ้นมาแทนเรานี่ ในระหว่างนั้นก็ยังมีละครโทร.มาถามอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็ไม่ๆ”
ส่วนหนึ่งที่หายไป เพราะป่วยเป็นโรคซึมเศร้า
“ป่วยเป็นซึมเศร้า โดยภาพภายนอกผมจะสนุกอยู่ตลอดเวลา แล้วเวลาเล่นละครผมก็จะเป็นพวกแบบ มีพลังเยอะสุดๆ ผมเคยถามหมอเรื่องนี้ว่า ทำไมผมเล่นละคร ผมทำงานได้ หมอเค้าบอกว่าหนึ่งลูกฮึด สองพื้นที่หน้าฉากมันคือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผม มันคือเซฟโซน ผมรู้ว่ากล้องอยู่ตรงนู้นตรงนี้ เราควบคุมได้ผมจึงไม่รู้สึกตื่นเต้น ไม่ต้องไปกลัวอะไร”
หมอบอกเป็นมาตั้งแต่เด็ก เคยคิดอยากกระโดดตึกฆ่าตัวตายตอนอยู่อเมริกา
“พอรักษามาได้ 7-8 เดือน ผมก็ถามหมอว่าผมเป็นนานหรือยัง หมอเขาบอกว่าเท่าที่ผมฟังคุณเกริกมา คุณเกริกเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ผมก็คิดและภาพมันก็ย้อนกลับมาเยอะแยะไปหมดเลย ครั้งแรกเลยที่เป็นหนักๆ คือตอนที่เราอยู่อเมริกา สมัยที่เราเป็นวัยรุ่น เรานอนซมอยู่บนโซฟา เอาผ้าห่มคลุมและเราไม่ยอมออกไปทำงาน อยู่อย่างนั้น 3 เดือน ที่หนักๆ สุดเลย เราคิดกระโดดตึกตายทีหนึ่ง เพราะว่าเราเฟล มันย้อนกลับมาหมดเลย แล้วเรื่องราวเราเคยไปออกฤทธิ์ออกเดชกับใคร ใครเคยทำกับเรามันกลับมาหมด”
เมื่อก่อนยังไม่มีคำว่าโรคซึมเศร้า เพิ่งมารู้จักเมื่อ 4-5 ปีที่แล้ว
“มันไม่มีครับ ผมรู้จักได้ยินโรคนี้ผ่านๆ เมื่อ 4-5 ปีเอง แล้วผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นด้วย ผมจะซึมเศร้าได้ไงเมื่อผมแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา แต่มันจะมีบ้างช่วงของชีวิตผมอะ ที่ผมจะบอกภรรยาว่า อ้อมเดี๋ยวขอเวลาพ่ออยู่ในห้องสักแป๊บหนึ่งนะ แป๊บหนึ่งเนี่ยคือเป็นอาทิตย์ เดี๋ยวพอหลุดจากตรงนี้ได้เดี๋ยวพ่อจะมีแรงเอง คือมันเป็นความเคยชิน จนเรารู้ว่าเดี๋ยวสภาวะนี้มาปุ๊บ มันถึงจะมีแรงแอคทีฟออกไปเอง”
หนักสุดวางแผนผูกคอตาย แต่คิดได้เพราะกลัวลูกกลายเป็นภาพจำ
“วางแผนฆ่าตัวตาย เมื่อเกิดความรู้สึกดาวน์ เมื่อรู้สึกว่ามันมีเวิร์ดดิ้งที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกแย่ ถ้าเกิดมีความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอย่างที่เราคาดหวังเอาไว้ เราก็จะมีความรู้สึกว่า ฉันอยู่ไปเพื่ออะไร คิดถึงขั้นนั้นแล้ว ซึ่งสิ่งที่ทำให้คิดว่าเราทำแบบนั้นไม่ได้ คือลูกครับ มันเคยวางแผนว่าจะต้องผูกคอตาย แต่จะผูกตรงไหน กลัวลูกเห็น กลัวลูกเห็นแล้วเป็นภาพจำ คือไม่อยากให้ลูกเห็น”
“อ้อม ศานันทินี พันธุ์ชูจิตร” ภรรยา พอรู้เรื่องนี้บ้าง แต่ไม่ละเอียดเท่าที่เล่าตอนนี้
“อ้อมรู้บ้าง แต่ว่าไม่ได้ละเอียดเท่าที่ผมเล่าตอนนี้ ส่วนเพื่อนๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าผมเป็นอะไร แล้วผมเองก็ไม่รู้ด้วยว่าผมเป็นอะไร ณ ตอนนั้น”
จำไม่ลืม “ตั๊ก บริบูรณ์” โทร.หา ทำคิดทบทวน กินยามา 2 ปี ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว
“คือน้องเขาก็ไม่รู้หรอกครับ ว่าผมเป็นอะไร มีอยู่วันหนึ่งผมขับรถอยู่แล้วเขาโทร.มา บอกว่าไม่มีอะไรพี่ คิดถึงๆ ผมเป็นห่วงพี่ พี่ไม่เอาใครเลยวะพี่ เราก็บอกว่าพี่ไม่เอาใครอะไร พี่ไม่มีเวลา พี่ทำงาน แล้วก็วางหูไป แต่คำพูดตั๊กคำนั้น ผมไม่ปล่อยผ่าน อันนี้คือเรื่องประมาณ 8-9 ปีที่แล้ว ผมยังเอามาคิดอยู่ตลอด ว่าผมไม่เอาใครจริงๆ เหรอ แต่ผมเอาใครนะ ผมทำงานเลี้ยงครอบครัว แต่ผมไม่มีเวลาไปตรงนั้น ไม่ชอบคุยเสวนาเรื่องไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับงาน แต่คนเป็นโรคนี้จะคิดลบหมดเลย ทุกอย่างที่ไม่ได้ดั่งใจ ฟาดงวงฟาดงาหมด ทุกวันนี้เจอใครบอกน้องพี่ขอโทษ พี่ป่วย หงายการ์ดป่วยเลย หลังจากทานยามา 2 ปีแล้ว ไม่มีอาการนี้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นอะไรไม่เข้าหูผมจะวี๊ดเลย”
ตัดสินใจเข้ารักษาเพราะอยากดูแลครอบครัว ร้องไห้โฮตอนรู้ว่าเป็นโรคซึมเศร้า
“เหตุผลอย่างเดียวคือลูก ลูกอยู่ในวัยกำโตต้องใช้เงินมาก ถ้าเราเป็นอะไรไปสักคน แม่เราที่กำลังป่วย ลูกเรา เมียเรา เขาจะทำยังไง เพราะฉะนั้นเราเป็นอย่างนี้ไม่ได้ ต้องหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง แล้วเสิร์ชดูว่าโรคซึมเศร้าที่เด็กรุ่นใหม่เขาเป็นกัน เราเป็นจริงหรือเปล่า ก็ทำแบบทดสอบปรากฎว่าเป็น แต่เราก็ยังไม่เชื่อ คิดว่าไปคุยกับหมอดีกว่า ก็ไปหาหมออละเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หมอฟัง หมอก็บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า พอได้ยินอย่างนั้นผมร้องไห้ต่อหน้าหมอเลย ทำไมผมเพิ่งรู้ หมอก็บอกไม่เป็นไรรักษาได้ ตอนนี้ก็รักษามา 2 ปีกับอีก 4 เดือนแล้วครับ ด้วยการทานยาและปรับยาไปเรื่อยๆ จนถึงยาตัวสุดท้าย ทุกวันนี้ก็ยังทานอยู่ครับ ถ้าไม่กินเลยมันจะกลับไปเป็นคนเดิม เรื่องทานยาสำคัญมาก”
กลับมารับละครแล้ว พร้อมพูดคุยออกรายการ
“ตอนนี้ถ่ายอยู่ 2 เรื่องครับ แต่ยังไม่ค่อยได้ออกไปคุยในรายการแบบนี้สักเท่าไหร่ ก็เชิญครับ ตอนนี้พร้อมกลับมาแล้ว”
